|
||||||||||||||
|
คลังเร่งหาเงิน
4 แสนล. อัดฉีด ศก. รับงบฯ ปี
50
มติชนรายวัน วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10327 กระทรวงคลังเตรียมมาตรการกู้เงินทุกรูปแบบ เร่งหาเงินสด 3-4 แสนล้านอัดฉีดระบบเศรษฐกิจ รองรับผลกระทบการเมืองทำร่าง พ.ร.บ.งบรายจ่ายปี 2550 ล่าช้า เหตุไร้รัฐบาล "สป."กังวลหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้น 1.1 แสนบาทต่อคนต่อปี แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการจัดเตรียมมาตรการรองรับ สำหรับกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 จะต้องล่าช้าออกไปจากความไม่ชัดเจนทางด้านการเมือง ซึ่งอาจจะทำให้การเลือกตั้งล่าช้า และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล หรือเปิดประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายใดๆ ได้ แต่ความล่าช้าดังกล่าวอาจจะมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะขาดเม็ดเงินที่จะใช้ในการอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยแนวทางที่เตรียมการไว้และคาดว่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือ การกู้เงินในรูปแบบต่างๆ เพื่อใช้ในการบริหารเงินสด ผ่านการออกตั๋วเงินคลัง หรือการออกพันธบัตร เพื่อนำเงินดังกล่าวมาใช้ก่อนในช่วงเวลาที่ยังไม่มีการจัดทำงบประมาณ "ปัญหาของกระทรวงการคลังตอนนี้คือ ไม่มีเครื่องมือทางการคลังที่จะเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้ทัน เพราะติดเรื่องกฎหมาย เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเสถียรสภาพ จึงไม่สามารถจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม หรือทำงบขาดดุลระหว่างปีได้ ซึ่งต่างจากในอดีตเมื่อตอนวิกฤต 2540 กระทรวงการคลังใช้วิธีเปลี่ยนจากงบสมดุลมาเป็นงบขาดดุล ในการจัดทำงบประมาณปี 2542 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขณะนี้เรามีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณที่ไม่สามารถขยับอะไรได้จึงต้องหาวิธีอื่น" แหล่งข่าวกล่าวว่า ในช่วงแรกที่ปัญหาการเมืองยังไม่ยืดเยื้อมากนัก กระทรวงการคลังเลือกที่จะใช้วิธีเร่งรัด การเบิกจ่ายงบประมาณ ในทุกประเภท เพื่อให้ระหว่างที่ยังไม่มีงบประมาณปี 2550 นั้น ยังคงมีรายจ่ายจากภาครัฐ เข้าไปหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ โดยเท่าที่มีการประเมินไว้จะต้องมีเม็ดเงินประมาณ 3-4 แสนล้านบาทที่จะอัดฉีดเข้าไปตั้งแต่ช่วงนี้จนถึงไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2550 ซึ่งมาจากงบฯลงทุนของปี 2549 ที่มีอยู่ 2 แสนล้านบาท จะให้ใช้ให้หมดภายในไตรมาส 1 ของปีงบฯ 2550 และงบฯเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2547 และ 2548 อีกประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ก็จะเร่งให้เบิกจ่ายมาใช้ให้หมดภายในเดือนกันยายน 2549 รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบฯลงทุนของปีงบฯ 2550 ซึ่งเป็นโครงการที่เคยอนุมัติในหลักการไปก่อนอีกประมาณ 1.2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปัญหาอีกด้านของการเร่งการเบิกจ่ายงบฯทุกประเภทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจคือ ธรรมชาติของเงินภาษีที่จะไหลเข้ามามากในช่วงกลางปีงบประมาณ หรือตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของแต่ละปีเป็นต้นไป จากการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ขณะที่ช่วงต้นปีงบประมาณหรือช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมในแต่ละปีนั้น เงินภาษีจะเข้ามาน้อยกว่ารายจ่ายเล็กน้อย แต่ปีนี้เป็นปีไม่ปกติที่รัฐบาลต้องการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงต้องเตรียมบริหารเงินสดหรือเงินคงคลังล่วงหน้า "แนวทางที่จะใช้คาดว่าจะใช้เครื่องมือเดิมคือ การออกตั๋วเงินคลังเป็นหลัก และบางส่วนอาจจะใช้การออกพันธบัตร ตามช่องทางที่กฎหมายอนุญาตให้ออกได้ โดยอยู่ระหว่างประเมินตัวเลขที่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งการกู้เงินดังกล่าว จะดำเนินการไปก่อน ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2550 เมื่อมีรัฐบาลใหม่ และจัดทำงบประมาณ ก็มาดูกันอีกทีว่ารายได้ 1.47 ล้านล้านบาท ที่คาดไว้จะทำได้หรือไม่ และจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลเท่าไหร่ แต่การจัดทำงบประมาณล่าช้าไปเท่าใด โอกาสในการใช้งบประมาณขาดดุลในปี 2550 ก็มีมากขึ้นเท่านั้น" รายงานข่าวแจ้งว่า แนวทางการกู้เงินเข้ามาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังนั้นถือว่ามีโอกาสทำได้มากที่สุด เพราะเป็นวิธีที่ไม่ต้องออกกฎหมาย หรือรอการตัดสินใจของสภา และระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบันยังมีน้อย และเหลือช่องให้สามารถสร้างหนี้ได้เล็กน้อย โดยอยู่ระดับ 40% ของจีดีพีเท่านั้น เพียงแต่เรื่องดังกล่าวต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะ และที่ประชุม ครม. ซึ่งขึ้นอยู่กับทางฝ่ายการเมืองว่าจะกล้าตัดสินใจในขณะที่เป็นรัฐบาลรักษาการหรือไม่ วันเดียวกัน นายวรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) กล่าวว่า สิ่งที่ สป.กำลังกังวลใจเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ได้แก่ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 8.4 หมื่นบาทต่อคนต่อปีระหว่างปี 2545 มาอยู่ที่ 103,940 บาทต่อคนต่อปี ในปี 2547 และจากการสอบถามผลการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการในช่วงปลายปี 2548 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าภาวะหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 1.1 แสนบาทต่อคนต่อปี สำหรับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนในช่วงที่ผ่านมา คาดว่าจะเป็นผลจากราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ย ที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสำหรับลูกค้าทั่วไป (เอ็มอาร์อาร์) หากปรับขึ้นอีก 1% จะยิ่งทำให้กำลังซื้อจากภาคประชาชนอ่อนแอลง ขาดเงินหมุนเวียนในระบบ ดังนั้น ในเบื้องต้นรัฐบาลควรเร่งหาแนวทางช่วยเหลือประชาชน ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนเน้นลูกหนี้รายย่อย และรายกลางที่ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ "หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นถือว่าไม่มาก แต่เป็นปัญหาสำหรับประเทศไทย เพราะรายรับไม่เพิ่ม ขณะที่รายจ่ายกลับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทางที่ดีรัฐควรตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลหนี้ให้กับประชาชนโดยเฉพาะ รัฐจะต้องพยายามดึงหนี้นอกระบบของประชาชน ให้มาอยู่ในระบบ ไม่ให้เกิดเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) จนเศรษฐกิจทรุด นอกจากนี้ ต้องเร่งสร้างวิชาชีพให้ประชาชน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน แต่ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณอันตรายอะไรนอกจากรัฐบาลต้องระวังไว้ก่อน และจะได้ไม่ถูกครหาว่าปล่อยปละละเลยเศรษฐกิจ" นายวรพลกล่าว ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้รัฐบาล ดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน เนื่องจากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ได้ส่งผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจรวมถึงผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะไม่น่าไว้วางใจ โดยปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยคือ ราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบ ต่อการปรับขึ้นราคาสินค้าหลายรายการ จึงขอเสนอแนว ทางแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยรัฐบาลควรเน้นการลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการขนส่ง ซึ่งจะช่วยทำให้ปัญหาราคาน้ำมัน ที่ส่งผลกระทบอยู่มีความเบาบางลงบางส่วน สำหรับปัญหาการส่งออก พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า ยอดการส่งออกในปีนี้ไม่น่าจะขยายตัวได้ตรงตามเป้าที่ร้อยละ 17.5 เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากมูลค่านำเข้าวัตถุดิบในช่วง 4 เดือนแรกมีจำนวนไม่มากเหมือนที่ คาดการณ์ไว้ ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ควรหาแนวทางแก้ไขปัญหา ด้วยการเพิ่มมูลค่าของสินค้ามากว่าการเพิ่มปริมาณการส่งออก จะมีส่วนช่วยเพิ่มการส่งออกได้มากขึ้น "ดังนั้น รัฐบาลจึงควรใช้มาตรการลดภาษีเพื่อเข้าช่วยผู้ที่ต้องรับภาระจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในขณะนี้ คือประชาชนที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระในการซื้อบ้าน ประชาชนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจที่จะซื้อบ้าน และผู้ประกอบการที่สร้างอสังหาริมทรัพย์ ที่สำคัญรัฐบาลควรเร่งออกมาตรการแก้ไขปัญหาระยะสั้นระยะกลางและระยะยาว โดยไม่ควรออกมาตรการที่มุ่งผลทางการเมือง โดยเฉพาะการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบแล้วเข้าไปแก้ไขปัญหาภายหลัง พรรคเห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงประชาชนและระบบเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยการส่งเสริมให้ประชาชนดำเนินชีวิตโดยใช้เศรษฐกิจแบบพอเพียง เพื่อให้ผ่านช่วงเวลาวิกฤตไปให้ได้" นายองอาจกล่าว นายพรชัย อยู่ประยงค์ ผู้ตรวจการราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะคณะกรรมการค่าจ้างกลาง กล่าวถึงกรณีกระทรวงการคลังเสนอให้ปรับขึ้นค่าจ้างว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นข้อเสนอของกระทรวงการคลัง แต่คิดว่าเป็นข้อมูลที่กระทรวงการคลังสำรวจความเป็นไปได้ ผลกระทบ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการค่าจ้างกลาง พิจารณาก็เป็นเรื่องที่ทำได้และเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะได้ข้อมูลที่กระชับมากยิ่งขึ้น ง่ายต่อการพิจารณาแต่การพิจารณาปรับขึ้นหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลพินิจของคณะกรรมการค่าจ้างซึ่งพิจารณาจากข้อมูลจาก 3 กลุ่ม คือ 1.ความเดือดร้อน ผลกระทบของลูกจ้าง 2.ความสามารถในการจ่าย ผลประกอบการของนายจ้าง 3. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ขณะนี้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการค่าจ้างกลางกำลังรวบรวม ความเห็นของคณะอนุกรรมการค่าจ้างแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ คาดว่าจะพิจารณาในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ นายสมพงษ์ นครศรี ประธานกิตติมศักดิ์และสมาชิกสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมไทย ในฐานะคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า ตอนนี้นายจ้างประสบปัญหามากอยู่แล้วทั้งน้ำมันแพง ดอกเบี้ยขึ้น ต้องลดกำลังการผลิต ลดวัตถุดิบ กำลังซื้อก็ลดลง ขาดทุน ถ้ารัฐบาลปรับค่าจ้างขึ้นไปอีกก็ จะเป็นการเพิ่มภาระอีกมาก ช่วงต้นปีก็ปรับขึ้นไปแล้ว 9 บาท ไม่สมควรที่จะปรับขึ้นในกลางปี ถ้าจะปรับขึ้นให้ชะลอเวลาปรับครั้งใหญ่ประจำปี ปัจจุบันนายจ้างคิดหาวิธีให้บริษัทอยู่รอดได้ ไม่มีการลดการจ้างงาน ถ้าปรับขึ้นค่าจ้างอีกตอนนี้เลิกจ้างคนงานแน่ "ผมอยากจะหัวเราะ เขาไม่ได้มาถามนายจ้างเลย คิดแต่จะหาเสียงอย่างเดียว ตอนนี้ประเทศไทยกำลังแย่ เพราะมีนักการเมืองแบบนี้ เอาคนไม่เอาไหนเข้ามาบริหารประเทศ ผมได้แต่ปลง เสียดายที่กระทรวงแรงงานได้คนมาบริหารไม่ดี ทำให้ระบบผิดเพี้ยน คนที่พูดให้ปรับขึ้นได้นั้นก็ไม่รู้ระบบโครงสร้างเรื่องค่าจ้าง" นายสมพงษ์กล่าว นายสุวิทย์ ดาราสิชฌน์ กรรมการสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและพาณิชย์ไทย และกรรมการค่าจ้างกลางฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า นายจ้างทุกกิจการไม่เห็นด้วยการขึ้นค่าจ้าง วันนี้ธุรกิจขนาดเล็กต้องประสบปัญหาแทบอยู่ไม่ได้ หากต้องนำปรับค่าจ้างอีก อาจส่งผลให้ปิดกิจการ ในการประชุมวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลาง คาดว่าที่ประชุมจะพิจารณาข้อเสนอของกระทรวงการคลัง พร้อมข้อมูลของคณะกรรมการฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง หน้า 1
|