หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กษัตริย์นักพัฒนาประชาธิปไตย ในมุมมอง สุเมธ ตันติเวชกุล

สัมภาษณ์พิเศษ โดย ทองนาก ศิริวิ เหล่าวงษ์โคตร และภมรศรี ไพบูลย์รวมศิลป์ มติชนรายวัน วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10327

"...สถาบันพระมหากษัตริย์ของเราในยามเกิดวิกฤตก็จะเป็นเหมือนเครื่องมือบางอย่าง ที่ทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้... การเมืองอาจจะมีวงจรของมันคือตาม 4 ปี 6 ปี แต่สถาบันแห่งนี้อยู่กับพวกเรายาวนานตลอดเวลา"

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถวายงานรับใช้ ใต้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างใกล้ชิดมากว่า 26 ปี ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ก.ป.ร.) ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันในตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ดร.สุเมธให้สัมภาษณ์ "มติชน" ถึงพระปรีชาสามารถและพระปรีชาญาณด้านการพัฒนาประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านโครงการในพระราชดำริของพระองค์

@ มองความเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาและนักประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างไร

ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้หลายคนอาจจะมองไม่เห็น หรือมองข้ามไป ในพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่มี มองแต่ว่าทำไปตามพระราชประสงค์ หรือความปรารถนาของพระองค์ท่านแต่พระองค์เดียว ซึ่งความจริงไม่ใช่เลย เชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่ชื่อโครงการก็ยังสะท้อนถึงความเป็นนักประชาธิปไตยของพระองค์ โครงการแรกๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เช่น โครงการหุบกะพง จะอยู่ภายใต้ชื่อ "โครงการตามพระราชประสงค์" และเมื่อปี 2524 ได้ตั้งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ก.ป.ร.) ซึ่งพระองค์ท่านตรัสว่า ตอนแรกเขาถวายชื่อว่า เป็นโครงการตามพระราชประสงค์ ตอนนั้นยังไม่เชี่ยวชาญภาษาไทย พอตอนหลังแม้จะเปลี่ยนมาเป็นโครงการตามพระราชดำริ พระองค์ก็ยังตรัสว่า "ชื่อแบบนี้เผด็จการมาก ฉันเป็นที่ปรึกษาของชาติ ไม่ใช่สั่งอะไรไปแล้วต้องทำ ต่อไปนี้ให้เรียกว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" หมายความว่ารับสั่งอะไรไปแล้ว เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะไปสังเคราะห์และดำเนินการ

@ แสดงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักเรื่องประชาธิปไตยอยู่ตลอด

ใช่ รู้ไหมว่าโครงการตามพระราชดำริ หรือโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น พระองค์ทรงทำประชาพิจารณ์ทุกโครงการ เชื่อไหม ภาพที่พระองค์ประทับนั่งพับเพียบกลางดิน แล้วมีประชาชนนั่งอยู่รายล้อม มีแผนที่แผ่นใหญ่อยู่ในพระหัตถ์ คนที่ไม่รู้อาจจะบอกว่า พระองค์ชอบมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชน ชอบสนทนากับชาวบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เพียงแค่ปฏิสันถารธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นการสอบถามปัญหาจากผู้เกี่ยวข้อง และพระองค์ทรงคิดแนวทางแก้ปัญหาให้ แล้วถามกลับชาวบ้านว่าเขาพอใจไหม แบบนี้ดีไหม ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าประชาชนเขาจะเออออเห็นด้วยไปทั้งหมดนะ ความคิดเห็นแตกต่างก็มีเหมือนกัน เมื่อฝ่ายประชาชนตกลงในแนวพระราชดำริแล้ว พระองค์จะไปปรึกษากับข้าราชการฝ่ายปฏิบัติตลอดจนฝ่ายนโยบายดูแลงบประมาณ โดยพระองค์จะทรงอธิบายอย่างละเอียด ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่จำเป็นที่พระองค์จะต้องทรงทำอย่างนั้นเลย ทุกคนทุกฝ่ายพร้อมที่จะสนองพระราชดำริอยู่แล้ว นี่คือความเป็นประชาธิปไตยที่มีอยู่ในพระองค์ท่าน คนไทยมองเห็นแต่ไม่เข้าใจ และไม่พยายามแปล ไม่ศึกษาว่าพระองค์ทรงทำอะไรอยู่ แล้วนำมาเป็นแบบอย่าง

@ ทำไมพระองค์ท่านถึงยังต้องทรงตรากตรำพระวรกายขนาดนี้

เมื่อ 20 ปีก่อน ที่วังสวนจิตรลดา เย็นวันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงทรงงานตามปกติ ประทับนั่งพับเพียบอยู่กับพื้น โดยที่มีการเตรียมพระราชอาสน์ไว้ แต่พระองค์ไม่เคยประทับ เย็นวันนั้นแปลกไป เพราะพระองค์ไม่ทรงงานแต่จ้องไปที่พระราชอาสน์ แล้วตรัสว่า "ทำไมในหลวงจะต้องเหนื่อย ทำไมในหลวง ต้องแบกงานมากมาย ที่ยังต้องทำอย่างนี้เพราะประชาชนยังยากจนอยู่ เมื่อเขายากจนก็ขาดเสรีภาพ อิสรภาพ และเมื่อขาดอิสรภาพก็ไม่เป็นประชาธิปไตย" ประโยคนี้สรุปสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจและสังคมไว้หมด เพราะความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ดูเฉพาะลายลักษณ์อักษรที่เขียนไว้เท่านั้น แต่ต้องมีสำนึกเป็นประชาธิปไตยทั้งกายและใจ ทรงเน้นเงื่อนไขความเป็นประชาธิปไตยอยู่ที่ความพร้อม ความมีอยู่มีกินของประชาชน ดังนั้น ที่พระองค์ทรงตรากตรำพระวรกายอยู่จนถึงทุกวันนี้ ผมมองว่าไม่เพียงขจัดทุกข์และสร้างความสุขแก่ประชาชน ยังทรงมุ่งหวังเรื่องประชาธิปไตยด้วย แต่คนไม่พยายามตีความหมายนี้ให้แตก กระทั่งผมได้ยินมากับหูตัวเองจึงต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง

@ กับปรากฏการณ์ที่พระองค์เข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองด้วยวิถีประชาธิปไตย

พระองค์ทรงยึดหลักความถูกต้อง ทรงเคร่งครัดในทศพิธราชธรรม หลักธรรมาภิบาล (Good governance) ก่อนที่ฝรั่งจะบอกเรื่องนี้กับคนไทยเสียอีก ตลอดเวลา 26 ปี ที่ผมได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท เห็นมาตลอดว่าพระองค์ทรงยึดหลัก ต้องถูกต้องทุกอย่าง แม้กระทั่งชาวบ้านและเอกชนถวายเงินโดยเสด็จตามพระราชกุศล ซึ่งบางครั้งเราเห็นว่ามีเงินนี้อยู่จะเอาไปทำโครงการ พระองค์จะไม่ทรงอนุญาต บอกว่า คนเขาให้ทำบุญอย่างเดียว พระองค์ท่านทรงเคร่งครัดขนาดนั้น เรื่องปัญหาในบ้านเมืองนั้น ผมมองว่า เราเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง แล้วมองข้ามกฎระเบียบ แต่พระองค์จะทรงทำอย่างนั้นไม่ได้ ทุกสิ่งที่ทรงทำไปต้องสามารถอธิบายได้และมีกฎหมายรองรับ

@ ในช่วงที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ขยับเข้ามาเคลื่อนประชาธิปไตยอย่างไร

ตามปกติพระองค์ท่านจะไม่เกี่ยวอะไร พระองค์จะทรงรักษาความเป็นกลาง หรือหากหลายคนจะบอกว่าความเป็นกลางไม่มีจริงก็ขอเรียกว่า ทรงดำรงความถูกต้อง หากตราบใดทุกอย่างยังดำเนินการไปได้โดยกลไกที่มีอยู่ จะไม่ทรงเข้าไปยุ่งเกี่ยว แม้แต่โครงการของมูลนิธิ พระองค์ทรงเตือนพวกเราตลอดว่าให้ระวัง อย่าให้ไปซ้ำซ้อนกับงานของรัฐบาลนะ เหมือนสึนามิ ในส่วนไหนที่รัฐบาลเข้าไปดูแลแล้ว มูลนิธิก็ไม่จะเข้าไปอีก การเกิดอุทกภัยที่ภาคเหนือ หมู่บ้านไหนที่รัฐบาลดูแลมีเจ้าภาพแล้ว เราก็เลยไปจนถึงหมู่บ้านที่ยังไม่มีคนดูแลเราถึงรับมา พระองค์ทรงระวังเรื่องนี้มาก เมื่อครั้งที่ผมเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ และเป็นเลขาธิการ ก.ป.ร.ด้วย พระองค์จะทรงให้ตรวจสอบอยู่ตลอดว่าโครงการนี้รัฐบาลทำหรือยัง เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนโดยเด็ดขาด ยึดหลักว่า ไม่ซ้ำซ้อน ไม่แย่ง ไม่แข่ง แต่จะเป็นทีมเสริม สถาบันพระมหากษัตริย์ของเราในยามเกิดวิกฤตก็จะเป็นเหมือนเครื่องมือบางอย่างที่ทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ผมได้คุยกับชาวต่างประเทศ ที่เขาเคยมีสถาบันกษัตริย์ แต่ตอนนี้ยกเลิกไปแล้ว หลายคนก็บอกว่าเสียดาย อยากได้กลับคืนมา การเมืองอาจจะมีวงจรของมันคือตาม 4 ปี 6 ปี ตามรอบการเลือกตั้ง แต่สถาบันแห่งนี้อยู่กับพวกเรายาวนานตลอดเวลา

@ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ที่พระองค์ทรงมีกระแสพระราชดำรัสให้ศาลยุติธรรมแก้ปัญหาเพราะมองว่ากลไกที่มีอยู่ไม่ทำงาน

ผมไม่รู้ว่าพระองค์ท่านจะทรงรู้สึกอย่างไร แต่ถามเรากันเองก็คงพอรู้ว่ารู้สึกอย่างไรและมองเห็นตรงกันไหม เราคนธรรมดามีความรู้สึกอย่างไร มันเป็นภาวะที่อึดอัด ผมอยากจะบอกว่าทำไมไม่แปลความหมายของวันนั้นว่า พระองค์ท่านทรงแสดงความรัก แสดงความเป็นห่วง วิตกกังวล ที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์ท่าน จึงทรงอยากหาทางออกให้ ไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระองค์ทรงกระทำ

@ เมื่อเกิดวิกฤตในบ้านเมืองรุนแรงและมีแนวโน้มว่าจะบานปลาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเข้ามาระงับเหตุร้าย

ผมว่าไม่ใช่การระงับ แต่ทรงชี้ทางออกให้มากกว่า เป็นการเตือนสติ ลองสังเกตดูสิว่าพระองค์ทรงรับสั่งอะไรไปพวกเรามักจะลืม ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์จะทรงมีคำเตือนเหมือนกันๆ ออกมา แต่คนไทยก็ไม่ได้สติกลับมากันได้เลย พระองค์ท่านทรงเตือนสติว่า อย่าลืมนะว่า ตีกันในบ้าน บ้านพัง ใครชนะ ใครแพ้ไม่เป็นปัญหา แต่บ้านจะพัง พระองค์ท่านทรงเตือนสติ เพื่อให้ไปคิดและไปเลือก เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ลาออกไป เพราะพระองค์ทรงให้สติไปคิดแก้ปัญหา

@ กลับกลายเป็นว่าการเตือนสติของพระองค์ท่านทำให้คนไทยไม่โต ไม่เกิดการเรียนรู้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็จะรอแต่พระองค์ท่านมาช่วยแก้ไขให้

เราคิดไปเอง หนังสือพิมพ์คิดอย่างนั้นนะสิ (หัวเราะ) ไม่โตได้อย่างไร เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เกิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เหตุการณ์ 14 ตุลา เราผ่านกันมาหมดแล้ว แต่การเมืองนั้นอาจจะเหมือนกับเศรษฐกิจที่จะมีวงจรของมัน เป็นธรรมชาติ ที่เมื่อถึงจุดหนึ่งจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ดีขึ้น เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น วิกฤตการณ์ทุกอย่างไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอก

@ กำลังจะบอกว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในจุดที่จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง

ผมก็ไม่แน่ใจนัก เพราะอยู่ห่างจากวงจรการเมืองมานาน แต่ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ ต้องย้อนกลับไปถามตัวเอง แต่ถ้าหันมองดูประวัติศาสตร์ วงรอบมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งสิ่งที่มีอยู่อาจจะล้าสมัย จำต้องมีการปรับกัน ก็เป็นอยู่อย่างนั้น ถือเป็นเรื่องสากล แต่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเราต้องผ่านไปให้ได้ ในประเทศที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ยังมีการประท้วงเผาบ้านเรือนกันอยู่ แต่บ้านเราเหมือนกับเรียนเรื่องประชาธิปไตยไม่จบ เป็นเด็กยังไม่โต มองเห็นวิวัฒนาการเป็นเรื่องแปลก

@ วิกฤตการณ์ทุกครั้งที่ต้องรอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวส่งสัญญาณ

แล้วจะไม่รอหรือ...(ย้อนถามเสียงสูง) เราจะไม่รอกันใช่ไหม แล้วจะหวังใครมาแก้ไขละ จะตีกันเลยใช่ไหม จะใช้อารมณ์เลยหรือ ถ้าไม่มีคนกลางอะไรจะเกิดขึ้น ลองนึกภาพดู ไม่มีทางออกเลยนะ อย่าใจร้อนสิ การตีกันไม่ได้ส่งผลดี ถ้าเราเลี่ยงจุดนั้นได้ก็ดี เราอาจจะมองว่ากว่าจะผ่านไปได้นั้นนาน เราต้องอดทน ลองหันไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบ้าง ต้องคิดในแง่ดี เดี๋ยวก็ลงเอยกันได้ กระบวนการแก้ปัญหาจะมีเวลาของมันอยู่ เรียกว่ามีวิวัฒนาการ ถ้าคิดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือความคิดแบบเผด็จการ ในทศพิธราชธรรม หนึ่งในนั้นมีขันติ ซึ่งไม่มีอะไรได้มาโดยง่ายหรอก เหมือนรัฐธรรมนูญกว่าจะได้มาก็ต้องใช้เวลา แต่คนส่วนใหญ่ชอบทางลัด เห็นประเทศอื่นมี 2 พรรคก็ออกแบบมาอย่างนั้น โดยลืมไปว่าคนอื่นนั้นกว่าจะมีแค่ 2 พรรคได้นั้นต้องผ่านวิวัฒนาการอะไรมาบ้าง ใช้เวลายาวนานสักเท่าใด

@ ขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังใช้กระบวนการทางศาลเพื่อระวังเหตุ

ถ้าถามว่า ทำไมถึงต้องเป็นศาลยุติธรรม ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน พระองค์ท่านทรงผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมืองมา 60 ปีแล้ว ถ้ามีทางอื่นจะแก้ไข ได้ก็คงทรงเลือก แต่เชื่อผมเถอะ ทุกวิถีทางไม่อาจจะแก้ปัญหาได้ทันใจ ไม่ใช่สินค้าสำเร็จรูป ทุกกระบวนการต้องมีกฎหมาย มีกติกา ถึงจะช้าหน่อยก็คงไม่เป็นไร ผมไม่รู้ว่าทรงคิดอย่างไร แต่กล้ายืนยันได้ว่าพระองค์ไม่ทรงปรารถนาเห็นผู้คนในบ้านเดียวกันที่พระองค์ทรงเป็นพ่อหลวงอยู่นั้นมีการตีกัน หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น พระองค์ไม่ทรงโปรดให้เกิดขึ้นแน่

@ ทำไมคนไทยไม่สามารถตีความในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าทรงต้องการสอนเรื่องประชาธิปไตย

เพราะคนหลงโลก (หัวเราะ) ยึดแต่คำว่าโลกาภิวัตน์ ประเทศนั้นเป็นอย่างนี้เราต้องตามเขา คนชาตินั้นเป็นอย่างนั้น เราต้องตามไป กลัวแต่จะตกรถไฟขบวนโลก ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นอย่างไร ผมคิดว่าเราพอกลับตัวกลับใจ ทำดีเพื่อถวายในหลวงได้ไม่ยาก เพียงแค่หันมายึดเศรษฐกิจพอเพียง ใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา แล้วทุกอย่างจะดีเอง

หน้า 11