|
||||||||||||||
|
ปัญหา "เส้นก๋วยเตี๋ยวพันกัน"
ในอาเซียน
รู้ทันเอฟทีเอ : วรดุลย์ ตุลารักษ์ โครงการ FTAdigest สนับสนุนโดย สกว. กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2549 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หากดูเผินๆ อาจหลงเชื่อไปว่า อาเซียนพร้อมแล้วในการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน เพราะอาเซียนได้ตกลงหรือกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับหลายประเทศทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ตลอดจนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และในปลายปีนี้ อาเซียนอาจเริ่มเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป ในขณะเดียวกัน ประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ เช่น สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ก็ยังได้แยกเจรจา FTA กับประเทศใหญ่อย่างสหรัฐ แต่อย่าเพิ่งรีบสรุปว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณของการเปิดเสรีทางการค้าที่แท้จริงของอาเซียน สาเหตุที่แท้จริงในการทำ FTA มากมายของอาเซียนก็คือ การประชุมของ WTO รอบโดฮาที่ไม่ราบรื่น จากปัญหาที่สหภาพยุโรปไม่ยอมปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับสูงของตน และไม่ยอมลงนาม ในความตกลงทางการค้าใดๆ ที่มีประเทศพม่าเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ทำให้อาเซียนลดความคาดหวังต่อการเปิดเสรีภายใต้กรอบ WTO ลงมาก อาเซียนจึงกระตือรือร้นต่อการทำ FTA กับประเทศต่างๆ อย่างมาก อย่างไรก็ตาม FTA ของอาเซียนยังมีปัญหาที่สำคัญหลายประการที่ต้องแก้ไข และไม่แน่ว่าจะสามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ประการแรก คือ FTA ทั้งที่อาเซียนลงนามไปแล้วหรือกำลังเจรจาอยู่ทั้ง 5 ความตกลงนั้นเต็มไปด้วยข้อยกเว้นต่างๆ โดยในหลายกรณี เป็นข้อยกเว้นในการเปิดเสรีให้แก่สินค้าที่น่าจะได้รับประโยชน์สูงสุด เช่น ข้าว ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ประเทศไทยไม่ร่วมกับอาเซียนในการทำ FTA กับเกาหลีใต้ เนื่องจากเกาหลีใต้ยืนยันที่จะไม่เปิดเสรีตลาดข้าว เช่นเดียวกันกับ FTA ระหว่างอาเซียนกับอินเดีย ซึ่งเดิมอินเดียได้เสนอรายการสินค้าอ่อนไหว ที่ไม่ต้องการปรับลดภาษีนำเข้าถึง 1,400 รายการ ก่อนจะลดลงมาเหลือประมาณ 850 รายการ ซึ่งก็ยังมากอยู่ดี ประการที่สอง เนื้อหาของแต่ละ FTA ยังแตกต่างกันมาก เช่น FTA อาเซียน-จีนจะเปิดเสรีเฉพาะการค้าสินค้า ในขณะที่ FTA อาเซียน-เกาหลีใต้จะเปิดเสรีแบบรอบด้านยกเว้นสินค้าเกษตร ส่วน FTA อาเซียน-ญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ยังเป็นการเจรจารายประเทศอยู่ ประการที่สาม คือ อาเซียนมีระบบราชการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ อันเป็นผลทำให้การค้าเสรีไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งนี้ เนื่องจากในทางปฏิบัติการได้สิทธิพิเศษทางภาษีใน FTA เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ผู้ส่งออก จะต้องยื่นเอกสารขอลดภาษีนำเข้า โดยต้องแสดงโครงสร้างต้นทุนสินค้าของตน เพื่อให้ได้ "แหล่งกำเนิด" กระบวนการดังกล่าวทำให้การส่งออกสินค้าต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ยุ่งยากและซับซ้อน โดยเฉพาะในสภาพที่ระบบราชการมีประสิทธิภาพและความโปร่งใสน้อย นอกจากนี้ ในแต่ละ FTA ของอาเซียน กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าดังกล่าวก็มีความแตกต่างกันมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงมองว่าการได้รับสิทธิพิเศษใน FTA มีต้นทุนสูงเกินไปและเลือกที่จะจ่ายภาษีอัตราปกติ (MFN rate) แทนอัตราพิเศษใน FTA ส่วนผู้ประกอบการที่เลือกใช้สิทธิพิเศษทางภาษี ก็อาจจะไม่รู้สึกว่า ตนประกอบธุรกิจอยู่ในตลาดร่วมขนาดใหญ่ ที่มีกติกาเดียวกัน ในทางตรงกันข้าม ยิ่งความตกลงทางการค้าต่างๆ แพร่ขยายมากขึ้น กลับทำให้ความยุ่งยากและความซับซ้อนเพิ่มสูงขึ้นตามมา นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเรียกปัญหานี้ว่า "ความยุ่งเหยิงในชามสปาเกตตี ในเวลาเดียวกัน FTA ที่สำคัญที่สุดคือ FTA กับสหรัฐก็มีปัญหามากมาย ประการสำคัญ สหรัฐกดดันให้ประเทศในอาเซียนเร่งทำ FTA กับสหรัฐ เนื่องจากอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐที่ได้รับมอบหมายมาจากรัฐสภาในการเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ กำลังจะหมดลงไปในกลางปีหน้า การทำ FTA กับสหรัฐ จึงเต็มไปด้วยความเครียด เพราะต้องตกลงเรื่องยากๆ ในเวลาสั้นๆ (ยกเว้นประเทศไทยที่อาจเลิกเครียดไปแล้ว เพราะคงไม่ทันอยู่ดี) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เองก็มองว่า FTA ในแบบที่สหรัฐต้องการนั้นอาจจะทำให้การค้าระหว่างประเทศถูกบิดเบือนไป ซึ่งเป็นผลเสียต่อประเทศยากจนที่สุดในภูมิภาค อย่างเช่น กัมพูชา และลาว ปัญหาอีกประการหนึ่ง ที่ ADB ชี้ออกมาก็คือ ในสหรัฐ และยุโรป บริษัทเอกชนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดเนื้อหา และรูปแบบความตกลงทางการค้า แต่ในเอเชีย บริษัทเอกชนไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการทำความตกลงทางการค้ามากนัก ความตกลงทางการค้าส่วนใหญ่ จึงถูกทำขึ้นโดยนักกฎหมายและข้าราชการ ซึ่งมีความเข้าใจต่อธุรกิจและเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นน้อยมาก
|