หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียง

สุทิพันธุ์ บงสุนันท์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2549

ภาพประวัติศาสตร์ที่จารึกอยู่ในใจของปวงชนชาวไทยที่ไม่มีวันลืมเลือนมหาชนชาวสยามนับล้านเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาท ชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เห็นพระองค์ท่านทรงแย้มพระสรวล โบกพระหัตถ์ และสายพระเนตรที่มองพสกนิกรดั่งพ่อมองลูกด้วยความสุขพระราชหฤทัย

ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ทรงครองราชย์ พระองค์ท่านทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ บรรเทาความทุกข์ยากความเดือดร้อนของราษฎร เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรเป็นที่ตั้ง พระองค์ท่านทรงใช้ปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" (Sufficiency Economy) เป็นแนวปฏิบัติและพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้นเป็นลำดับ เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแก่อาณาประชาราษฎร์

จากพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2543 ความตอนหนึ่งว่า

"...เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ขอย้ำว่า เป็นการทั้งเศรษฐกิจ หรือความประพฤติ ที่ทำอะไรเพื่อให้เกิดผลโดยมีเหตุและผล คือเกิดผลมันมาจากเหตุ ถ้าทำเหตุที่ดี ถ้าคิดให้ดี ให้ผลที่ออกมา คือสิ่งที่ติดตามเหตุ การกระทำก็จะเป็นการกระทำที่ดี และผลของการกระทำนั้น ก็จะเป็นการกระทำที่ดี ดีแปลว่ามีประสิทธิผล ดีแปลว่ามีประโยชน์ดีแปลว่าทำให้มีความสุข..."

เศรษฐกิจพอเพียง จึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความคิดและการกระทำที่ดีงาม ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า การพัฒนา และเป็นประโยชน์สุขทั้งต่อตนเองและสังคมส่วนรวม

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้กล่าวไว้ว่า หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียงมีองค์ประกอบอยู่ 3 คำ คือ พอประมาณ มีเหตุผล และต้องมีภูมิคุ้มกัน กล่าวคือ

1.พอประมาณ จะทำอะไรต้องพอประมาณ ทำตามศักยภาพไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินทุน แรงงาน หรือเทคโนโลยี อาทิ กรณีวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่เราฝันอยากจะเป็นนิกส์หรือประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs : Newly Industrialized Countries) แต่ก็เป็นไม่ได้ เพราะเราพึ่งตนเองน้อย แต่พึ่งต่างชาติมากเกินไป ทำเกินตัวทั้งเรื่องเงินทุน (เสาที่ 1) ก็ต้องกู้ คน (เสาที่ 2) ก็ต้องจ้าง และเทคโนโลยี (เสาที่ 3) ก็ต้องซื้อ เปรียบการพัฒนาประเทศข้างต้นเหมือนกับการสร้างบ้าน จะเป็นบ้านไม่ได้ หากรากฐานของบ้านไม่ได้วางเสาเข็มที่แข็งแรงลงไป

2.เหตุผล จะทำอะไรต้องมีเหตุผล มีหลักการ ไม่ใช่ทำตามกระแส จะต้องเชื่อในสิ่งที่มีเหตุผล ทำงานด้วยหลักการ เป็นขั้นเป็นตอน เป็นเหตุเป็นผล ทุกวันนี้ โลกของเราเป็นแบบขั้วเดียวคือ ทุนนิยม หัวใจของทุนนิยมอยู่ที่การบริโภค นำธรรมชาติมาแปลงเป็นสินค้าแล้วบริโภคอย่างไร้ขอบเขต เกิดปัญหาขยะและสูญเสียความสมดุลของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ซึ่งยากที่จะบริหารจัดการได้ เหตุเพราะเราทำตามกระแสของการพัฒนาที่มุ่งสู่อุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยทิ้งเกษตรกรรม ซึ่งเป็นเสาหลักของสังคมไทย เกิดปัญหาช่องว่างรวยจนอย่างที่เป็นอยู่

3.ภูมิคุ้มกัน ทำอะไรอย่าประมาท ต้องเตรียมตัวพร้อมรับกับเหตุการณ์และผลกระทบในปัจจุบันและในอนาคต ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น ด้านการครองชีพ ต้องกันรายได้ส่วนหนึ่งเป็นเงินออม ไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินและเพื่ออนาคต ด้วยสายพระเนตรที่ลึกซึ้งและกว้างไกลของในหลวงเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน ครั้งหนึ่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า ปาล์มทำน้ำมันได้ไหม? (ในขณะนั้น ลิตรละ 2 บาทกว่า) ซึ่งต่อมาได้รับการพัฒนาเป็นน้ำมันไบโอดีเซล กลายเป็นหนึ่งในพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกในยุคน้ำมันแพงในขณะนี้

ทั้งนี้ หัวใจของความพอเพียง 3 ประการข้างต้น "ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรอบรู้ ความรอบคอบ และมีจิตสำนึกในคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนดำเนินชีวิตด้วยความอดทน พากเพียร มีสติและใช้ปัญญา เพื่อให้เกิดความสมดุลและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางของปัจจัยแวดล้อมในยุคโลกาภิวัตน์"

การมีส่วนร่วมบำเพ็ญประโยชน์ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีนี้ ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งก็คือ การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประพฤติปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งสามารถกระทำได้ 3 ระดับดังนี้

1.ระดับบุคคลและครอบครัว การประหยัดเป็นตัวอย่างหนึ่งของการมีชีวิตที่พอเพียง จากพระราชจริยวัตรของในหลวง ที่ทรงเรียบง่ายและงดงาม อาทิ ฉลองพระองค์ โปรดฉลองพระองค์ที่เป็นผ้าไทย และเครื่องใช้ที่ผลิตในประเทศไทย ฉลองพระองค์และรองพระบาทคู่หนึ่ง จะทรงใช้อย่างคุ้มค่าเป็นเวลาหลายๆ ปี ไม่โปรดทรงเครื่องประดับ ในยามทรงงานโปรดใช้ดินสอไม้ เพราะลบออกง่าย ไม่เปลืองกระดาษ ฯ (จากหนังสือร้อยเรื่องในรอยจำ โดยกันตนา พับลิชชิ่ง)

การเดินตามรอยพระราชจริยวัตร จะช่วยให้คนไทยช่วยเหลือสนับสนุนสินค้าไทยด้วยกันเอง ไม่ฟุ้งเฟ้อ รู้จักใช้ รู้จักบริโภค ประหยัดทรัพยากร ทำให้มีเงินเหลือเก็บ ช่วยให้การดำเนินชีวิตมีความมั่นคง ไม่ว่าจะอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพงหรือไม่ก็ตาม

2.ระดับชุมชนและธุรกิจ จากผลงานวิจัยของ สกว. ได้เสนอหลักการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมไว้ 9 ประการ อาทิ ใช้เทคโนโลยีที่ถูกหลักวิชาการ ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดมีประสิทธิภาพไม่เอารัดเอาเปรียบผู้จำหน่ายวัตถุดิบ แรงงาน และลูกค้า มีขนาดการผลิตที่เหมาะสมและไม่ก่อหนี้จนเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ เน้นใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นและตอบสนองตลาดภายในและต่างประเทศตามลำดับ ฯลฯ

3.ระดับประเทศ การดำเนินเศรษฐกิจพอเพียงต้องมีคุณธรรมเป็นหลักยึด จากพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสสิริราชสมบัติครบ 60 ปี วันที่ 9 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา ความตอนหนึ่งว่า "....คุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษา และพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง..."

ประเทศชาติจะดำรงรักษาอยู่ได้ ต้องมีคุณธรรมอยู่ในความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติของคนไทยทุกระดับ ไม่ว่ารวยหรือจน และทุกภาคส่วนของสังคมไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน หรือผู้บริหารประเทศ ต้อง "รู้รักสามัคคี" เพื่อร่วมกันแก้ไขลดปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นแนวคิดและปฏิบัติที่มีความลุ่มลึก และมีความเป็นองค์รวมรอบด้านทุกมิติ ตลอดจนมีความเป็นสากลสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในสังคมทุกระดับทุกภาคส่วน และเกิดประโยชน์สุขอย่างแท้จริง