หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แปรสภาพข้าว (จำนำ) มีได้-มีเสีย

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10324

ที่ "ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแฉว่ามีคนใกล้ชิด "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หากินกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกฤดูการผลิตปี 2548/49 โดยระบุเป็นขั้นเป็นตอน ว่า มีการถ่วงเวลาการแปรสภาพข้าวเปลือกหอมมะลิที่รับจำนำ เพื่อต้องการให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวต่ำลง และรัฐก็จะเปิดประมูลให้กับพรรคพวกในราคาถูกต่อไป

จะเห็นว่า ที่ "ยุทธพงศ์" ออกมาแฉนั้น ไม่ใช่ข้อมูล แต่คล้ายเป็น "เรื่องสั้น" ที่สร้างพล็อตเรื่องและตัวละครขึ้น พร้อมใส่ตัวเลขวงเงินโครงการรับจำนำรวม 4 หมื่นล้านบาทเข้าไป ทำให้น่าสนใจขึ้น

ธีมหลักของ "ยุทธพงศ์" ก็คือ ทำไมไม่รีบแปรสภาพข้าวเปลือกหอมมะลิให้เป็นข้าวสาร? แล้วสร้างพล็อตเรื่องว่าเป็นแผนขั้นแรกเพื่อให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ ก่อนจะเริ่มกระบวนการทุจริตต่อไป

แต่เหตุผลของกระทรวงพาณิชย์ก็ฟังขึ้นว่า ที่ไม่เร่งรีบแปรสภาพข้าวทั้งหมด ก็เพื่อป้องกันทุจริตปลอมปนข้าวเหมือนอดีตที่ผ่านมา โดยปีก่อนมีการนำเอาข้าวปทุมธานีไปปลอมปนกับข้าวหอมมะลิกว่า 5.7 แสนตัน (มีส่วนต่างราคารับจำนำถึงตันละ 2 พันบาท) และกำลังมีการดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้

นอกจากนี้ ก่อนจะเริ่มโครงการรับจำข้าวปี 2548/49 ก็มีการหารือร่วมกันแล้วเห็นว่า ควรจะรับจำนำเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิ ไว้กับโรงสีให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยป้องกันการปลอมปนได้ระดับหนึ่ง เพราะข้าวเปลือกหอมมะลิ กับข้าวเปลือกปทุมธานีสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่หากสีเป็นข้าวสารแล้วจะแยกแยะลำบาก ต้องใช้วิธีการตรวจดีเอ็นเอ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ถ่วงเวลาแปรสภาพข้าว แต่เป็นการทยอยสั่งแปรสภาพข้าว ในจุดที่มั่นใจได้ว่า สามารถควบคุมไม่ให้มีปลอมปนอีก หรือมีน้อยที่สุด

แน่นอนว่า หากรัฐไม่รีบแปรสภาพแล้วทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพจริง โรงสีต้องรับผิดชอบส่วนต่างราคาข้าวที่ต่ำลง ตามคุณภาพจากราคาที่รับจำนำตันละ 1 หมื่นบาท

แต่อีกด้านหนึ่ง หากข้าวเสื่อมคุณภาพจริง อาจไม่ได้เป็นไปตามพล็อตที่ "ยุทธพงศ์" คิดไว้ว่าจะสีเป็นข้าวสารแล้วนำไปประมูลขายราคาถูกให้ผู้ส่งออก เพราะอาจจะประมูลขายเป็นข้าวเปลือกให้โรงสีก็ได้ และโรงสีบางแห่งก็จะได้ประโยชน์ไป

ดังนั้น การรีบแปรสภาพข้าวเปลือกหอมมะลิทั้งหมด ที่อาจเปิดโอกาสให้มีการปลอมปนข้าว หรือการชะลอแปรสภาพข้าว ที่อาจทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ จะเห็นว่ามีโรงสีที่ได้และเสียประโยชน์ รวมถึงโรงสีข้าวแหลมทองของตระกูล "จรัสเสถียร" ที่ จ.มหาสารคามด้วย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าใจความจำเป็นของโรงสีด้วย หากยื้อเวลาแปรสภาพข้าวนานไป ทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพจริง แล้วโรงสีต้องรับผิดชอบ ในปีหน้าโรงสีอาจไม่ร่วมโครงการอีก

แต่ปัญหาสำคัญที่รออยู่ก็คือ ขณะนี้ข้าวหอมมะลิเก่าในสต๊อครัฐบาลกว่า 1 ล้านตัน (รวมที่มีการปลอมปน) ประมูลไปแค่ 1.3 แสนตัน ยังไม่รวมข้าวเปลือกรับจำนำใหม่ที่ยังไม่สั่งแปรสภาพอีกเกือบ 2 ล้านตัน และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะสิ้นปี ข้าวล็อตใหม่ก็จะออกมาอีก

หากไม่รีบระบายข้าวเก่าออก ก็จะเป็นแรงกดดันให้ราคาข้าวฤดูใหม่ลดต่ำลง ซึ่งจะทำให้การจัดการยุ่งยากมากขึ้นไปอีก

หน้า 20