|
||||||||||||||
|
ธปท.-คลัง
ชี้ Global Imbalance
ต้นเหตุป่วนหุ้นไทย
มติชนรายวัน วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10324 หมายเหตุ - ภาวะตลาดโลกที่มีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ไทย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามกันมากว่า เกิดอะไรขึ้นกับตลาดโลก และเพราะเหตุใดจึงมีอิทธิพลสูงต่อตลาดหุ้นไทย "มติชน" จึงขอนำรายละเอียดการวิเคราะห์ปัญหา ของผู้ที่เกี่ยวข้องมานำเสนอ ดังนี้ @ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย "ภาวะ Global Imbalance ทำให้นักลงทุนในตลาดเงินกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป" "ตลาดเงินโลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความสับสน เป็นความสับสนที่เกิดจากความกลัว จากการที่ตลาดโลกเวลานี้ได้เกิด Global Imbalance จากการที่สหรัฐขาดดุลการค้าจำนวนมากมายมหาศาล แต่ประเทศผู้ขายในเอเชีย กลับเกินดุล และมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการลงทุน ขณะที่สหรัฐก็ต้องกู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเพราะขาดดุล ภาวะไม่สมดุลนี้ทำให้นักลงทุนในตลาดเงินกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป บางคนก็คิดว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนลงอีก ก็ขายหลักทรัพย์ ขายพันธบัตร ไปลงทุนในเอเชีย อีกข้างก็คิดว่าถ้าทำอย่างนี้ สหรัฐก็อยู่ไม่ได้ ถ้าสหรัฐอยู่ไม่ได้แล้วเอเชียซึ่งเป็นผู้ส่งออกก็จะแย่ไปด้วย ก็เลยขายหลักทรัพย์ในเอเชีย กลับไปลงทุนในสหรัฐใหม่ สถานการณ์จะเป็นอย่างนี้ไปตลอด ตราบที่ใดที่สหรัฐยังขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเวลานี้ก็ขาดดุลมากเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว ทำให้เกิดข่าวลือกันไปลือกันมา ตลาดเงินเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ภาวะดังกล่าวทำให้ตลาดเงินสหรัฐเสื่อมลงเรื่อยๆ โดยที่ตลาดเงินยูโร และตลาดเงินเยน ก็ยังไม่แข็งแรงพอที่จะมารองรับ ยังเป็นตลาดที่อ่อนแอไม่สามารถรับมือการลงทุนของโลกได้ ก็เลยเสื่อมลงไป โดยไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทยก็คงต้องติดตามดูภาวะดังกล่าว และเตรียมรับมือไว้หากเกิดอะไรขึ้น ทำได้เท่านี้เอง เพราะเราขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดเงินโลก ส่วนตลาดหุ้นไทยนั้น การที่นักลงทุนต่างประเทศมีการขายหุ้นออกไปนั้น ยอมรับว่าเริ่มมีเงินไหลออกบ้างแล้ว แต่โดยรวมแล้วเงินยังไหลออกน้อยกว่าเงินที่ไหลเข้ามาก่อนหน้านี้ ยกเว้นบางวันอาจจะมีเงินไหลออกมากกว่าเข้าบ้าง แต่รวมแล้วยังเหลือทุนสำรองอีกมาก ไม่งั้นเงินบาทคงจะอ่อนมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกก็ต้องเลิกคิดเลิกหวังได้แล้วว่าเงินบาทจะอ่อนค่ามาที่ 40 บาทต่อดอลลาร์ และต้องเตรียมว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น ถ้าดอลลาร์เสื่อมค่าลง ค่าเงินของประเทศอื่นทุกแห่งก็จะแข็งขึ้น ค่าเงินบาทก็เลี่ยงไม่ได้ ผู้ส่งออกจึงควรปรับตัวในการกำหนดราคาสินค้าเพื่อไม่ให้ขาดทุนด้วย" @ นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง "การปรับกลยุทธ์ของสหรัฐจะยังส่งผลกระทบไปอีก 3-6 เดือน" "การปรับตัวลดลงอย่างหนักของดัชนีตลาดหุ้นไทย เป็นผลพวงของการปรับกลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก เพื่อรองรับแนวทางแก้ไขปัญหาภายในประเทศของสหรัฐ ซึ่งเป็นการแก้ไขหลังจากที่ไม่สามารถใช้กรอบความร่วมมือ กับประเทศอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก (Global Imbalance) ทั้งนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะความเป็นห่วงด้านเงินเฟ้อ และการบริโภคอสังหาริมทรัพย์ที่สูงมากจนอาจเกิดภาวะฟองสบู่ ซึ่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะช่วยให้การบริโภคอสังหาริมทรัพย์ลดลง และยังช่วยไม่ให้เงินลงทุนไหลออกไปที่อื่นมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย สหรัฐเป็นแหล่งฝากเงินใหญ่ของโลก เขาก็ย้ายเงินไปฝากไว้ก่อน ดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราของโลก ถ้าเขาขึ้นดอกเบี้ยเงินก็ไหลกลับไปที่เขาก่อน โดยเฉพาะเมื่อยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อนักลงทุนเขาไปลงทุนในสหรัฐต่อ เพราะผลตอบแทนสูงขึ้น ตลาดทุนในเอเชีย ซึ่งมันก็ไม่ใหญ่ เวลานักลงทุนถอนเงินกลับไปบ้านแค่บางส่วน ก็ทำให้ตลาดหุ้นลงได้ทันที ขณะที่ปัญหาภายในของไทยซ้ำเติมภาวะที่เกิดขึ้นพอสมควร เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าระดับการลงทุนในไทย จะชะลอตัวลงแน่นอน ส่งผลโดยตรงต่อการบริโภคให้ลดลงไปด้วย ส่วนการส่งออกแม้ว่าจะยังขยายได้ดี แต่เป็นของเก่าไม่มีของใหม่ จึงทำให้ทางการต้องพยายามผลักดันการลงทุนในประเทศให้เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนัก แม้ว่ากระทรวงการคลังมีเครื่องมือในการดำเนินการ แต่เมื่อขณะนี้ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรจึงทำอะไรมากไม่ได้ โดยเฉพาะการออกมาตรการพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาเป็นการเร่งด่วนก็ทำได้ยากมาก รัฐบาลรักษาการก็ทำได้เพียงการอัดฉีดงบประมาณที่มีอยู่อย่างรวดเร็วเท่านั้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังต้องใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม การปรับกลยุทธ์ของสหรัฐจะยังคงส่งผลกระทบไปในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า เมื่อนักลงทุนต่างชาติมองว่า ปัจจัยพื้นฐานในประเทศหรือในอาเซียนไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่คิด ก็จะย้ายเงินลงทุนไปที่อื่นทันที นอกจากประเทศใด จะสามารถสร้างปัจจัยพื้นฐานที่ดีได้การลงทุนก็จะไหลกลับเข้ามาใหม่ แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วง คือการปรับตัวของการเคลื่อนย้ายของทุนทั่วโลกเริ่มทำได้เร็วมากขึ้น การเคลื่อนย้ายทุนจะไปเร็วมาก ดังนั้น ค่าเงินก็แกว่งได้ง่าย ดอกเบี้ยก็จะแกว่งตามด้วย ทั้งสองตัวจะขึ้น-ลงได้ ไม่ใช่ขึ้นตลอดเวลา เป็นเรื่องที่ต้องดู 3-6 เดือนข้างหน้า สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และน่าจะขยายตัวได้ในระดับกว่า 4% แต่ปัญหาหนักจะไปตกอยู่ในปี 2550 มากกว่า ซึ่งภาระหนักจะไปตกอยู่กับรัฐบาลใหม่ด้วย จึงอยากให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด เพื่อจะได้สามารถเปิดสภาและสามารถพิจารณาร่างกฏหมายต่างๆ ได้" @ นายบรรลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) "การปรับพอร์ตของนักลงทุน จะเกิดเฉพาะหลักทรัพย์ที่เสี่ยงสูงเท่านั้น เช่น หุ้น" "สาเหตุที่นักลงต่างชาติเทขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยเนื่องจากต้องการปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน ของภาวะอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ โดยเฉพาะในภาวะที่น้ำมันปรับขึ้นราคาสูงมาก และประเทศไทย มีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันต่อจีดีพีสูงถึง 10% มากที่สุดในภูมิภาค นักลงทุนจึงปรับพอร์ตการลงทุนในประเทศไทยลงบ้า จากก่อนหน้านี้ได้นำเงินทุนเข้ามาลงทุนมากกว่าประเทศอื่น การปรับพอร์ตดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น เช่น หุ้น โดยเปลี่ยนมาถือเงินสด พันธบัตรรัฐบาล ฝากธนาคารพาณิชย์ เพื่อลดความเสี่ยง แต่ก็มีบางส่วนที่นักลงทุนได้ตัดสินใจนำเงินออกไปจากประเทศไทย อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแม้ขณะนี้ประเทศไทยจะยังไม่มีปัจจัยใดดึงดูดการลงทุนเป็นพิเศษ แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐานเชื่อว่า อีกสักระยะหนึ่งเงินทุนจะกลับเข้ามาอีก ซึ่งคาดว่าจะเกิดหลังจากที่จีนยอมแข็งค่าเงินหยวนมากขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้" หน้า 20
|