|
||||||||||||||
|
เก็บมาเล่า
: เรื่องของ Mr. Risk
คอลัมน์ หอคอยงาช้าง โดย รศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3801 (3001) เมื่อครั้งที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ประกาศชื่อ นายเบน เบอร์แนงกี้ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ต่อจาก นายอลัน กรีนสแปน นั้น นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างพยายามสืบเสาะ เจาะลึกถึงประวัติและผลงานก่อนเข้ารับตำแหน่ง เพื่อค้นหาถึงแนวคิดและวิสัยทัศน์ของนายเบอร์แนงกี้ ที่สามารถสะท้อนได้ถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ภายใต้การนำของเขา และท่าทีของเขาต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐและของโลกด้วย นับแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บรรดานักวิเคราะห์ต่างต้องวิ่งวุ่นค้นหาข้อมูลเบื้องลึกกันอีกครั้ง เมื่อสหรัฐได้มีการเปลี่ยนตัวขุนคลังคนใหม่ โดยประธานาธิบดีบุชได้ตัดสินใจเลือก นายเฮนรี่ พอลสัน จูเนียร์ (Hanry Paulson Jr.) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแทนที่ นายจอห์น สโนว์ เฮนรี่ พอลสัน หรือที่มักเรียกขานกันสั้นๆ ว่า "แฮงค์" เป็นซีอีโอของบริษัทโกลด์แมนแซกส์ (Goldman Sachs) ยักษ์ใหญ่ของวงการการเงินโลก หากดูจากเส้นทางอาชีพก่อนก้าวสู่ตำแหน่งขุนคลังของสหรัฐแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า แฮงค์ พอลสัน กำลังดำเนินรอยตาม โรเบิร์ต รูบิน ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีคลังในสมัยของประธานาธิบดี บิล คลินตัน เมื่อสิบกว่าปีก่อน โดยทั้งคู่ต่างมีตำแหน่งซีอีโอของโกลด์แมนแซกส์ เป็นทางผ่านก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีคลังเหมือนกัน แต่ความเหมือนของทั้งสองคงจบลงเพียงแค่นั้น เพราะในด้านการทำงานแล้ว พอลสันและรูบินเปรียบเสมือนสองขั้วความคิด ที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งเลยทีเดียว Business Week ให้ฉายากับพอลสันว่า เป็น Mr. Risk ในขณะที่เรียกรูบินว่าเป็น Mr.Prudent ฉายา Mr.Risk นี้มิได้ถูกตั้งขึ้นโดยไร้ที่มา พอลสันถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มนักลงทุนในวอลล์สตรีตที่กล้าแบกรับความเสี่ยง ด้วยการใช้ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ และโกลด์แมนแซกส์ภายใต้การนำของเขา ก็ทำกำไรได้อย่างมหาศาลเสียด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวเลขผลประกอบการที่บริษัทได้ประกาศออกมาในเดือนมีนาคม โกลด์แมนแซกส์ทำกำไรในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ได้สูงถึง 2.6 พันล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่าเทียบได้เป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งปี 2005 ที่ผ่านมาเลย ผิดกับเมื่อครั้งที่รูบิน "Mr. Prudent" นั่งเป็นซีอีโอดั่งฟ้ากับดิน ในยุคสมัยนั้น โกลด์แมนแซกส์ "เล็ก" กว่าในยุคสมัยนี้มากนัก อีกทั้งมีรูปแบบองค์กรในลักษณะของ private partnership ที่ถูกตีกรอบจำกัดบทบาทในการทำธุรกรรมด้านตลาดทุน รูบินจึงเป็นนักบริหารที่ดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และกระเบียดกระเสียรกว่าพอลสันยิ่งนัก พอลสันเปลี่ยนให้โกลด์แมนแซกส์กลายเป็นเครื่องจักรทำกำไร ที่เดิมพันกับความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ด้วยการร่วมลงทุนกับลูกค้า แม้ว่าเงินเดิมพันนั้นจะหามาได้ด้วยการกู้ยืมผ่านตลาดตราสารหนี้ก็ตาม Business Week รายงานว่า หนี้ระยะยาวของบริษัทในปี 2005 ที่ผ่านมานั้นมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าในปี 1999 ที่มีค่าเพียงสองหมื่นล้านเหรียญสหรัฐแล้ว เราจะพบว่ามูลหนี้ของบริษัทมีการขยายตัวในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 135 ต่อปีเลยทีเดียว กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของพอลสันนี้ทำให้โกลด์แมนแซกส์ กลายเป็นบริษัทหนึ่งที่มีอัตราการก่อหนี้เพื่อสร้างธุรกิจ (leverage) ในระดับสูง กล่าวคือ ในปี 1999 โกลด์แมนแซกส์มีสัดส่วนของหนี้ต่อรายได้เท่ากับ 1.6 เท่า (หมายความว่า บริษัทมีมูลหนี้ระยะยาวจำนวน 1.60 เหรียญสหรัฐ ต่อรายรับหนึ่งดอลลาร์ที่เข้ามา) ณ วันนี้ สัดส่วนของหนี้ระยะยาว ต่อรายรับหนึ่งดอลลาร์ฯได้พุ่งขึ้นเป็น 4 เท่าแล้ว (กล่าวคือ มีหนี้ระยะยาว 4 เหรียญ ต่อทุกๆ หนึ่งเหรียญของรายรับ) ไม่เพียงเท่านั้น เบื้องหลังของตัวเลขผลกำไรไตรมาสแรกที่สวยหรูคือมูลค่าของสินทรัพย์จำนวนมากขึ้นๆ ที่ล่อแหลมต่อการสูญเสียมูลค่า หรือที่เรียกขานกันในวงการการเงินว่า value-at-risk (VaR) มีการประเมินกันว่า เงินทุนของบริษัทที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียมูลค่าไปทั้งหมด จากการเทรดหลักทรัพย์ในช่วงเวลาแค่หนึ่งวันนั้นมีมูลค่าสูงถึง 92 ล้านเหรียญสหรัฐ การที่ธุรกิจของโกลด์แมนแซกส์สามารถเบ่งบาน สร้างกำไรได้อย่างมหาศาล ทั้งๆ ที่ดูเปราะบางต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจเช่นนี้ได้ เป็นเพราะบริษัทมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี ในการวางแผนให้ทรัพย์สินของเรามีความเสี่ยงต่อการสูญเสียมูลค่า เพียงในขอบเขตที่เรายอมรับได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญในการสร้างพอร์ตลงทุนที่นำตราสารทางการเงินโดยเฉพาะอนุพันธ์ มาสร้างกระแสเงินรับที่สอดรับกับกระแสเงินที่บริษัทต้องมีภาระชำระจ่ายในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะเจาะ พอลสันเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แม้ว่าจะดูก้าวร้าวในทางธุรกิจบ้าง แต่เขาก็เป็นผู้รู้รอบด้านเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารความเสี่ยง และใช้มันให้เป็นประโยชน์อย่างที่สุด สำหรับการสร้างโกลด์แมนแซกส์ให้สามารถต่อกรกับคู่แข่งที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่างซิตี้กรุ๊ป หรือเจพี มอร์แกน เชส ได้ และคุณสมบัติตรงนี้ของแฮงค์ที่ Business Week ให้ น้ำหนักอย่างมาก สำหรับการเป็นผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจสหรัฐ Business Week เปรียบให้เห็นว่า เศรษฐกิจของสหรัฐโดยเฉพาะฐานะทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐในขณะนี้ มีสภาพคล้ายคลึงกับโกลด์แมนแซกส์ค่อนข้างมาก กล่าวคือ เศรษฐกิจกำลังพึ่งพิงการกู้ยืม หรือหนี้ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (หากจะพิจารณาถึงหนี้ของรัฐบาลกลางเทียบกับรายรับแต่ละดอลลาร์ที่ได้นั้น สัดส่วนของรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่ 3.70 ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนของโกลด์แมนแซกส์อย่างมาก) โดยภาระหนี้ที่ประเทศสหรัฐกำลังสั่งสมในขณะนี้เกิดขึ้นจากการขาดดุลในสองบัญชีหลักพร้อมๆ กัน หรือที่เรียกว่าเป็น twin deficit ซึ่งประกอบด้วยการขาดดุลงบประมาณรัฐบาลกลางและการขาดดุลการค้า แฮงค์ พอลสัน ต้องใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานนับปีในวอลล์สตรีต มาจัดการกับสองปัญหานี้โดยเร่งด่วนก่อนที่ปัญหาทั้งสอง จะลุกลามจนสั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกในที่สุด ปัญหาการขาดดุลงบประมาณนั้นมีรากเหง้ามาจากแนวนโยบายเศรษฐกิจของพรรครีพับลิกัน ที่มุ่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจด้วยการปรับลดภาษีให้อยู่ในระดับต่ำ นโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกของรัฐบาลรีพับลิกัน เมื่อมาผนวกเข้ากับนโยบายเชิงรัฐสวัสดิการของรัฐสภาที่พรรคเดโมแครต ครองเสียงข้างมากอยู่ จึงมีผลทำให้งบประมาณรัฐบาลปิดหีบไม่ลง เพราะการลดภาษีทำให้รายรับของรัฐบาลหดหายไป ในขณะที่แนวนโยบายรัฐสวัสดิการของฝ่ายเดโมแครต ต้องการให้รัฐบาลกลางเพิ่มรายจ่ายด้านสวัสดิการอย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น สองซีกของบัญชีงบประมาณภาครัฐจึงไม่อาจได้ดุล หลายฝ่ายมองว่า จากภูมิหลังในทางการงานของพอลสัน เขาจะเอนเอียงไปกับแนวนโยบายของพรรครีพับลิกัน ที่ใช้นโยบายลดทอนภาษี เพื่อเกื้อหนุนธุรกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน และจะไม่เลือกวิธีการปรับขึ้นอัตราภาษี ในการแก้ปัญหา ดังนั้นแนวทางการจัดการกับการขาดดุลงบประมาณของพอลสัน จึงน่าจะเป็นการโน้มน้าวซีกฝ่ายเดโม แครตให้ลดดีกรี "ความเอื้ออาทร" ลง ด้วยการปรับลดสวัสดิการและผลประโยชน์ที่ภาครัฐจะให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยเหลือผู้เกษียณอายุ หรือเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเขาคงต้องสื่อสารให้ฟากฝั่งเดโมแครตตระหนักถึงความสุ่มเสี่ยงที่จะตามมา หากไม่ยอมลดราวาศอกในเรื่องการตัดทอนรายจ่ายนี้ ในด้านของปัญหาการขาดดุลการค้าที่เรื้อรังต่อเนื่องมานานแล้วนั้น นักวิเคราะห์ต่างตระหนักดีว่า ลำพังเพียงกลไกตลาดอาจไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้โดยเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้เพราะการแก้ไขตามกลไกตลาดนั้น ค่าเงินของสหรัฐ (หรืออัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า) ต้องมีการปรับลดค่าลง เพื่อให้สินค้าส่งออกถูกลงในสายตาผู้นำเข้า และในขณะเดียวกันค่าเงินที่อ่อนลงจะทำให้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศแพงขึ้นในสายตาผู้บริโภคในประเทศสหรัฐ เมื่อเป็นเช่นนี้ดุลการค้าสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น และจะกลับมาเกินดุลได้ในที่สุด ทว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่ปรับค่าลดลงนั้นมีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดเงินและตลาดทุนระหว่างประเทศ และต่อการคาดคะเนของนักลงทุนด้วยเช่นกัน ซึ่งตามโซ่ของความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยง ตัวแปรเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน เราจะคาดการณ์ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ย การโยกย้ายเงินทุนข้ามประเทศ และราคาสินทรัพย์ในแต่ละประเทศ ซึ่งแน่นอนที่การปรับตัวตามค่าเงินนี้ จะสร้างความโกลาหลในตลาดทุน และสั่นคลอนสมดุลในตลาดการเงินโลกได้ หลายฝ่ายเชื่อว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการอื่นๆ ช่วยเสริมกับการทำงานของกลไกตลาด ซึ่งพอลสันถูกมองว่าจะเป็นตัวจักรสำคัญในการดำเนินมาตรการดังกล่าวนี้ เพราะเหตุที่พอลสันเป็นหนึ่งในกลุ่มทุนสหรัฐรุ่นแรกๆ ที่เข้าบุกเบิกธุรกิจในตลาดประเทศจีน ประเทศซึ่งมีได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุดในปัจจุบัน เขาจึงมีความรู้ความเข้าใจในการทำการค้ากับจีน และมีเครือข่ายความสัมพันธ์กับวงในของจีนเป็นอย่างดี ดังนั้นพอลสันจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเชื่อมต่อ สร้างทรรศนะ และความเข้าใจถึงประโยชน์ของการบรรลุข้อตกลงความร่วมมือ แก้ไขปัญหานี้ และความเสี่ยงที่ทั้งสองประเทศ (และเศรษฐกิจโลกโดยรวม) จะต้องแบกรับ หากการขาดดุลการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ในที่สุดแล้ว งานหลักของ Mr.Risk คงหนีไม่พ้น เรื่องของการสื่อสาร ถ่ายทอดความคิดของเขา ให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันในเรื่องของความเสี่ยง ความเสี่ยง และความเสี่ยง ...... หน้า 46
|