|
||||||||||||||
|
สังเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นไทย
ต่างชาติไม่เชื่อมั่นจริงหรือ?
โดย โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ มติชนรายวัน วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10323 ดูเหมือนว่าหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ ตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลได้พยายามประโคมข่าวว่า ต่างชาติสูญเสียความเชื่อมั่นในระบอบการปกครอง และเศรษฐกิจไทยไปแล้ว เป็นการประโคมผ่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เช่น นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และล่าสุดมีข่าวเล็ดลอดออกมา ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีบ่นก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า การเมืองข้างถนน กำลังทำให้ต่างชาติสูญเสียความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย ซึ่งก็เผอิญว่า ช่วงจังหวะนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ดันเจอภาวะดัชนีหุ้นรูดวันต่อวัน โดยการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก จับแพะชนแกะแล้ว ก็เลยดูสอดคล้องกันไปหมดว่า ปัญหาการเมืองในปัจจุบัน กำลังทำให้ต่างชาติถอยห่างประเทศไทยไปจริงๆ แต่เอาเข้าจริงแล้ว หากมองย้อนไป จะพบว่าการเมืองไทยนั้น ทั้งรุ่มร้อน สับสน อึมครึม มาตั้งแต่ต้นปี ถึงขั้นปิดถนนเดินขบวนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่นักลงทุนต่างชาติก็ยังเข้ามากระหน่ำซื้อหุ้นไทย ดันดัชนีหุ้นขึ้นพรวดๆ จนหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องตกอกตกใจกันไปตามกันว่า "เกิดอะไรขึ้น" โดยตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม-10 พฤษภาคม 2549 ต่างชาติได้เข้าซื้อหุ้นไทยสุทธิถึง 115,266 ล้านบาท สูงกว่านักลงทุนในประเทศ ทั้งที่เป็นสถาบันและรายย่อย ที่มียอดซื้อสุทธิรวมเพียง 37,000 ล้านบาทเท่านั้น และเมื่อสอบทานกลับไป ก็จะพบว่า ระยะนั้นนักลงทุนต่างประเทศได้เคลื่อนย้ายเงินทุนจากซีกตะวันตก มาลงทุนในซีกโลกตะวันออกอย่างต่อเนื่อง โดยหนังสือพิมพ์ เดอะ แสตนดาร์ด ของฮ่องกง รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างประเทศนำเงินกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7.2 แสนล้านบาท มาลงทุนซื้อหุ้นในเอเชีย 6 ประเทศ รวมทั้งไทย ปริมาณเงินดังกล่าวเทียบแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณเงินที่ไหลเข้าเอเชียทั้งหมดในปี 2548 และเงินก้อนโตมหาศาลนี่แหละที่ทำให้ค่าเงินบาททำสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี ที่ระดับ 37.47 บาทต่อดอลลาร์ จนนายทนง พิทยะ ต้องจับเข่าหารือกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างไรก็ตาม ช่วงวันที่ 9-10 พฤษภาคม เริ่มมีข่าวว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 5% ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 7 เดือน พร้อมกับข่าวลือว่า สหรัฐจะดำเนินนโยบายให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงในปีนี้ 20% เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ "หัวทิ่ม" ทันที หุ้นไทยก็เลย "หัวทิ่ม" ตาม !! ทำให้ตั้งแต่ 11 พฤษภาคมจนล่าสุด 9 มิถุนายน 2549 ต่างชาติขายหุ้นสุทธิไปแล้ว 48,553.06 ล้านบาท ไล่เรียงมาอย่างนี้ เพื่อให้เห็นว่า ปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายต่างหากที่เป็นตัวแปรสำคัญ ในการเข้ามาลงทุนในไทย ไม่ใช่ "การเมือง" อย่างที่ใครบางคนพยายามกล่าวอ้าง ข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ตลาดหุ้นไทยปีนี้จะแตกต่างจากปีที่ผ่านๆ มามาก เนื่องจากปีนี้ดัชนีหุ้นไทย ผูกติดกับดัชนีตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ดาวโจนส์ นิกเคอิ ฯลฯ เรียกได้ว่าดัชนีหุ้น "ดาวโจนส์-นิกเคอิ" ขยับขึ้น หุ้นไทยจะขยับตาม ถ้าดาวโจนส์-นิกเคอิลง หุ้นไทยก็ลงตาม ผู้เชี่ยวชาญในวงการตลาดหุ้น ระบุว่า สาเหตุเพราะเม็ดเงินต่างชาติที่เคยเข้ามาในรูปกองทุน (Fund) ที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) เป็นส่วนใหญ่ ก็เริ่มมีกองทุนที่บริหารโดยธนาคารพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งกองทุนเหล่านี้จะบริหารการซื้อขายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คือตั้งการซื้อขายตามระดับผลตอบแทนหรือความเสี่ยงที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะลงทุนในซีกโลกภาคไหนก็ตาม แรงซื้อและแรงเทขายจึงมากและแรงมากกว่าในอดีต นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอมรับว่า คัสโตเดียนของธนาคารพาณิชย์ หรือกองทุนส่วนใหญ่ก็จะมีโปรแกรมการตัดสินใจในการช่วยการลงทุนอยู่แล้ว บางครั้งจะเป็นการตัดขายโดยอัตโนมัติ หากผลตอบแทนหรือความเสี่ยงลดลงในระดับที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าแม้ต่างชาติจะมีการเทขายหุ้นเกือบ 5 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ฉุดดัชนีหุ้นไทยรูดลงเกือบ 100 จุดนับตั้งแต่ต้นปี ดังนั้น หากทฤษฎีที่ว่าต่างประเทศไม่เชื่อมั่นในการเมือง หรือเศรษฐกิจไทยถูกต้อง เงินกลุ่มนี้ก็ควรไหลออกนอกประเทศไปนานแล้ว แต่เรื่องนี้ นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ซึ่งเฝ้าติดตามการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างใกล้ชิด ระบุว่า ตั้งแต่ต่างชาติได้ขายหุ้นออกมา พบว่า เงินทั้งหมด ยังคงพักอยู่ในประเทศไทย ในรูปบัญชีผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศไทย (นอน-เรสซิเดนซ์) และตลาดเงิน บางส่วนก็นำมาลงทุนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นด้วยซ้ำ "สะท้อนว่ายังมีปัจจัยที่ดึงดูดให้ต่างชาติพักเงินในไทยและภูมิภาคเอเชีย เพราะมีโอกาสอีกระลอกที่ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงในครึ่งหลังปีนี้ และจะทำให้ค่าเงินภูมิภาค โดยเฉพาะค่าเงินเยน รวมถึงเงินบาทแข็งขึ้น ต่างชาติยังคงพักเงิน เพื่อทำกำไรอีก" นางสาวอุสราระบุ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายในต่างประเทศเป็นปัจจัยหลักในการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และบางประเทศในเอเชีย แต่บรรดาโบรกเกอร์ก็ยอมรับว่า ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะปรับตัวเพิ่มได้มากกว่านี้ หรือถ้าลด ก็ไม่น่าลดมากเท่าระดับปัจจุบัน แต่เมื่อมีปัญหา "การเมือง" ผสมเข้ามา ก็เลยทำให้แรงส่งที่จะดีดราคาหุ้นขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ หรือแรงรับที่จะพยุงไม่ให้ราคาต่ำไป หมดแรงไปดื้อๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามอง และระมัดระวังไว้ก็คือ ในเมื่อ "การเมืองไทย" ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดแล้ว ปัจจัย "ต่างประเทศ" ก็ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแปรสำคัญทันที โดยเฉพาะนโยบายสหรัฐและกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี-7) ที่พยายามกดดันให้จีนแข็งค่าเงินหยวนให้ได้ ทำให้เงินเหล่านี้เข้ามาพักหากำไรในกลุ่มประเทศเอเชีย รวมทั้งไทยด้วย ซึ่งหากจีนแข็งค่าเงินหยวนขึ้นเมื่อไหร่ ก็มีโอกาสได้เห็นเงินก้อนมหาศาลนี้ไหลทะลักออกไปจีนแทน เพื่อเก็งกำไรค่าเงินหยวน โดยล่าสุดก็ไหลไปซื้อหุ้น "แบงก์ ออฟ ไชน่า" ไว้ก่อนแล้ว เรื่องนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยออกมาส่งสัญญาณบ้างแล้วว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง และเตรียมรับมือไว้แล้ว เป็นการรับมือหากเงินต่างชาติต้องไหลออกสูงถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ!! หน้า 20
|