หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กรีน จีดีพี เศรษฐ์ สันติ

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย เศรษฐ์ สันติ มติชนรายวัน วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10323

กลายเป็นอีกกระแสหนึ่งที่แวดวงวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์พูดถึงกันมากคือการวัดความสำเร็จในการบริหารประเทศ คือ ดัชนีความสุขของประชาชน หรือ Gross National Happiness (GNH) มากกว่าดัชนีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP)

ขณะเดียวกันบุคคลที่ถูกกล่าวขวัญถึงทั้งในแวดวงนักบริหารเศรษฐกิจอย่างมากว่าถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมือง บุคคลผู้นีมีโอกาสอย่างมากที่จะก้าวขึ้นเป็นประมุขฝ่ายบริหารที่มีฐานะพอฟัดพอเหวี่ยงกับทักษิณ ชินวัตร และเป็นบุคคลที่ทักษิณหวาดหวั่นมากคนหนึ่ง แต่ไม่กล้าแตะต้องในยามที่รัฐบาลไทยรักไทยอ่อนแอ

บุคคลผู้นี้คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือรู้จักกันในชื่อเล่นว่า "หม่อมอู๋ย" ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเป็นอีกผู้หนึ่งที่เห็นว่าแนวทางการบริหารประเทศที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือตัวเลขจีดีพีเป็นอันตรายอย่างมาก

ผู้ว่าการแบงก์ชาติให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ลงในนิตยสาร "โดม" ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำเดือนเมษายน-มิถุนายน 2549 มีสาระสำคัญว่า ในอดีตการเน้นพัฒนาให้ตัวเลขจีดีพีโตแต่ดูเหมือนรายได้จะกระจุกตัวเฉพาะคนรวยส่วนน้อย

ขณะที่คนจนกลับมีความเป็นอยู่แร้นแค้นขึ้น มีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้เพิ่มมากขึ้นในรอบสิบปี ซึ่งเป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากแนวทางการพัฒนาแบบเดิม ปัจจุบันน่าจะเปลี่ยนแนวคิดการบริหารงานลักษณะนี้ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ควรหันมาสนใจพัฒนาคนชนบทให้มีรายได้มากขึ้นหรือไม่ เพราะหากปล่อยเหมือนเดิมช่องว่างจะห่างกันมากขึ้นทุกที

เราต้องหันมาพัฒนาเรื่อง Green GDP ไม่ใช่เน้นแต่ Growth GDP ต้องส่งเสริมปัจจัยด้านอื่นๆ ประกอบด้วย แบงก์ชาติทำอะไรไม่ได้ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ เป็นนโยบายของรัฐบาล แต่แบงก์ชาติจะทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางการเงินให้ดีที่สุด เพื่อให้ใครก็เข้ามาบริหารได้

ที่ผ่านมา ตัวเลขจีดีพีของไทยโต สังคมก็ได้ประโยชน์ แต่ที่คนส่วนใหญ่มีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้เพิ่มขึ้นมาก ก็เพราะเราไปหลงบริโภควัตถุนิยม ไปตามตะวันตก ต้องว่าทุกคน รวมทั้งทีวี วิทยุ สื่อมวลชนด้วย ที่ไปส่งเสริมการบริโภคแบบวัตถุนิยม รัฐบาลจะต้องหันไปดูชนบท ต้องดูเรื่องน้ำ ทำน้ำให้พอ ให้มีปัจจัยการผลิตเพียงพอ เป็นเรื่องสำคัญสุดเพื่อให้พืชผลส่งออกได้

รัฐควรเข้าไปช่วยปูทางไม่ใช่แค่เอาเงินเข้าไปหว่าน แต่ต้องเข้าไปช่วยให้ทำมาหากินได้ เรื่องน้ำพูดกันมา 4 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีการทำจริง ควรทำในเรื่องที่จะช่วยลดการสูญเสียลดการใช้น้ำ ลดความสิ้นเปลืองน้ำมันจากการขนส่ง

การพัฒนาประเทศ ควรระวังการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย พยายามดูแลเรื่องการจัดสรรน้ำ มุ่งช่วยเหลือคนจนในชนบท หรือโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ก็ให้เน้นที่เป็นประโยชน์จริงๆ

มิใช่เป็น Any Mega Project ไม่ใช่ดูกันแต่ Mega Project อย่างโครงการรถไฟฟ้า ถ้าสร้างให้ถูกจุดเพื่อช่วยแก้ปัญหาการจราจร ลดการใช้น้ำมันก็จะช่วยได้

ที่ผ่านมาโครงการ Mega Project ต่างๆ ยังโม้อยู่ แต่ยังไม่มีเรื่องน้ำ ยังไม่ได้เริ่มอะไรอย่างเป็นรูปธรรม ทำตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเรามีปริมาณน้ำมาก แต่ยังขาดวิธีการกักเก็บหรือมีการจัดการให้มีการหมุนเวียนการใช้น้ำได้อย่างทั่วถึงเพียงพอ เรามีน้ำพอก็ไม่น่าเป็นห่วง แต่ขณะนี้เริ่มปรากฏให้เห็นว่าเกิดการขาดแคลน ต้นปีแล้งปลายปีน้ำท่วม ต้องหันมาทุ่มเทเรื่องทรัพยากรน้ำ แล้วผลิตผลเกษตรก็จะดีขึ้นเอง อุตสาหกรรมและภาคการผลิตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะดีตาม

คนที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลต่อไป ต้องตั้งท่าให้ถูกแนว ไม่เดินตามแนวตะวันตกอย่างเดียว จะเดินแบบสิงคโปร์นั่นแหละผิด สิงคโปร์เป็น City State แต่ของเราเป็น Nation State เรามีชนบทต้องห่วงมาก แต่สิงคโปร์เป็นรูปเมือง จึงไม่ใช่ต้นแบบของเรา เราคิดของเราเองได้

หยุดเดินตามตะวันตกอย่างเดียว ควรคิดแบบผสมผสาน

หน้า 20