หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ

กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2549

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ประมวลและกลั่นกรองจากพระราชดำรัสของในหลวง ซึ่งพระราชทานในวโรกาสต่างๆ รวมทั้งพระราชดำรัสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปเผยแพร่ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาชนโดยทั่วไป มีความว่า

“เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ

โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม และสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี”

จากพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังกล่าว จะพบว่าพระองค์ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนา ที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอมีพอกิน พอมีพอใช้ การรู้จักพอประมาณ การคำนึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และทรงเตือนสติประชาชนคนไทยไม่ให้ประมาท ตระหนักถึงการพัฒนาตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง ตามหลักวิชา ตลอดจนมีคุณธรรมเป็นกรอบในการดำรงชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่รู้จักกันภายใต้ชื่อว่า "เศรษฐกิจพอเพียง"

เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ในระดับต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ โดยอาศัยความพอประมาณและความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียรและความอดทน สติและปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี

เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่ โดยเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอกหลักการ และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม

ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบพื้นฐานกับแบบก้าวหน้า ได้ดังนี้ ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัว โดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน เทียบได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องพึ่งน้ำฝนและประสบความเสี่ยง จากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจากการแก้ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่งได้และใช้ที่ดินส่วนอื่นๆ สนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชน ราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม ความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่างๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ

กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือองค์กรต่างๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้น แล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังและความสามารถของตน โดยจะสามารถทำให้ชุมชนโดยรวม หรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้นๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง

ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจ สร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่างๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง กลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียง ที่เชื่อมโยงกันด้วยหลักไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด

"ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบและทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ ฉะนั้น ถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความคิดและมีอิทธิพล มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำพอควรพออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล" พระราชดำรัสเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2542


สศช.ชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแผนฯ10

กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2549

"สศช." ชูหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใช้กำหนดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ชี้ 9 จุดอ่อนสังคมไทย ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ระบุพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป- โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์อ่อนแอ- นักการเมืองขาดคุณภาพและจริยธรรม คอร์รัปชันและไม่มีความโปร่งใส

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ได้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (2550-2554) โดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักปฏิบัติในการบริหารประเทศตามหลักสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวทันต่อกระแสโลกาภิวัตน์ และยังยึดการพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลาง

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ไปสู่การปฏิบัตินั้น สศช.พบว่ามี 9 ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค และข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย 1.การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างไม่สมดุล และต้องพึ่งพิงต่างประเทศมากเกินไป เช่น การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบถึงกว่า 70% เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม และกว่า 80% ของการนำเข้ามีการพึ่งพาพลังงานภายนอก โดยเฉพาะน้ำมัน รวมถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านตลาดการค้าส่วนใหญ่ต้องพึ่งพิงประเทศสำคัญๆ ไม่กี่ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป (อียู) และจีน เป็นต้น ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่รุนแรง 2.คุณภาพและประสิทธิภาพการผลิตมีจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน 3.ปัจจัยสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีจุดอ่อน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม อยู่ระดับต่ำ ขาดแคลนนักวิจัยและครูที่มีคุณภาพ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีนักวิจัยเพียง 2.87 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านวิจัยต่ำมากเพียง 0.26% ของจีดีพี

4.มีความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ โดยกลุ่มคนรวยสุด 20% หรือ 1 ใน 5 ของประชากร มีรายได้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวมทั้งประเทศ แม้ว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างคนจนที่สุด และคนรวยที่สุดจะลดลงจาก 13.1 เท่าในปี 2545 เหลือเพียง 12.8 เท่าในปี 2547 ก็ตาม

5.การพัฒนาศักยภาพของคนในเชิงปริมาณมีมากกว่าพัฒนาเชิงคุณภาพ 6.สถาบันหลักทางสังคมอยู่ในสภาพอ่อนแอ และมีบทบาทในการสร้างทุนมนุษย์ลดลง โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว ทำให้ขาดพลังงานพัฒนาประเทศ และคนไทยขาดภูมิคุ้มกัน 7.วัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามและเป็นภูมิคุ้มกันสังคมไทยเริ่มเสื่อมลง 8.ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจจนขาดความอุดมสมบูรณ์ และ 9.การบริหารภาครัฐยังขาดประสิทธิภาพ ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องการสร้างหลักธรรมาภิบาลยังไม่เกิดขึ้น

ขณะที่ภาครัฐยังไม่สามารถปรับตัวได้ทันการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญ มีปัญหาคอร์รัปชัน และความไม่โปร่งใสจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น ระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึก ทำให้นักการเมืองขาดคุณภาพและจริยธรรม จนเกิดการรวมศูนย์อำนาจและผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่ม รวมทั้งมีปัญหาการใช้อำนาจรัฐแสวงหาผลประโยชน์ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การทุจริตที่ผิดกฎหมายและการทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม ขณะที่ระบบตรวจสอบถ่วงดุลโดยองค์กรต่างๆ ทำหน้าที่ไม่ได้เท่าที่ควร และการตรวจสอบอำนาจรัฐขาดอิสระและประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 มีประสิทธิภาพ สศช.ได้กำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนาคนและสังคมสู่สังคมภูมิปัญญา 2.การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและสังคม 3.การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุล และแข่งขันได้ในช่วงศตวรรษ 4.การพัฒนาบนความหลากหลายทางชีวภาพ และ 5.การสร้างเสริมธรรมาภิบาลเพื่อการบริการจัดการประเทศที่ยั่งยืน