|
||||||||||||||
|
ทุนนิยมกับระบอบประชาธิปไตย
โดย วิชัย ตันศิริ มติชนรายวัน วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10321 น่าคิดที่นักสังคมศาสตร์ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เช่น โจเสฟ ชัมปีเตอร์ ได้สรุปแนวคิดรวบยอดไว้ว่า ประชาธิปไตยในยุคสมัยใหม่ ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ปราศจากทุนนิยมเสรี และชัมปีเตอร์ (Schumpeter) เอง ก็ยังสรุปเอาง่ายๆ ว่าระบอบประชาธิปไตยคือระบบการแข่งขันในการเลือกตั้ง เพื่อได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่เพื่อปกครองประเทศ หลักการนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดหลักแนวคิดเรื่องระบบเสียงส่วนใหญ่ (Majoritarianisn) กระบวนการประชาธิปไตยก็เหมือนการแข่งขันกันในตลาดการเมืองเพื่อแย่งชิงคะแนนเสียง ซึ่งเป็นแนวคิดที่เข้าตำราของผู้นำพรรคไทยรักไทยปัจจุบัน แต่น่าเสียดายที่ชัมปีเตอร์มิได้มีชีวิตอยู่มาถึงปัจจุบัน เพื่อตอบคำถามว่าหากทุนนิยมดังกล่าวไม่เสรีจริงแต่มีลักษณะผูกขาด หรือใกล้จะผูกขาด หรือมีอิทธิพล อำนาจเหนือตลาด ทุนนิยมดังกล่าวจะยังประโยชน์ต่อประชาธิปไตย หรือทำลายประชาธิปไตยกันแน่ ประชาธิปไตยในยุคปลายศตวรรษที่ 19 ต้นศตวรรษที่ 20 อาจจะกำเนิดมาพร้อมๆ กับระบบทุนนิยม และสังคมอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างชนชั้นใหม่ที่เรียกว่าชนชั้นกลาง ซึ่งกลายเป็นเสียงสะท้อนของประชาชนหรือเชื่อมโยงชนชั้นสูงเข้ากับชนชั้นล่าง แต่ปัจจุบันชนชั้นกลางกำลังจะหมดอิทธิพลลงไป เพราะเกิดระบบนายทุนยักษ์ใหญ่นายทุนข้ามโลกของยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีทุนมหาศาลและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งทำให้ระบบทุนเป็นระบบผูกขาด และสามารถเข้ามาแทรกแซงการเมือง การเลือกตั้งจนกระทั่งเสียงของประชาชนกลายเป็นเสียงของนายทุนทั้งหลาย ปัญหาก็คือว่า ทุนนิยมใหม่ซึ่งไม่เสรี แต่มีลักษณะผูกขาดเช่นนี้ จะเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยหรือเกื้อกูลประชาธิปไตยกันแน่ คำตอบย่อมชัดเจนอยู่แล้ว แท้จริงแล้ว ประชาธิปไตยในความหมายทั่วไปน่าจะมิใช่เรื่องของทุนนิยมอะไรทั้งสิ้น สังคมเกษตรก็สามารถเป็นประชาธิปไตย หากปลอดจากระบบศักดินาและชนชั้น เพียงแต่สังคมเกษตรเสียเปรียบสังคมเมืองที่การสื่อสารคมนาคมสื่อสารสู้สังคมเมืองมิได้ ฉะนั้น จึงเชื่องช้าต่อการก่อตัวของมติมหาชน ซึ่งจำเป็นต่อระบอบประชาธิปไตย เงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตย ตามความคิดของผู้เขียน แท้จริงคือจิตสำนึกของประชาชนที่ยึดหลักความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของมวลสมาชิกทั้งหมด เป็นหลักการสำคัญของชีวิต เมื่อใดที่เกิดจิตวิญญาณและจิตสำนึกเช่นนั้น และสังคมยอมรับหลักการอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เมื่อนั้นจะมีจิตวิญญาณของประชาธิปไตยที่แท้จริง เราจึงต้องหวนกลับไปสู่ทฤษฎีเดิมของนักปราชญ์ที่ให้ความสำคัญต่อ "สัญญาประชาคม" (Social Contract) เช่น จอห์น ล็อค (John Locke) และฌาง ฌากส์ รุสโซ (Jean Jaques Rousseau) ที่กล่าวถึงกำเนิดของรัฐจากการมารวมตัวของผู้คนเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมวลมนุษย์ ตราบใดที่องค์อธิปัตย์ (อำนาจอธิปไตยของรัฐ) ปกป้องหรือรักษาไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมวลสมาชิกตราบนั้นรัฐดำรงอยู่ แต่เมื่อใดที่เกิดการทำลายล้างสิทธิขั้นพื้นฐานดังกล่าวตราบนั้นคือการสิ้นสลายขององค์อธิปัตย์ และรัฐ ควรจะกล่าวขยายความด้วยว่า คำว่าสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานนั้น ในสมัยจอห์น ล็อค หมายถึง สิทธิเสรีภาพใน "ชีวิต เสรีภาพส่วนบุคคล และทรัพย์สิน" ซึ่งรวมความก็จะต้องหมายถึงความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินด้วย ฉะนั้น ระบบการปกครองที่ดีตามอุดมการณ์ก็จะต้องเป็นระบบที่ประกันสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และความมั่นคงของชีวิตของทุกๆ คน มิใช่เป็นระบบที่อ้างแต่เสียงส่วนใหญ่แต่ทำลายเสียงส่วนน้อย หรือบั่นทอนความมั่นคงของรัฐ การปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน จึงเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของระบอบการปกครองที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และเรียกระบอบนี้ว่าเป็นระบบการปกครองภายใต้กฎหมาย (the Rule of Law) ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย นอกจากนั้น ตามแนวลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม รัฐธรรมนูญคือระบบห้ามล้อ หรือนัยหนึ่งเป็นระบบที่คอยจะห้ามปรามมิให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจเกินขอบเขต ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมีกลไกของการคานอำนาจและการถ่วงดุลซึ่งอำนาจ จำเป็นต้องป้องกันมิให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจเหลือล้นจนกระทั่งคิดจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรม เจมส์ เมดิสัน นักคิดสำคัญของสภาร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา จึงได้เสนอให้เกิดระบบแยกอำนาจ และคานอำนาจในรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ.1787 เพื่อมิให้ประธานาธิบดีมีอำนาจเหลือล้น หรือสภาคองเกรสมีอำนาจครอบงำประธานาธิบดี และยังมีศาลสถิตยุติธรรมสูงสุดไว้คอยถ่วงดุลการออกพระราชบัญญัติที่ขัดต่อหลักการของรัฐธรรมนูญ ส่วนรัฐธรรมนูญอังกฤษ ซึ่งเป็นระบบรัฐสภา ระบบการคานอำนาจมีลักษณะพิเศษ คือ แต่ดั้งเดิมจะคานกันระหว่างอำนาจฐานันดร ต่างๆ สถาบันกษัตริย์คานกับสถาบันขุนนาง เป็นต้น ปัจจุบันจัดให้มีระบบฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดให้หัวหน้าฝ่ายค้านทำหน้าที่ในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ และนอกจากนั้นยังให้ความสำคัญต่อเสียงคัดค้านนอกสภา หลักการของการคานอำนาจนั้น อันที่จริงเป็นหลักการที่เก่าแก่ มิใช่รู้จักกันแต่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แม้แต่ในสังคมไทยสมัยกษัตริย์นิยม ก็ยังยึดถือเป็นหลักการที่สำคัญของบุรพกษัตริย์ไทย โดยมีระบบการแต่งตั้งขุนนางฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ให้คานอำนาจหรือดุลอำนาจกันไว้ มีทั้งสมุหพระกลาโหม สมุหนายก มีปลัดซ้ายปลัดขวา และแม้แต่ตามหัวเมืองที่ทรงแต่งตั้งเจ้าพระยา ไปปกครองอย่างอิสระก็ยังต้องมีหลวงยกกระบัตร ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงส่งไปเป็นหูเป็นตาแทนพระองค์ และนี่ยังมิได้กล่าวถึงหลักทศพิธราชธรรม ฯลฯ ที่พระมหากษัตริย์ต้องทรงยึดเหนี่ยวไว้เป็นเครื่องยับยั้งมิให้หลงในอำนาจ คนโบราณจึงมีความเฉลียวฉลาดไม่แพ้คนสมัยใหม่ แต่ปัจจุบันเสียอีกเราเริ่มไขว้เขว ติดยึดกับแนวทฤษฎีบางทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์จนลืมหลักความจริงของชีวิต ว่าหลักการเช่นนั้นอาจยังประโยชน์ให้คนกลุ่มหนึ่งมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง ในนามการแข่งขันกันโดยเสรี (ที่จอมปลอม) และส่งเสริมระบบทุน เรากลับเปิดทางให้มหาอำนาจมาครองตลาดไทยได้หมด และพวกเราจะดำรงอยู่ได้อย่างไร ในยุคสมัยหนึ่งทุนนิยมเสรีอาจมีความเหมาะสม เพราะการแข่งขันกันโดยเสรีอาจทำได้ โดยไม่เกิดความเสียเปรียบได้เปรียบกันมากนัก ระหว่างประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง เพราะเทคโนโลยีก็ไม่ต่างกันมากนักระหว่างชนชาติหนึ่งกับอีกชาติหนึ่ง อีกทั้งการสะสมทุนก็ไม่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เหมือนดังสมัยปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีและทุนทำให้เกิดความแตกต่างกันอย่างมหึมา ระหว่างสังคมหนึ่งกับอีกสังคมหนึ่ง ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก ความมั่งคั่งจึงมิได้ขึ้นอยู่กับความขยันขันแข็งและการจัดการของมนุษย์เสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับความได้เปรียบเสียเปรียบดังกล่าว เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ของการรวมทรัพยากรเพื่อการบริโภคไว้ในประเทศสหรัฐ และประเทศตะวันตกมากมายมหาศาล ขณะที่คนส่วนใหญ่ทั่วโลกมีแต่ยากจนลง เราจึงได้เห็นการสร้างจักรวรรดินิยมใหม่ (บนพื้นฐานระบบการเงินการธนาคารโลก) ของสหรัฐอเมริกา ดังที่จอห์น เปอร์กินส์ ได้อธิบายอย่างแจ่มแจ้งในหนังสือดังของท่านชื่อ เพชฌฆาตทางเศรษฐกิจ จากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยีดังกล่าวทุนนิยมโลกจึงมิได้เสรี แต่ดำรงอยู่อย่างผูกขาดสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของทุนมหาศาล และเทคโนโลยีเกื้อหนุน ห้างสรรพสินค้าข้ามชาติจึงครองตลาด ขณะที่ผู้ค้าปลีกในประเทศมีแต่ล้มละลาย และสูญสิ้นอาชีพของตน ในสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ เช่นนี้จึงจำเป็นต้องมีกลไกเพื่อสร้างความเป็นธรรม ในระบบการแข่งขันทั่งโลกและภายในประเทศ การจัดตั้งองค์การค้าระหว่างประเทศ (WTO) ก็เพื่อการนี้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะความไม่สมดุลของโครงสร้างอำนาจระดับโลก การเจรจาทวิภาคีเพื่อขยายขอบข่ายการค้าเสรี ซึ่งรัฐบาลไทยได้ดำเนินการและกำลังดำเนินการกับสหรัฐอเมริกา ก็อาจจะกลายเป็นกับดักของระบบทุนนิยมยักษ์ใหญ่ และโดยเฉพาะเมื่อคู่เจรจาคือรัฐบาลไทยอยู่ใต้การนำของระบบทุนยักษ์ใหญ่ ข้ามชาติ อีกทั้งมิได้เคารพในสิทธิเสรีภาพของการมีส่วนร่วมของตัวแทนของประชาชน (รัฐสภา) ก็ยังจะเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ ระบบธรรมาภิบาล (good governance) จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ มิใช่เฉพาะในระบบการเมือง แต่ในระบบเศรษฐกิจด้วย การแข่งขันกันโดยเสรีจึงเป็นกับดักที่ลวงโลก ธรรมาภิบาล คือ หลักการที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนของสังคมดำรงอยู่ได้อย่างอิสระ และมีศักดิ์ศรี ในบริบทนี้ การขยายตัวทางจีดีพีจึงมิใช่เป้าหมายเดียวที่ทรงความหมายแต่ต้องดำรงอยู่บนพื้นฐานของการรักษาความเป็นธรรมให้แก่ทุกๆ ภาคส่วนของสังคม การเฉลี่ยรายได้ และการธำรงรักษาอาชีหลักของชาวไทย และความมั่นคงของอาชีพ จึงมีความหมายมากเท่าๆ กับหรือมากกว่าการขยายตัวทางจีดีพี รัฐบาลที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่เท่านั้นจึงจะตระหนักในข้อนี้ แต่หากเป็นรัฐบาลทุนนิยมผูกขาดหรือทุนนิยมข้ามชาติ คงจะไม่คิดเช่นนั้น เพราะผลประโยชน์ของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ (ข้ามชาติ) กลายเป็นม่านบังตา โดยสรุปทุนนิยม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากระบบศักดินามาสู่ระบอบประชาธิปไตย ปัจจุบันได้เผชิญกับปัญหาใหม่ของสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป ทุนนิยมที่อยู่บนพื้นฐานของความไม่สมดุลของอำนาจได้กลายเป็นยักษ์ที่กลืนกินเพื่อนมนุษย์ด้วยกันซึ่งอ่อนแอกว่า และส่งเสริมให้เกิดระบอบรวมศูนย์อำนาจทุนนิยม ที่โปรยหว่านเศษขนมปังให้แก่ชนชั้นล่างเพื่อค้ำบัลลังก์ของทุนนิยมเอง เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปครั้งใหม่ จึงต้องเพ่งความสำคัญไปสู่การสร้างกลไกที่จะหยุดยั้งนายทุนขนาดใหญ่มิให้มีอิทธิพลทางการเมืองมากเกินไป โดย 1.ออกแบบวุฒิสภาให้เป็นตัวแทนของทุกอาชีพในสังคมไทย 2.สร้างองค์กรอิสระใหม่ โดยระบบการแต่งตั้งจากข้าราชการชั้นสูงในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 3.ห้ามมิให้นายทุนขนาดยักษ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง 4.ห้ามมิให้เงินช่วยเหลือพรรคเกินรายละ 50 ล้านบาท 5.ห้ามมิให้นายทุน/หรือนักการเมืองเป็นเจ้าของกิจการสื่อสารมวลชน 6.ให้ความสำคัญบทบาทของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยยกเลิกข้อบัญญัติเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกที่ต้องรับรองญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี นี่คือข้อสรุปบางประการเพื่อการพิจารณาในการปฏิรูปการเมืองรอบสุดท้าย หน้า 6
|