|
||||||||||||||
|
ธปท.ฝ่ากระแสการเมือง
ร่ายยาวสาเหตุขึ้น
ดอกเบี้ย
มติชนรายวัน วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10320 หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน (อาร์/พี) ขึ้นอีก 0.25% เป็น 5% เพื่อดูแลเงินเฟ้อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยจากนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีคลัง และคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากต้นทุนน้ำมัน ไม่ได้เกิดจากปัญหาอุปสงค์ การขึ้นดอกเบี้ยจึงแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว "มติชน" จึงขอนำข้อชี้แจงของผู้บริหาร ธปท.มาเสนอในรายละเอียดดังนี้ @ นางสุชาดา กิระกุล ผอ.อาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ "สิ่งที่ ธปท.เป็นห่วงคือ ผลกระทบรอบที่ 2 จากราคาน้ำมัน" "หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมามีคำถามว่า นโยบายการเงินช่วยดูแลเงินเฟ้อ ที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้อย่างไร โดยมีการมองออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมองว่าอัตราเงินเฟ้อมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันทางด้านต้นทุน (Cost Pushed) จากปริมาณน้ำมัน ที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ (Supply shock) ทำให้การใช้นโยบายการเงิน ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าปัญหาเงินเฟ้อ ส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากแรงกดดัน ของความต้องการอุปโภคบริโภคที่มากขึ้น (Demand Polled) จากข้อมูลที่ ธปท.เห็นคือ ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกได้ปรับราคาขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 เฉลี่ย 33.6 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 25% มาถึงปี 2548 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 49.3 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 50% และในปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 61.50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 40% ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมากขนาดนี้ แต่ทำไมภาวะเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดีถึง 5.3% ในปี 2547 และ 4.8% ในปี 2548 และยังคาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 4.9% ในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ถึง 6.2%, 4.5% และ 4.25-5.25% ตามลำดับ จึงสะท้อนว่า แม้ราคาน้ำมันจะสูง แต่เศรษฐกิจยังไปได้ จึงเป็นไปได้ที่ Cost Pushed จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และ Demand Polled จากความต้องการของเศรษฐกิจที่ยังสูง ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูง นอกจากนี้ราคาน้ำมันได้ปรับขึ้นมาหลายปี ไม่ใช่การขึ้นราคาชั่วคราวเช่นในอดีต ซึ่งตอนนี้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้สะสมและส่งผ่านไปที่ราคาสินค้าแล้ว สิ่งที่ ธปท.เป็นห่วงคือ เมื่อราคาน้ำมันขึ้น วัตถุดิบมีราคาสูง จะมีการส่งผ่านทำให้ราคาสินค้า ค่าบริการ ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น จนเกิดสิ่งที่เรียกว่าผลกระทบรอบที่ 2 จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น (Second Round Effect) ดังนั้น บทบาทของ ธปท. ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ จึงต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอาร์/พี ซึ่งเป็นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแล 2 สิ่ง คือ 1.ดูแลไม่ให้เกิด Second Round Effect 2.เพื่อลดการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับขึ้นแรงๆ อีก เพราะเมื่อไรที่เราไม่สามารถดูแลได้ แล้วเอกชนมองว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะสูงขึ้นมาก ก็จะกลายเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะคนไม่รู้ว่าจะออมเงินทำไม ออมแล้วปีหน้าจะสามารถซื้อของได้หรือไม่ ขณะที่ภาคธุรกิจก็จะคิดว่า ลงทุนไปแล้วผลตอบแทนอาจไม่คุ้มค่า เพราะมีความไม่แน่นอนอยู่สูงมาก กนง.จึงต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลออุปสงค์ จนทำให้ระดับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นกลับเข้าสู่ราคาในจุดที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนกลับไปดู จะพบว่าช่วงแรกของวัฏจักรดอกเบี้ยรอบนี้ เริ่มต้นในเดือนสิงหาคม 2547 ขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% เท่านั้น กนง.ค่อยปรับขึ้นมาเป็นลำดับ โดยขณะนั้นอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยยังต่ำมาก แต่ระยะหลังเศรษฐกิจถีบตัวสูงขึ้น อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงกว่าก่อนวิกฤตอีก ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจใกล้จะถึงระดับศักยภาพแล้ว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูง และเมื่อมองใน 8 ไตรมาสข้างหน้ามีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะออกนอกเป้าที่ 3.5% จึงมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว เราบอกไม่ได้ว่าดอกเบี้ยที่เหมาะสมควรอยู่ระดับที่เท่าใด แต่มันจะต้องเป็นระดับที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพในระยะยาว เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่คือ เงินเฟ้อปรับขึ้นเกินสิ่งที่เหมาะสมในระยะยาวหรือไม่ โดยดูไป 8 ไตรมาสข้างหน้าว่าจะเกินเป้าหมายเพียงใด การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเพราะเงินเฟ้อในเดือนเมษายน และพฤษภาคม ได้ปรับขึ้นสูงกว่าที่เราคาดไว้ เราจึงต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เนื่องจากมีโอกาสที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ออกนอกเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันดิบดูไบในไตรมาสที่ 2 ขึ้นเร็วกว่าที่คาด จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 63 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ตอนนี้มาอยู่ที่ 64 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หากถามว่าถ้า กนง.ไม่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุด จะเกิดอะไรขึ้น ต้องบอกว่าเวลาพิจารณาดอกเบี้ยจะต้องดูทั้ง 2 ด้าน คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ทุกสำนักต่างคาดกันว่าปีนี้น่าจะเติบโต 4-5% ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ได้ แต่เงินเฟ้อที่สูงมาก และหากอนาคตสูงจนออกนอกเป้าหมายจะกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างมาก เราจึงคิดว่าไม่เสี่ยงดีกว่า" @ นางสมศจี ปัทมกิจสกล ผู้บริหารส่วน ส่วนวิเคราะห์เศรษฐกิจด้านอุปทาน "จีดีพียังขยายตัวได้ดี เนื่องจากภาคการผลิตปรับตัวรับราคาน้ำมันสูงแล้ว" "ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่มีการพึ่งพาน้ำมันสูง ซึ่งจากการศึกษาผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตภาคต่างๆ พบว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้ต้นทุน ภาคขนส่งเพิ่มขึ้น 2.56% ภาคอุตสาหกรรมเพิ่ม 1.19% ภาคเหมืองแร่เพิ่ม 0.95% ภาคบริการเพิ่ม 0.24% ซึ่งในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ราคาน้ำมันดีเซลได้ปรับขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 62.8% แต่หากพิจารณาจีดีพีรายสาขาในไตรมาสเดียวกัน จะพบว่าจีดีพีของภาคขนส่งขยายตัวได้ 2% ภาคอุตสาหกรรม 2.9% และภาคเกษตร 9% การที่จีดีพีในช่วงดังกล่าวขยายตัวได้ดี เนื่องจากภาคการผลิตได้ปรับตัวเพื่อลดภาระจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เห็นได้ชัดเจนเมื่อปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว การใช้ลดลงอย่างชัดเจนและใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในปี 2547 ปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินขยายตัว 0.3% ปี 2548 ลดลง 5.4% และเดือนเมษายน 2549 ลดลง 0.8% ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลขยายตัว 11%, 0.03% และลดลง 18.5% ตามลำดับ จีดีพีที่ชะลอลง ไม่ได้มีผลมาจากการผลิต แน่นอนว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนเพิ่ม แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัว และโครงสร้างการพึ่งพาน้ำมันของแต่ละภาค ซึ่ง ธปท.ยังไม่เห็นว่ามีสิ่งใดที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้ เพราะเขามีการปรับตัวกันระดับหนึ่ง เช่น ภาคการเกษตร ปรับตัวโดยใช้น้ำมันลดลง ประกอบราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้รับแรงกดดันได้ค่อนข้างดี ภาคอุตสาหกรรม แม้จะมีข้อจำกัดในการขึ้นราคาสินค้า แต่ปรับตัวด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน และค่าใช้จ่าย ภาคขนส่ง ปรับตัวด้วยการรณรงค์ให้ใช้พลังงานทดแทน และมีการลดจำนวนเที่ยวลงตลอดจนบริหารจัดการที่ดีขึ้น" หน้า 20 จับตา ตลาดทุน สัปดาห์นี้ ดูทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2549 รายงานพิเศษ มติชนรายวัน วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10320 นักวิเคราะห์ตลาดหลักทรัพย์รายหนึ่งใช้คำบรรยายอาการของตลาดหุ้นทั่วเอเชีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไว้อย่างเห็นภาพลักษณ์ได้ชัดเจนว่า เหมือนอาการของคน "คายของเก่า" ออกมาจนหมดเรี่ยวหมดแรง พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ตลาดหุ้นทั่วเอเชียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชวนกัน "อ้วก" เป็นทิวแถว จะมีเว้นอยู่บ้างก็เพียงเจ้าเดียวเท่านั้นคือ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ เฉพาะวันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา หุ้นในเอเชียก็ทำสถิติร่วงลงวันเดียวมากที่สุดในรอบ 2 ปี ตลาดหุ้นใหญ่ที่รูดลงมามากที่สุดก็คือตลาดหุ้นที่บอมเบย์ ประเทศอินเดีย สิริรวมแล้วดัชนี เซนเส็กซ์ ร่วงลงไปทั้งหมด 460.95 จุด หรือ 4.7 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 9295.81 จุด รองลงมาเป็นที่เกาหลีใต้ ดัชนีคอสปิ หายไปวูบเดียว 43.71 จุด หรือ 3.5 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือนคือ 1223.13 จุด ที่อยู่ในอันดับต้นๆ อีกเจ้าก็คือ ตลาดหุ้นโตเกียว ดัชนีนิกเคอิ รูดลงมา 462.98 จุด หรือ 3.1 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 15000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ในตลาดโตเกียวนั้นมีการเทขายกันออกมาอย่างมโหฬารที่สุดในรอบกว่า 1 ปีในวันนั้น ถ้าจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นเหล่านี้ คำตอบง่ายๆ ก็คือ ทั้งหมดเกิดขึ้นจากผลกระทบในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงเอาๆ แล้วส่งผลกระทบต่อเนื่องออกมา โดยเฉพาะในเชิงจิตวิทยา สาวให้ลึกลงไปกว่านั้นจะเห็นว่า วอลล์สตรีท เทขายกันถล่มทลายทันทีที่ เบน เบอร์แนงคี ประธานกองทุนสำรองแห่งรัฐ (เฟด) หรือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ตัวเลขแสดงภาวะเศรษฐกิจอเมริกันชี้ให้เห็นว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปยังเป็นเรื่องจำเป็น พูดแค่นั้นเอง ยังไม่ได้ขึ้น แต่ก็ส่งผลกระทบทันที 2 อย่าง อย่างแรกก็คือหุ้นรูดมหาราชอย่างที่รู้ๆ กัน อีกอย่างก็คือ ธนาคารกลางหลายประเทศพากันขยับตัว ปรับดอกเบี้ยขึ้นเป็นทิวแถว ตั้งแต่ยุโรปมาเอเชียไปยันแอฟริกา ธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) เพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว เช่นเดียวกับ แบงก์ชาติของอินเดีย ไทย เกาหลีใต้ ตุรกี และเดนมาร์ก เรื่อยไปจนถึงแอฟริกาใต้ ส่วนใหญ่แล้วประเทศเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งปรับขึ้น แต่เป็นการปรับขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการขึ้นดอกเบี้ยที่เป็นมาพักใหญ่ อีซีบีนั้นขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 แล้วนับตั้งแต่ธันวาคมที่ผ่านมา ไต้หวันยิ่งแล้วใหญ่การปรับขึ้นครั้งล่าสุดคือการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 นับตั้งแต่ปี 2547 โน่น ส่วนแบงก์ชาติบ้านเราก็ขึ้นดอกเบี้ยมาตลอดระยะเวลา 22 เดือนให้หลังทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นราวๆ 4 เท่าตัว สหรัฐอเมริกานั้นคาดกันว่าจะขึ้นอีกครั้งในตอนปลายเดือนมิถุนายนนี้ เป็นครั้งที่ 17 ต่อเนื่องกัน ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (เฟด ฟันด์ เรต) ไปอยู่ที่ 5.25 เปอร์เซ็นต์-และไม่น่าจะหยุดอยู่แค่นั้น ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์สั้นๆ กันบ้าง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่บรรดาแบงก์ชาติทั้งหลายพากันขึ้นดอกเบี้ยพร้อมๆ กันเหมือนคราวนี้ นั่นคือในปี 2543 ตอนที่ทั่วโลกเผชิญปัญหาใหญ่คือ ปัญหา "วายทูเค" ที่พากันโหมประโคมว่า ลิฟต์จะทำงานไม่ได้ เครื่องบินจะร่วงลงจากฟ้า ธุรกิจพากันชะลอตัว คอมพ์ขายไม่ออกกันเป็นแถว สิ่งที่บรรดาแบงก์ชาติทั้งหลายพากันทำก็คือ พากันอัดเงินเข้าไปในระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจพังพาบลงไป ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อ "วายทูเค" ไม่เป็นจริงอย่างที่คาดก็คือ ภาวะฟองสบู่เงินท่วมตลาดไปหมด เพื่อขจัดเงินส่วนเกินในตลาดที่จะส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อและการใช้จ่ายอย่างไร้ระเบียบวินัย บรรดาธนาคารกลางของแต่ละประเทศก็พร้อมใจกันขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่องตลอดปี 2543 ผลที่ตามมาก็คือ เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในหลายประเทศ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง อลัน กรีนสแปน อดีตประธานเฟดช่วยฟื้นสภาพดังกล่าวด้วยการเริ่มต้นลดอัตราดอกเบี้ยลงในตอนต้นปี 2544 แล้วลดลงเป็นซีรีส์มาตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตอนนี้เกิดขึ้นจากปัญหาที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นภาวะการขาดสมดุลทางการเงินของโลก เมื่อมีเงินออมมหาศาลอยู่ในจีนและเอเชีย ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีหนี้สินจำนวนมหาศาล จนจำเป็นต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ให้พอกพูนเพิ่มมากขึ้นไปอีก, มีปัญหาราคาน้ำมันดิบที่แขวนอยู่ในระดับเกินกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะปริมาณความต้องการมหาศาลของประเทศอย่างจีนและอินเดีย ประกอบกับปัญหาความยุ่งยาก ของสถานการณ์ทางการเมือง ในตะวันออกกลาง แหล่งน้ำมันดิบสำคัญที่สุดของโลก ทั้งหมดทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับระหว่างประเทศลดลง และเมื่อเห็นได้ชัดว่า มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ในสหรัฐอเมริกาอีกแน่นอน สิ่งที่นักลงทุนเหล่านั้นทำก็คือเทขายหุ้นในมือทิ้ง หอบเงินกลับไปหาอะไรลงทุนที่มันเสี่ยงน้อยกว่า อย่างเช่นพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเชื่อกันว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา จะทำให้ผู้บริโภคเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ย พร้อมๆ กับปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและอื่นๆ เกิดการชะลอการจับจ่ายใช้สอย การบริโภคของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกานั้นถือเป็นสัดส่วนสำคัญคือ 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา นั่นหมายความว่าอาจจะเกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหรัฐขึ้น เช่นกันการหยุดจับจ่ายของคนอเมริกันก็จะทำให้สินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาขายได้น้อยลง ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ๆ ถึงได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าตั้งแต่ญี่ปุ่น อินเดีย เรื่อยไปจนถึงเกาหลีใต้ และไทย ใครพึ่งพาการส่งออกมากก็เจ็บตัวมากเท่านั้นละครับถ้าเกิดกำลังซื้อทั่วโลกลดลงเพราะดอกเบี้ยแพง ผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์เขาบอกว่า 1-2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ทุกคนควรจับตามองสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกให้ดีๆ ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ เรื่อยไปจนถึงภาวะตลาดหุ้น เพราะมันจะบอกเป็นนัยๆ ครับว่า ครึ่งปีหลังนี้เราจะตกอยู่ในสภาพลำบากยากเย็นขนาดไหนกัน! หน้า 20
|