หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ธปท.ฝ่ากระแสการเมือง ร่ายยาวสาเหตุขึ้น ดอกเบี้ย

มติชนรายวัน วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10320

หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน (อาร์/พี) ขึ้นอีก 0.25% เป็น 5% เพื่อดูแลเงินเฟ้อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยจากนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีคลัง และคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากต้นทุนน้ำมัน ไม่ได้เกิดจากปัญหาอุปสงค์ การขึ้นดอกเบี้ยจึงแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

"มติชน" จึงขอนำข้อชี้แจงของผู้บริหาร ธปท.มาเสนอในรายละเอียดดังนี้

@ นางสุชาดา กิระกุล

ผอ.อาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ

"สิ่งที่ ธปท.เป็นห่วงคือ ผลกระทบรอบที่ 2 จากราคาน้ำมัน"

"หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมามีคำถามว่า นโยบายการเงินช่วยดูแลเงินเฟ้อ ที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้อย่างไร โดยมีการมองออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกมองว่าอัตราเงินเฟ้อมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันทางด้านต้นทุน (Cost Pushed) จากปริมาณน้ำมัน ที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ (Supply shock) ทำให้การใช้นโยบายการเงิน ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าปัญหาเงินเฟ้อ ส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากแรงกดดัน ของความต้องการอุปโภคบริโภคที่มากขึ้น (Demand Polled)

จากข้อมูลที่ ธปท.เห็นคือ ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกได้ปรับราคาขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 เฉลี่ย 33.6 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 25% มาถึงปี 2548 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 49.3 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 50% และในปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 61.50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 40%

ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมากขนาดนี้ แต่ทำไมภาวะเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดีถึง 5.3% ในปี 2547 และ 4.8% ในปี 2548 และยังคาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 4.9% ในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ถึง 6.2%, 4.5% และ 4.25-5.25% ตามลำดับ

จึงสะท้อนว่า แม้ราคาน้ำมันจะสูง แต่เศรษฐกิจยังไปได้ จึงเป็นไปได้ที่ Cost Pushed จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และ Demand Polled จากความต้องการของเศรษฐกิจที่ยังสูง ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูง นอกจากนี้ราคาน้ำมันได้ปรับขึ้นมาหลายปี ไม่ใช่การขึ้นราคาชั่วคราวเช่นในอดีต ซึ่งตอนนี้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้สะสมและส่งผ่านไปที่ราคาสินค้าแล้ว

สิ่งที่ ธปท.เป็นห่วงคือ เมื่อราคาน้ำมันขึ้น วัตถุดิบมีราคาสูง จะมีการส่งผ่านทำให้ราคาสินค้า ค่าบริการ ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น จนเกิดสิ่งที่เรียกว่าผลกระทบรอบที่ 2 จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น (Second Round Effect) ดังนั้น บทบาทของ ธปท. ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ จึงต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอาร์/พี ซึ่งเป็นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแล 2 สิ่ง คือ

1.ดูแลไม่ให้เกิด Second Round Effect 2.เพื่อลดการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับขึ้นแรงๆ อีก

เพราะเมื่อไรที่เราไม่สามารถดูแลได้ แล้วเอกชนมองว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะสูงขึ้นมาก ก็จะกลายเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะคนไม่รู้ว่าจะออมเงินทำไม ออมแล้วปีหน้าจะสามารถซื้อของได้หรือไม่ ขณะที่ภาคธุรกิจก็จะคิดว่า ลงทุนไปแล้วผลตอบแทนอาจไม่คุ้มค่า เพราะมีความไม่แน่นอนอยู่สูงมาก

กนง.จึงต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลออุปสงค์ จนทำให้ระดับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นกลับเข้าสู่ราคาในจุดที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนกลับไปดู จะพบว่าช่วงแรกของวัฏจักรดอกเบี้ยรอบนี้ เริ่มต้นในเดือนสิงหาคม 2547 ขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% เท่านั้น กนง.ค่อยปรับขึ้นมาเป็นลำดับ โดยขณะนั้นอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยยังต่ำมาก แต่ระยะหลังเศรษฐกิจถีบตัวสูงขึ้น อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงกว่าก่อนวิกฤตอีก ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจใกล้จะถึงระดับศักยภาพแล้ว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูง และเมื่อมองใน 8 ไตรมาสข้างหน้ามีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะออกนอกเป้าที่ 3.5% จึงมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว

เราบอกไม่ได้ว่าดอกเบี้ยที่เหมาะสมควรอยู่ระดับที่เท่าใด แต่มันจะต้องเป็นระดับที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพในระยะยาว

เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่คือ เงินเฟ้อปรับขึ้นเกินสิ่งที่เหมาะสมในระยะยาวหรือไม่ โดยดูไป 8 ไตรมาสข้างหน้าว่าจะเกินเป้าหมายเพียงใด

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเพราะเงินเฟ้อในเดือนเมษายน และพฤษภาคม ได้ปรับขึ้นสูงกว่าที่เราคาดไว้ เราจึงต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เนื่องจากมีโอกาสที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ออกนอกเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันดิบดูไบในไตรมาสที่ 2 ขึ้นเร็วกว่าที่คาด จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 63 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ตอนนี้มาอยู่ที่ 64 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

หากถามว่าถ้า กนง.ไม่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุด จะเกิดอะไรขึ้น ต้องบอกว่าเวลาพิจารณาดอกเบี้ยจะต้องดูทั้ง 2 ด้าน คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ทุกสำนักต่างคาดกันว่าปีนี้น่าจะเติบโต 4-5% ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ได้ แต่เงินเฟ้อที่สูงมาก และหากอนาคตสูงจนออกนอกเป้าหมายจะกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างมาก เราจึงคิดว่าไม่เสี่ยงดีกว่า"

@ นางสมศจี ปัทมกิจสกล

ผู้บริหารส่วน ส่วนวิเคราะห์เศรษฐกิจด้านอุปทาน

"จีดีพียังขยายตัวได้ดี เนื่องจากภาคการผลิตปรับตัวรับราคาน้ำมันสูงแล้ว"

"ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่มีการพึ่งพาน้ำมันสูง ซึ่งจากการศึกษาผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตภาคต่างๆ พบว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้ต้นทุน ภาคขนส่งเพิ่มขึ้น 2.56% ภาคอุตสาหกรรมเพิ่ม 1.19% ภาคเหมืองแร่เพิ่ม 0.95% ภาคบริการเพิ่ม 0.24% ซึ่งในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ราคาน้ำมันดีเซลได้ปรับขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 62.8% แต่หากพิจารณาจีดีพีรายสาขาในไตรมาสเดียวกัน จะพบว่าจีดีพีของภาคขนส่งขยายตัวได้ 2% ภาคอุตสาหกรรม 2.9% และภาคเกษตร 9%

การที่จีดีพีในช่วงดังกล่าวขยายตัวได้ดี เนื่องจากภาคการผลิตได้ปรับตัวเพื่อลดภาระจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เห็นได้ชัดเจนเมื่อปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว การใช้ลดลงอย่างชัดเจนและใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในปี 2547 ปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินขยายตัว 0.3% ปี 2548 ลดลง 5.4% และเดือนเมษายน 2549 ลดลง 0.8% ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลขยายตัว 11%, 0.03% และลดลง 18.5% ตามลำดับ

จีดีพีที่ชะลอลง ไม่ได้มีผลมาจากการผลิต แน่นอนว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนเพิ่ม แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัว และโครงสร้างการพึ่งพาน้ำมันของแต่ละภาค ซึ่ง ธปท.ยังไม่เห็นว่ามีสิ่งใดที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้ เพราะเขามีการปรับตัวกันระดับหนึ่ง เช่น ภาคการเกษตร ปรับตัวโดยใช้น้ำมันลดลง ประกอบราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้รับแรงกดดันได้ค่อนข้างดี ภาคอุตสาหกรรม แม้จะมีข้อจำกัดในการขึ้นราคาสินค้า แต่ปรับตัวด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน และค่าใช้จ่าย ภาคขนส่ง ปรับตัวด้วยการรณรงค์ให้ใช้พลังงานทดแทน และมีการลดจำนวนเที่ยวลงตลอดจนบริหารจัดการที่ดีขึ้น"

หน้า 20


จับตา ตลาดทุน สัปดาห์นี้ ดูทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2549

รายงานพิเศษ มติชนรายวัน วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10320

นักวิเคราะห์ตลาดหลักทรัพย์รายหนึ่งใช้คำบรรยายอาการของตลาดหุ้นทั่วเอเชีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไว้อย่างเห็นภาพลักษณ์ได้ชัดเจนว่า เหมือนอาการของคน "คายของเก่า" ออกมาจนหมดเรี่ยวหมดแรง

พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ตลาดหุ้นทั่วเอเชียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชวนกัน "อ้วก" เป็นทิวแถว จะมีเว้นอยู่บ้างก็เพียงเจ้าเดียวเท่านั้นคือ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้

เฉพาะวันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา หุ้นในเอเชียก็ทำสถิติร่วงลงวันเดียวมากที่สุดในรอบ 2 ปี ตลาดหุ้นใหญ่ที่รูดลงมามากที่สุดก็คือตลาดหุ้นที่บอมเบย์ ประเทศอินเดีย สิริรวมแล้วดัชนี เซนเส็กซ์ ร่วงลงไปทั้งหมด 460.95 จุด หรือ 4.7 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 9295.81 จุด รองลงมาเป็นที่เกาหลีใต้ ดัชนีคอสปิ หายไปวูบเดียว 43.71 จุด หรือ 3.5 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือนคือ 1223.13 จุด ที่อยู่ในอันดับต้นๆ อีกเจ้าก็คือ ตลาดหุ้นโตเกียว ดัชนีนิกเคอิ รูดลงมา 462.98 จุด หรือ 3.1 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 15000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน

ในตลาดโตเกียวนั้นมีการเทขายกันออกมาอย่างมโหฬารที่สุดในรอบกว่า 1 ปีในวันนั้น

ถ้าจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นเหล่านี้ คำตอบง่ายๆ ก็คือ ทั้งหมดเกิดขึ้นจากผลกระทบในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงเอาๆ แล้วส่งผลกระทบต่อเนื่องออกมา โดยเฉพาะในเชิงจิตวิทยา

สาวให้ลึกลงไปกว่านั้นจะเห็นว่า วอลล์สตรีท เทขายกันถล่มทลายทันทีที่ เบน เบอร์แนงคี ประธานกองทุนสำรองแห่งรัฐ (เฟด) หรือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ตัวเลขแสดงภาวะเศรษฐกิจอเมริกันชี้ให้เห็นว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปยังเป็นเรื่องจำเป็น

พูดแค่นั้นเอง ยังไม่ได้ขึ้น แต่ก็ส่งผลกระทบทันที 2 อย่าง อย่างแรกก็คือหุ้นรูดมหาราชอย่างที่รู้ๆ กัน อีกอย่างก็คือ ธนาคารกลางหลายประเทศพากันขยับตัว ปรับดอกเบี้ยขึ้นเป็นทิวแถว ตั้งแต่ยุโรปมาเอเชียไปยันแอฟริกา

ธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) เพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว เช่นเดียวกับ แบงก์ชาติของอินเดีย ไทย เกาหลีใต้ ตุรกี และเดนมาร์ก เรื่อยไปจนถึงแอฟริกาใต้ ส่วนใหญ่แล้วประเทศเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งปรับขึ้น แต่เป็นการปรับขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการขึ้นดอกเบี้ยที่เป็นมาพักใหญ่ อีซีบีนั้นขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 แล้วนับตั้งแต่ธันวาคมที่ผ่านมา ไต้หวันยิ่งแล้วใหญ่การปรับขึ้นครั้งล่าสุดคือการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 นับตั้งแต่ปี 2547 โน่น ส่วนแบงก์ชาติบ้านเราก็ขึ้นดอกเบี้ยมาตลอดระยะเวลา 22 เดือนให้หลังทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นราวๆ 4 เท่าตัว

สหรัฐอเมริกานั้นคาดกันว่าจะขึ้นอีกครั้งในตอนปลายเดือนมิถุนายนนี้ เป็นครั้งที่ 17 ต่อเนื่องกัน ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (เฟด ฟันด์ เรต) ไปอยู่ที่ 5.25 เปอร์เซ็นต์-และไม่น่าจะหยุดอยู่แค่นั้น

ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์สั้นๆ กันบ้าง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่บรรดาแบงก์ชาติทั้งหลายพากันขึ้นดอกเบี้ยพร้อมๆ กันเหมือนคราวนี้ นั่นคือในปี 2543 ตอนที่ทั่วโลกเผชิญปัญหาใหญ่คือ ปัญหา "วายทูเค" ที่พากันโหมประโคมว่า ลิฟต์จะทำงานไม่ได้ เครื่องบินจะร่วงลงจากฟ้า ธุรกิจพากันชะลอตัว คอมพ์ขายไม่ออกกันเป็นแถว สิ่งที่บรรดาแบงก์ชาติทั้งหลายพากันทำก็คือ พากันอัดเงินเข้าไปในระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจพังพาบลงไป ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อ "วายทูเค" ไม่เป็นจริงอย่างที่คาดก็คือ ภาวะฟองสบู่เงินท่วมตลาดไปหมด เพื่อขจัดเงินส่วนเกินในตลาดที่จะส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อและการใช้จ่ายอย่างไร้ระเบียบวินัย บรรดาธนาคารกลางของแต่ละประเทศก็พร้อมใจกันขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่องตลอดปี 2543

ผลที่ตามมาก็คือ เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในหลายประเทศ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง อลัน กรีนสแปน อดีตประธานเฟดช่วยฟื้นสภาพดังกล่าวด้วยการเริ่มต้นลดอัตราดอกเบี้ยลงในตอนต้นปี 2544 แล้วลดลงเป็นซีรีส์มาตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตอนนี้เกิดขึ้นจากปัญหาที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นภาวะการขาดสมดุลทางการเงินของโลก เมื่อมีเงินออมมหาศาลอยู่ในจีนและเอเชีย ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีหนี้สินจำนวนมหาศาล จนจำเป็นต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ให้พอกพูนเพิ่มมากขึ้นไปอีก, มีปัญหาราคาน้ำมันดิบที่แขวนอยู่ในระดับเกินกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะปริมาณความต้องการมหาศาลของประเทศอย่างจีนและอินเดีย ประกอบกับปัญหาความยุ่งยาก ของสถานการณ์ทางการเมือง ในตะวันออกกลาง แหล่งน้ำมันดิบสำคัญที่สุดของโลก

ทั้งหมดทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับระหว่างประเทศลดลง และเมื่อเห็นได้ชัดว่า มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ในสหรัฐอเมริกาอีกแน่นอน สิ่งที่นักลงทุนเหล่านั้นทำก็คือเทขายหุ้นในมือทิ้ง หอบเงินกลับไปหาอะไรลงทุนที่มันเสี่ยงน้อยกว่า อย่างเช่นพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเชื่อกันว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา จะทำให้ผู้บริโภคเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ย พร้อมๆ กับปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและอื่นๆ เกิดการชะลอการจับจ่ายใช้สอย การบริโภคของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกานั้นถือเป็นสัดส่วนสำคัญคือ 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา นั่นหมายความว่าอาจจะเกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหรัฐขึ้น

เช่นกันการหยุดจับจ่ายของคนอเมริกันก็จะทำให้สินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาขายได้น้อยลง ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ๆ ถึงได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าตั้งแต่ญี่ปุ่น อินเดีย เรื่อยไปจนถึงเกาหลีใต้ และไทย

ใครพึ่งพาการส่งออกมากก็เจ็บตัวมากเท่านั้นละครับถ้าเกิดกำลังซื้อทั่วโลกลดลงเพราะดอกเบี้ยแพง

ผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์เขาบอกว่า 1-2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ทุกคนควรจับตามองสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกให้ดีๆ ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ เรื่อยไปจนถึงภาวะตลาดหุ้น

เพราะมันจะบอกเป็นนัยๆ ครับว่า ครึ่งปีหลังนี้เราจะตกอยู่ในสภาพลำบากยากเย็นขนาดไหนกัน!

หน้า 20