หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
พนันบอล ปัญหาที่ซ้ำซาก แก้ไขได้ยากจริงหรือ ?

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3800 (3000)

แทบจะทันทีที่มหกรรมฟุตบอลโลก 2006 เริ่มกรุ่นกระแส เรื่องราวของวงจรอุบาทว์ก็เริ่มขึ้น จะเป็นวงจรอุบาทว์ที่ต่อเนื่องยาวนานถึง 1 เดือนเต็มในรูปแบบของ "พนันฟุตบอล" ปัญหาเรื้อรังที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน กลายเป็นภัยมืดที่มอมเมา คุกคามชีวิต สวัสดิภาพ เป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรมในทุกรูปแบบ ที่ลุกลามไปทุกระดับชั้นไม่เว้นแม้แต่เด็กและเยาวชน

ด้วยปัญหาเช่นนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงจัดทำโฟกัสกรุ๊ป ในหัวข้อ "พนันบอลปัญหาที่ซ้ำซาก แก้ไขได้ยากจริงหรือ ?" โดยการเชื้อเชิญกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องในวงการพนันบอล ทั้งเจ้ามือรับแทงบอล ผู้แทงบอล รวมไปถึงคนเดินโพย ร่วม 40 ชีวิตทั้งหญิงและชายที่มีตั้งแต่วัยนักเรียนไปจนถึงคนทำงาน มาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อเป็นการป้องปรามปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น ดำเนินรายการโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์สุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีฝ่ายศูนย์การศึกษา

จากการเสวนาครั้งนี้พบว่าจุดเริ่มต้นของผู้ที่จะเข้าสู่วงจรอุบาทว์นั้นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่กลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิด ด้วยการเล่นตามกันเพื่อความสนุก ได้ลุ้นติดปลายนวมเพื่อสีสันในการชมฟุตบอล สำหรับการเริ่มเล่นในครั้งแรกนั้น โดยมากจะเริ่มเล่นกันตั้งแต่ในระดับมัธยมต้น หรือ ปวช. ที่ใช้เงินค่าขนมหรือใช้เงินที่หลอกผู้ปกครองมาเล่น ไปจนถึงระดับคนทำงาน ส่วนสนนราคาค่าพนันเฉลี่ยตั้งแต่ 500-3,000 บาท และจะเพิ่มมากขึ้นตามหน้าที่การงานและอัตราเงินเดือน และมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ในวงเสวนากล่าวว่า ล้วนแต่เสียมากกว่าได้ทั้งสิ้น

สิ่งเร้าสำคัญที่ก่อให้เกิดการพนันบอลอย่างมากนั้น ตกเป็นเรื่องของ "สื่อ" ทั้งในรูปแบบของหนังสือพิมพ์กีฬา นิตยสาร อินเทอร์เน็ต ทีวี วิทยุ ที่ไม่เพียงแต่นำเสนอเรื่องราวของการแข่งขันฟุตบอล ทีมฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังมีการให้ราคาต่อรอง ทั้งข้อมูลวิเคราะห์ทีม วิเคราะห์ผู้เล่น วิเคราะห์คู่แข่งอย่างละเอียดยิบ ซึ่งกลายเป็นข้อมูลสำคัญในการแทงบอลให้กับผู้พนัน

ปัจจุบันมีแหล่งรับพนันบอลกระจายทั่วเมืองในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่รูปแบบดั้งเดิมคือ มีการตั้งโต๊ะพนันบอล มีคนเดินโพย โดยเฉพาะในแหล่งใกล้สถานศึกษาการรับพนันบอลจะแพร่กระจายไปสู่ร้านอาหาร วินมอเตอร์ไซค์ หอพัก ที่สำคัญคือ โต๊ะสนุกเกอร์ และร้านเกม ช่องทางที่เข้าใกล้เยาวชนได้ง่ายที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีไม่น้อยที่ปรับเปลี่ยนวิธีการรับแทงบอลผ่านทางโทรศัพท์ โดยชำระเงินด้วยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร ส่วนพวกเงินหนาทุนเยอะก็จะเล่นกับโต๊ะบอลต่างประเทศผ่านทางอินเทอร์เน็ตไปเลย ด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้การจับกุมเป็นไปได้ยากมากขึ้น จนกลายเป็นปัญหาซ้ำซากเรื้อรังที่แก้ไม่ตกเสียที

ต้นตอของปัญหาพนันบอลนั้น ในวงเสวนาเห็นว่าเกิดจากนิสัยของคนไทยที่มีการพนันอยู่ในสายเลือด ประกอบกับในวงการพนันมีการพัฒนารูปแบบการรับพนัน การเดินโพย การซ่อนหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเข้ามามีบทบาท ที่สำคัญคือ ตำรวจไม่ได้มีการปราบปรามอย่างจริงจังด้วย แหล่งรับพนันบอลทั้งหลายล้วนแต่มีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ปัญหานี้จึงกลายเป็นปัญหา "ลูบหน้าปะจมูก" ซ้ำซากจนยากกับการแก้ไขเช่นทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม ในวงเสวนายังเชื่อว่าปัญหานี้ยังมีทางออก โดยหลายฝ่ายต้องช่วยกัน เริ่มจากผู้ใหญ่ หรือผู้ทรงอิทธิพลต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้มงวดในการจับกุม โดยเริ่มที่โต๊ะบอลเป็นจุดแรก ทั้งยังต้องโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ลด ละ เลิก การพนันบอล รวมถึงสื่อมวลชนก็ควรจะงดการให้ข้อมูลที่เอื้อการส่งเสริมการพนันเช่นกัน

นับวันวงจรอุบาทว์การพนันบอลนี้กลายเป็นปัญหาที่แทรกซึมไปทุกที่ นับเป็นอบายมุขที่คืบใกล้สู่ลูกหลานในทุกขณะ แม้ปัญหานี้จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากจำเจจนเชื่อกันว่ายากต่อการแก้ไขก็ตาม หากยังมีความเชื่อลึกๆ อยู่ว่าปัญหาการพนันบอลนี้จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายที่จะต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงใจ

หน้า 2


อานิสงส์ World Cup 2006 กระตุ้นธุรกิจ 1.5 หมื่นล้าน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3800 (3000)

พฤติกรรมในการติดตามและการรับชมมหกรรมฟุตบอลโลก

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความสนใจในมหกรรมฟุตบอลโลกในระดับน้อยร้อยละ 41.3 รองลงมาได้แก่ระดับปานกลาง ร้อยละ 23.2 ตามลำดับ

โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะเริ่มติดตามฟุตบอลโลกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบรองชนะเลิศมากที่สุด รองลงมาได้แก่รอบก่อนรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ ตามลำดับ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า คนส่วนใหญ่จะติดตามดูมหกรรมฟุตบอลโลกอย่างต่อเนื่องและเป็นประจำตั้งแต่รอบก่อนรองชนะเลิศเป็นต้นไป นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 71 จะไม่พลาดการติดตามชมการถ่ายทอดสดรอบชิงชนะเลิศ

เมื่อสอบถามถึงรูปแบบการรับชมการถ่ายทอดสดมหกรรมบอลโลก พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะติดตามผ่านโทรทัศน์ รองลงมาได้แก่ วิทยุ โดยจะติดตามชมมหกรรมบอลโลกคนเดียว รองลงมาได้แก่ติดตามกับครอบครัว โดยเฉลี่ย 4 คน และกับกลุ่มเพื่อนโดยเฉลี่ย 6 คน

และเมื่อสอบถามถึงสถานที่ในการติดตามชม พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะรับชมอยู่ที่บ้านกว่าร้อยละ 77 รองลงมาได้แก่ร้านอาหาร และสถานบันเทิงยามค่ำคืน ตามลำดับ

ทีมฟุตบอลที่ชื่นชอบและคาดว่าจะได้เป็นแชมป์โลก

จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับทีมฟุตบอลโลกที่ชื่นชอบ พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 20.94 ชื่นชอบทีมชาติอังกฤษ ร้อยละ 18.61 ชื่นชอบทีมชาติบราซิล ร้อยละ 17.86 ชื่นชอบทีมชาติอิตาลี ตามลำดับ นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงทีมชาติใดจะได้เป็นแชมป์โลก พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 29.45 คิดว่าทีมชาติบราซิลจะเป็นแชมป์โลก รองลงมาร้อยละ 20.46 ทีมชาติอังกฤษ และร้อยละ 19.14 ทีมชาติอิตาลีตามลำดับ

พฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก

1. พฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก

ในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลกกลุ่มตัวอย่างจะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายในเรื่องของสุรา/ไวน์มากที่สุด รองลงมาได้แก่การพนันบอล และการซื้อหนังสือพิมพ์ตามลำดับ โดยค่าใช้จ่ายโดยรวมในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 65 มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับรายจ่ายปกติในปัจจุบัน ร้อยละ 34.0 ค่าใช้จ่ายไม่เปลี่ยนแปลงและร้อยละ 1.0 ค่าใช้จ่ายลดลง

2. จำนวนเงินโดยเฉลี่ยที่จะใช้จ่ายในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก

เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินโดยเฉลี่ยที่จะใช้จ่ายในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก พบว่าค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดได้แก่ค่าใช้จ่ายจากการพนันบอล รองลงมาได้แก่การซื้อโทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ และการติดตั้งสัญญาณดาวเทียม/เคเบิลทีวีตามลำดับ (ดูตารางรายการประกอบ)

3. ที่มาของเงินที่ใช้ในช่วงมหกรรมฟุตบอล

โดยเงินที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะนำมาใช้จ่ายจะได้มาจากเงินเดือนมากที่สุด รองลงมาได้แก่เงินออมและโบนัส ตามลำดับ (ดูกราฟประกอบ)

การพนันบอลในช่วงมหกรรมบอลโลก 2006

1. สัดส่วนของการเล่นพนันฟุตบอลของกลุ่มตัวอย่าง

จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง 1,209 ตัวอย่างเกี่ยวกับการเล่นหรือไม่เล่นพนันบอล พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63.0 ไม่เล่นพนันบอล มีเพียงร้อยละ 37.0 ที่มีการเล่นพนันบอล โดยกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลจะมีการเล่นพนันบอลมากที่สุด รองลงมาได้แก่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตามลำดับ โดยกลุ่มตัวอย่างจะมีอายุระหว่าง 20-29 ปี มีระดับการศึกษาในระดับปริญญาตรี และมีอาชีพเป็นพนักงานเอกชนมากที่สุด

2. จำนวนเงินที่เล่นต่อนัด จำแนกตามระดับอายุ และระดับรายได้

เมื่อพิจารณาระดับอายุที่เล่นพนันบอล พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 30-39 ปี มากที่สุด รองลงมาได้แก่ กลุ่มที่มีอายุ 26-29 ปี และกลุ่มที่มีอายุ 40-49 ปี ตามลำดับ แต่สิ่งที่น่าวิตกก็คือ กลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีที่มีการเล่นพนันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10,000 กว่าบาท ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มดังกล่าวยังไม่มีรายได้

เมื่อพิจารณาถึงระดับรายได้ของผู้เล่นพนันบอล พบว่าผู้ที่มีระดับรายได้ยิ่งสูงจะพนันบอลมากตามระดับรายได้ที่สูงขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท 15,000-20,000 บาท และรายได้มากกว่า 40,001 บาท ที่มีการเล่นพนันโดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่าระดับรายได้ที่ตนเองได้รับอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นโอกาสที่จะมีการก่อหนี้ก็มีสูงเช่นกัน

3. พฤติกรรมการเล่นพนันบอลของบุคคลที่รู้จัก

เมื่อสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างถึงบุคคลที่กลุ่มตัวอย่างรู้จักว่ามีการเล่นพนันบอลหรือไม่ พบว่าร้อยละ 68.6 มีการเล่นการพนันบอล และร้อยะ 31.4 ไม่มีการเล่นการพนันบอล โดยกลุ่มคนที่รู้จักจะเล่นพนันบอลในทีมที่ตนเองชื่นชอบมากที่สุด รองลงมาได้แก่การเล่นบางนัดเท่านั้น และเล่นทุกนัดตามลำดับ

โดยกลุ่มตัวอย่างที่เล่นพนันฟุตบอลส่วนใหญ่จะเล่นเนื่องจากรางวัลจากการพนันที่อยู่ในระดับที่สูง รองลงมา เล่นการพนันบอลเพื่อความสนุก และเพื่อนชักชวน ตามลำดับ

4. เปรียบเทียบการพนันบอลเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และการพนันบอลเทียบกับลีกต่างๆ ว่ามีการพนันบอลแตกต่างกันหรือไม่

เมื่อเปรียบเทียบการพนันบอลในมหกรรมฟุตบอลในปี 2006 เทียบกับเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา พบว่าในมหกรรมฟุตบอลโลก 2006 นั้น ร้อยละ 65.6 มีการเล่นการพนันที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2002 ร้อยละ 21.9 มีการเล่นพนันเท่าเดิม และร้อยละ 5.6 เล่นการพนันบอลลดลง ส่วนร้อยละ 7.0 ยังไม่แน่ใจ

และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่มีลีกต่างๆ ก่อนที่จะมีมหกรรมฟุตบอลโลก พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 62.6 เห็นว่าในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลกจะมีการพนันเพิ่มขึ้นมากกว่าลีก ร้อยละ 14.9 เห็นว่ามีการพนันเท่ากัน ร้อยละ 15.8 เห็นว่ามีการพนันลดลง และร้อยละ 6.7 ยังไม่แน่ใจ

และเมื่อสอบถามทรรศนะเกี่ยวกับการเปิดให้มีการพนันบอลอย่างถูกกฎหมาย พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 69.6 ไม่เห็นด้วยที่จะมีการเปิดให้มีการพนันบอลอย่างถูกกฎหมาย ทั้งนี้เนื่องจากว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นว่าจะทำให้หลายคนหันมาติดการพนันกันมากขึ้น มีหนี้สินเพิ่มขึ้น เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 31.4 ที่เห็นว่าควรมีการเปิดการพนันบอลอย่างถูกกฎหมายโดยให้เป็นการเปิดโดยภาครัฐร้อยละ 25.5 เปิดโดยเอกชน ร้อยละ 4.9 ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระดับรายได้ที่รัฐจะสามารถจัดเก็บได้จากการเปิดพนันบอลถูกกฎหมายมีมาก

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก 2006

จากการสอบถามถึงผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมในช่วงฟุตบอลโลก 2006 พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นว่าในช่วงที่มีมหกรรมฟุตบอลโลกจะส่งผลให้มีปัญหาอาชญากรรม, โจรกรรมเพิ่มขึ้นมากที่สุด รองลงมาได้แก่ก่อให้เกิดหนี้สินเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดการพนันผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่เห็นด้วยน้อยกับผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมในช่วงฟุตบอลโลกได้แก่ ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นในช่วงฟุตบอลโลก

สรุปว่ามหกรรมฟุตบอลโลก 2006 จะทำให้คนไทยใช้จ่ายในระดับเศรษฐกิจ (กิจกรรมที่ถูกกฎหมาย) เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 15,000 ล้านบาท หรือมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% โดยมีการใช้จ่ายที่สำคัญในสินค้าในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 5,000 ล้านบาท

กลุ่มการโฆษณาและสื่อสิ่งพิมพ์ 4,000 ล้านบาท กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า การสื่อสารและไปรษณีย์ 1,500 ล้านบาท กลุ่มร้านค้าและภัตตาคาร 1,000 ล้านบาท กลุ่มเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา 500 ล้านบาท และอื่นๆ 3,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยส่งผลให้เศรษฐกิจ (GDP) ขยายตัวจากเดิม 0.05-0.07%

หน้า 2