หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เอกชนผนึกขับเคลื่อน ศก.พอเพียง

กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549

เตรียมจัดซีอีโอ ฟอรัม เดือนกรกฎาคมนี้ ดึงหัวกะช่วยประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดันเศรษฐกิจเติบโตแบบยั่งยืน-Shift ประเทศไทย

เอกชนรวมพลังครั้งใหญ่ผลักดันปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประยุกต์ใช้กับองค์กรธุรกิจอย่างจริงจัง หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เติบโตแบบยั่งยืน พลิกประเทศสู่ดาวเด่น ทุกประเทศต้องหันมาจับตามอง โดยอาศัยจังหวะคนไทย ตื่นตัวช่วงเฉลิมฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เตรียมจัดเวที ซีอีโอ ฟอรัม ระดมสมอง สร้างความเข้าใจถูกต้อง พร้อมนำไปปฏิบัติจริงสู่ภาคเอกชน ตั้งเป้าสิ้นปีเห็นรูปธรรม

ในช่วงการเฉลิมฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกภาคส่วนของสังคมได้เริ่มหันมา ตามรอยพระยุคลบาท โดยยึดหลักการทั้งหลายที่ทรงแสดงให้เห็น มาใช้เป็นหลักปฏิบัติ โดยเฉพาะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy ) ที่ทรงพระราชดำรัสมานานถึง 25 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าภาคการเกษตรเท่านั้น ที่สามารถนำไปประยุกต์จนเกิดเป็นรูปธรรม

กระทั่งมาถึงวันนี้ ภาคเอกชน องค์กรธุรกิจ เริ่มเห็นตรงกันว่า หลักการเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดร่วมสมัย สำหรับภาวะเศรษฐกิจ และสังคมในโลกปัจจุบัน จึงควรเร่งแปลงทฤษฎีอันทรงคุณค่านี้ ไปสู่แนวปฏิบัติอย่างจริงจัง

ล่าสุดจึงได้ก่อตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ด้านองค์กรภาคธุรกิจเอกชน โดยมีดร. อาชว์ เตาลานนท์ เป็นประธาน

ดร.อาชว์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า คณะทำงานชุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ที่มี ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นประธาน ทั้งนี้เพื่อน้อมนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงจังหวะเวลาดีเช่นปีนี้ ซึ่งเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ประชาชนกำลังปลื้มปีติกับพระอัจฉริยภาพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

3 หัวใจหลักเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงหลักการ 3 อย่าง คือ 1.ความพอประมาณ 2.ความมีเหตุผล 3.การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว โดยมีความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม เป็นเงื่อนไขสำคัญในทางปฏิบัติ

โดยความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียง ต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆอย่างรอบคอบ

ส่วนการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว เป็นการเตรียมพร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล คือมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่รอบคอบและรัดกุม

จัดซีอีโอ ฟอรัม ประยุกต์ใช้กับธุรกิจ

ดร.อาชว์ กล่าวว่า จากหลักการเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 3 ข้อหลัก คณะทำงานต้องขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่ภาคธุรกิจเอกชน ให้เห็นเป็นรูปธรรมภายในสิ้นปีนี้ ขณะนี้เริ่มต้นจากการให้ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และค้นหาตัวอย่างบริษัทหลากหลายขนาด และประเภทการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

โดยเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีการจัดสัมมนาผู้บริหารองค์กรธุรกิจระดับสูง หรือซีอีโอ ฟอรัม เพื่อระดมสมองแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่การปฏิบัติ ครั้งแรก โดยเชิญกลุ่มบริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ เข้ามาร่วมเพื่อเป็นตัวนำที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้น ที่จะศึกษาและนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติให้ได้ผล อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี ) ธนาคารไทยพาณิชย์ ปูนซิเมนต์ไทย สหพัฒน์ เป็นต้น รวมทั้งบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก อย่างบริษัทผลิตกระดาษสาที่จังหวัดเชียงใหม่ และจะมีการจัดขึ้นอีกครั้งปลายปี ซึ่งจะทำต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ

เร่งกำหนดตัวชี้วัด

ดร. อาชว์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญอีก 2 เรื่องที่ต้องดำเนินการ คือ 1.พัฒนาตัวชี้วัด (Key Performance Indicators: KPIs) ต่างๆ ออกมา เพื่อให้ใช้เป็นเกณฑ์การประเมินให้กับบริษัทธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีขนาดแตกต่างกัน และประเภทที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถวัดได้ว่า แค่ไหนพอประมาณ ระดับไหนมากไปหรือน้อยไป 2.นำเอาหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง มาเชื่อมโยงกับหลักธรรมาภิบาลของก.ล.ต. และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD: Thai Institute of Directors ที่ใช้กำกับดูแลบริษัทในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 17 ข้อ ที่จะเสนอให้กับผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนใหม่ จะทำให้สามารถขยายผลเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปยังบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้ เชื่อว่าจะทำให้บริษัทที่ทำตาม ได้รับความน่าเชื่อถือจากประชาชน ส่งผลทำให้ราคาหุ้นของบริษัทสูงขึ้น จากปกติที่ใช้หลักธรรมาภิบาล จะสูงกว่าหุ้นปกติ 15-20%

ซีอีโอต้องรู้จักคำว่าพอเพียง

ส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงให้ได้ผล ดร.อาชว์ กล่าวว่า ยังต้องปรับแนวคิดคนในองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง เช่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กรรมการผู้จัดการต้องรู้จักประเมินตนเอง ต้องมีใจรู้จักคำว่าพอเพียง ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ แต่ก็มีวิธีการช่วยด้วยการมีคณะกรรมการบริหารภายในองค์กร ควรเข้ามาถ่วงดุลอำนาจในการกำหนดยุทธศาสตร์องค์กร ให้อยู่ภายใต้แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงได้

โดยเปรียบผู้บริหารระดับซีอีโอ เหมือนกับเป็นคันเร่ง ขณะที่บอร์ดเปรียบเสมือนเป็นเบรก หลักการดังกล่าว เหมือนกับการบริหารสมัยใหม่จากประเทศตะวันตกที่ใช้หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ที่นิยมใช้กันในบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ยาแก้ยามวิกฤติ

"ทุกวันนี้ มีการพูดถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะมากว่า 25 ปี แต่ไม่มีใครสังเกตจนกระทั่งปี 2540 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เริ่มกล่าวถึงมากขึ้น และเงียบหายไปจนปีนี้ได้กลับมาสนใจกันอีกครั้ง เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี" ดร.อาชว์ กล่าว

สาเหตุหนึ่งที่คาดว่าการประยุกต์ใช้ไม่แพร่หลาย อาจเป็นเพราะช่วงที่ผ่านมา รัฐบาล ข้าราชการ มักจะผูกเศรษฐกิจพอเพียงไว้กับภาคเกษตรเท่านั้น ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรกรกับรากหญ้า ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ แท้ที่จริงแล้วแนวเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบความคิดหลักที่มีด้วยกัน 3 ระดับ เริ่มตั้งแต่ 1.พื้นฐาน คือเกษตรกร 2.ระดับก้าวหน้า คือการรวมกลุ่มเกษตรกรในชุมชนหรือสหกรณ์ และ3.ระดับประเทศ คือกลุ่มค้าขาย อุตสาหกรรม

เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาใช้กับธุรกิจได้จริง เพราะเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้หมายถึงเศรษฐกิจระบบปิด ที่ไม่เกี่ยวข้องกับใคร ไม่ค้าขาย ไม่ส่งออก ไม่ผลิตเพื่อคนอื่น ไม่ได้สนับสนุนการปิดประเทศ หรือหันหลังให้กับกระแสโลกาภิวัตน์ แต่เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัว ไม่ประมาทและไม่โลภมากเกินไป จนเมื่อแข็งแรงพอ สามารถเข้าสู่การแข่งขันในแบบที่สร้างสรรค์ ใช้ประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์อย่างชาญฉลาด รู้เท่าทัน สามารถเลือกรับเฉพาะสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ โดยไม่ขัดกับหลักการ การทำกำไร แต่การได้มาของกำไร ต้องไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น หรือแสวงหากำไรจนเกินควร เกินเหตุ ขูดรีด เบียดเบียนประโยชน์ของสังคม

นอกจากนี้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้ปฏิเสธการเป็นหนี้สิน การกู้ยืมเงิน แต่เน้นการบริหารความเสี่ยง คือแม้จะกู้ยืมเงินมาลงทุน ก็เพื่อดำเนินกิจการที่ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากจนเกินไป สามารถจัดการได้แม้ในภาวะที่โอกาสจะเกิดขึ้นจริงมีไม่มากนักก็ตาม

ยกตัวอย่าง กรณีวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เนื่องจากเอกชนที่ทำธุรกิจไม่ใช้แนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง จึงทำให้เศรษฐกิจฟองสบู่ขึ้น เพราะทำอะไรไม่ได้คิดอย่างมีเหตุมีผล เกิดความโลภ ทำให้กล้าเสี่ยงเกินไป

ส่วนที่หลายคนมองว่าแนวคิดดังกล่าว ขัดแย้งกับการทำธุรกิจในยุคสมัยนี้ ที่มีการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจจากต่างประเทศที่เข้ามานั้น ดร. อาชว์ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้ห้ามไม่ให้ลงทุนหรือขยายธุรกิจ แต่เน้นให้ทำธุรกิจที่ไม่ให้เสี่ยงมากเกินไป ควรลงทุนให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง

“อย่างการลงทุนของเครือซีพี คุณธนินท์ เจียรวนนท์ พูดชัดเจนว่า ถ้าซีพีจะลงทุนแสนล้านบาทถือว่าไม่ประมาณตน เป็นการลงทุนเกินตัว แต่ถ้าลงทุนพันล้านถือว่าน้อยไป แต่ถ้าลงทุนหมื่นล้านบาทอยู่ในระดับพอประมาณ เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ ตามอัตภาพของตนเอง” ดร.อาชว์ กล่าวยกตัวอย่างในฐานะรองประธานกรรมการเครือซีพี

เติบโตแบบยั่งยืน ตัวช่วยพลิกประเทศ

ดร.อาชว์ กล่าวถึงหลักการเศรษฐกิจพอเพียงว่า ถือเป็นอาวุธและเกราะป้องกันที่จะช่วยให้บริษัทไทยอยู่ได้มั่นคงในระยะยาว (Sustainable) และสามารถต่อสู้กับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตักตวงเพื่อแสวงหากำไรในระยะสั้น ซึ่งเป็นหลักการทำธุรกิจ แบบทุนนิยมเก่า เพราะในยุคสมัยนี้ การทำธุรกิจแบบใหม่ เน้นการทำธุรกิจที่ให้ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน ตามหลักของ CESR: Corporate Environment and Social Resposibility ที่ต้องคำนึงถือเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วย

ดร.อาชว์ ย้ำว่า หากการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ในทุกภาคส่วนของสังคม อาจส่งผลให้การวัดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป โดยปัจจุบันคำนึงถึงแต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP (Gross Domestic Product) ว่าจะต้องโต 7-8% แต่ยิ่งตัวเลขจีดีพีโตส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างคนในสังคม และเกิดปัญหาสังคมมากขึ้น ดังนั้นน่าจะถึงเวลาที่ประเทศไทยจะหันมาพิจารณาตัวชี้วัดใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นความสุขของคนในสังคม ซึ่งอาจใช้ Gross National Happiness (GNH) เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของประเทศ (paradigm shift) ซึ่งไม่จำเป็นที่จีดีพีจะต้องโตมาก

แต่ขอให้เติบโตแบบยั่งยืน สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจพอเพียง ทราบว่าขณะนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 10 อยู่ระหว่างการจัดทำ ทางสภาพัฒน์จะใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกระแสหลักในการพัฒนาประเทศ “เชื่อว่า ถ้าทุกคนในประเทศไทยปฏิบัติตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงได้จริง จะเปลี่ยน (Shift) ประเทศไทยไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเทศไทยจะเป็นดาวเด่น (Star) และกลายเป็นมาตรฐาน (BENCHMARK) ที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องหันมาจับตามอง” ดร.อาชว์ กล่าว