หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เกี่ยวกับเรื่องมาตรวัดความสุข

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3800 (3000)

ผมเคยได้ยินหลายคนพูดถึง "GDH (Gross Domestic Happiness)" หรือ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" ซึ่งเป็นมาตรวัดความสุขโดยรวมของสังคมมาบ้างพอสมควร และมีความรู้สึกสนใจในแนวความคิดดังกล่าว

แนวคิดของ GDH เกิดขึ้นมาจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ GDP (Gross Domestic Product ; ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) ในการวัดระดับสวัสดิการโดยรวมของสังคม ซึ่งถูกใช้กันอย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนานโดยนักเศรษฐศาสตร์

ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ภายใต้ข้อสมมติตลาดสมบูรณ์ผู้คนตัดสินใจกระทำกิจกรรมใดๆ (ไม่ใช่เฉพาะแต่การบริโภค) ผ่านตลาดโดยคำนึงถึงต้นทุนและผลตอบแทนของการทำกิจกรรมนั้นๆ ถ้าต้นทุนสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับเราก็ไม่ทำ แต่ถ้าต้นทุนน้อยกว่าประโยชน์ที่ได้รับเราก็ทำกิจกรรมดังกล่าว

ดังนั้นถ้าเรานำเอากิจกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลกมาคูณเข้ากับต้นทุนหรือราคาของมัน แล้วจับเอามารวมกัน เราก็น่าจะสามารถสร้างดัชนีที่ใช้เป็นตัวแทนของระดับสวัสดิการโดยรวมของสังคมได้ และการคำนวณ GDP ก็เกิดขึ้นโดยกระบวนการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริงกิจกรรมส่วนใหญ่ของผู้คนมักไม่ผ่านตลาด และถึงจะผ่านตลาด ก็ไม่ใช่ตลาดสมบูรณ์...อยู่ดีๆ ชาวบ้านทะเลาะกัน ไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวง เราต้องผ่านสนามหลวงทุกวันก็ไม่สบายใจ แต่ไม่มีตลาดไหนจ่ายต้นทุนความไม่สบายใจให้เรา... เราจะกินก๋วยเตี๋ยวมันก็มาทีละชาม ชามละ 20 บาท จะบอกว่าเอา 1.275 จานก็ไม่ได้ และจะเอาก๋วยเตี๋ยวรสชาติเดียวกับที่ใจคิดตอนก่อนซื้อก็ไม่ได้

การนำเอา GDH มาใช้แทน GDP ก็เลยเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เนื่องด้วยภายใต้สภาวะตลาดไม่สมบูรณ์แบบนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้คนจะมี "ความสุข" ลดลง ในประเทศที่รัฐบาลบอกว่า GDP โตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ทุกปี เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของสังคมอยู่ที่การเพิ่มพูนความสุข ไม่ใช่การเพิ่มพูน GDP (ในกรณีที่มันแตกต่างกัน)

อย่างไรก็ตาม เมื่อมานั่งคิดกันอย่างจริงจัง การสร้างมาตรวัดความสุขที่มีความน่าเชื่อถือ และคงเส้นคงวาก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร และถ้าจะสร้างมาตรวัดขึ้นมามั่วๆ ก็ไม่รู้จะสร้างกันขึ้นมาทำไม ...เดี๋ยวก็จะมีคนหน้าด้านมาบอกว่าตอนนี้ GDH ของประเทศไทยอยู่ในระดับสูงที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้นมาอีก

Journal of Economic Perspectives ฉบับก่อนหน้านี้ ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง Development in the measurement of subjective well-being ของ Daniel Kahneman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล แต่ทำงานที่คณะจิตวิทยา และ Alan Krueger นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง โดยทั้งคู่ทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งบทความดังกล่าวได้พูดถึงความพยายามต่างๆ ที่ผ่านมา ที่จะสร้าง "มาตรวัดความสุข" ที่มีความน่าเชื่อถือและคงเส้นคงวา

บทความของผมชิ้นนี้จะหยิบยกเอาปัญหาสำคัญๆ บางประการในการสร้างมาตรวัดความสุขที่ถูกกล่าวถึงอยู่ในบทความของ Kahneman และ Krueger ชิ้นดังกล่าว ปัญหาที่เห็นกันอยู่ชัดเจนของการสร้างมาตรวัดดังกล่าวก็คือ การที่ "ความสุข" เป็นนามธรรมในความหมายกว้าง เป็นเรื่องของ "ทัศนคติส่วนบุคคล" ที่มักแตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุผลนี้เราจึงไม่สามารถสร้างดัชนีวัดความสุขด้วยวิธีการแตกรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้คนทำลงไปแบบวิธีการคำนวณ GDP

...ยกตัวอย่างเช่น ถ้านายปอกินก๋วยเตี๋ยววันละ 3 ชาม และซื้อเสื่อมานอน ส่วนนายทษกินก๋วยเตี๋ยววันละ 10 ชาม และซื้อที่นอนแสนนุ่มมานอน เราจะสรุปเอาเองว่านายทษมีความสุขมากกว่านายปอก็ไม่ได้... นายทษอาจอยากนอนเสื่อ มากกว่าแต่ภรรยาไม่ยอม หรืออาจอยากกินก๋วยเตี๋ยวแค่ 3 ชาม แต่เดี๋ยวมันเสียเกียรติ

ดังนั้นการสร้างดัชนีวัดความสุขที่ชัดเจนที่สุดในเบื้องต้นก็คือการออกไปสอบถามความเห็นของผู้คนภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบันว่า "โดยรวมๆ แล้ว คุณมีความสุขมากแค่ไหนกับชีวิตคุณในปัจจุบัน" โดยให้ผู้คนตอบเป็นสเกลตั้งแต่ 1-4 เพื่อชี้ว่าตนเองไม่มีความสุข ไปจนถึงมีความสุขมาก แล้วนำคำตอบที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย

ถึงแม้จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่ถ้าหากนำเอาดัชนีดังกล่าวไปเปรียบเทียบในกลุ่มคนกลุ่มเดียวกันข้ามเวลา ดัชนีดังกล่าวสามารถทำนายเหตุการณ์ที่ตามมาในอนาคตได้ดีพอสมควร เช่น การสร้างดัชนีลักษณะดังกล่าวเกี่ยวกับความพอใจของงานที่ตนทำอยู่ สามารถทำนายการเปลี่ยนงานของผู้คนในอนาคตได้เป็นอย่างดี

แต่ปัญหาสำคัญของดัชนีที่สร้างขึ้นลักษณะนี้ก็คือ มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาหลายงานพบว่าการตอบคำถามข้างต้น ของผู้คนขึ้นอยู่กับ "ความทรงจำ" ในขณะนั้นของพวกเขาเป็นหลัก โดยเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปไม่นาน จะมีผลกระทบต่อคำตอบมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปนานแล้ว

...สมมติว่าก่อนหน้านั้นถ้าผู้คนมีความสุขดี กินอิ่มนอนหลับ เป็นเวลาเกือบ 20 วัน แต่เมื่อ 2-3 วันก่อนหน้านั้นเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจพวกเขา จนทำให้ต้องไปนั่งประท้วงกลางสนามหลวง ถ้าเราไปถามผู้คนเหล่านั้น ในช่วงหลังนี้ว่าโดยรวมๆ แล้วคุณมีความสุขไหมในช่วงที่ผ่านมา เรามักจะได้รับคำตอบว่า "ไม่มีความสุข"

การ "จำไม่ได้" ว่ามีความสุขแตกต่างจากการ "ไม่ได้รับ" ความสุข ดังนั้นการสร้างดัชนีจากคำตอบที่ได้รับดังกล่าวอาจตกหล่น หรือบิดเบือน จากปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำของผู้คน

นอกจากนั้นดัชนีดังกล่าวยังมีปัญหาความคงเส้นคงวา โดยค่าของดัชนีขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาที่มีการจัดทำดัชนีสูงมาก...ถ้าหากจัดทำดัชนีในวันก่อนหน้าการประท้วงที่สนามหลวงพอดี ค่าดัชนีที่ได้รับจะแตกต่างกันมากกับดัชนีที่จัดทำภายหลังจากนั้น 2-3 วัน

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ มีงานวิจัยหลายงานที่พบว่าระดับความรู้สึกของผู้คนขึ้นอยู่กับ "เป้าหมายส่วนบุคคล" โดยงานเหล่านี้ชี้ว่าผู้คนวัดระดับความรู้สึกของตนเองโดยเปรียบเทียบสถานการณ์ในปัจจุบันกับเป้าหมายในชีวิตของตน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายในชีวิต ทั้งๆ ที่ความสุขที่ได้รับจากกิจกรรมอันหนึ่งอาจอยู่ในระดับเดิม

...สมมติว่า ในช่วงก่อนนายทษเคยทำงานขายพวงมาลัย ถ้านายทษเก็บเงินตกได้ 2 ล้านบาท นายทษจะรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง ในปัจจุบันนายทษคนเดิมจับพลัดจับผลูได้มาเป็นนายกฯ บังเอิญเก็บเงินที่ผู้คนทั้งประเทศทำตกได้ 2 ล้านบาท นายทษอาจรู้สึกแย่ที่เก็บเงินได้น้อยกว่านายกฯคนอื่น... เป้าหมายในชีวิตของนายทษเปลี่ยนไป ทั้งๆ ที่เงินจำนวนดังกล่าวอาจนำมาซึ่งสินค้าและบริการต่างๆ ในปริมาณเท่าเดิม

ดัชนีวัดความสุขที่สามารถลดทอนปัญหาเกี่ยวกับ "ความทรงจำ" และ "เป้าหมายส่วนบุคคล" ได้ดีที่สุดในปัจจุบัน คือ ดัชนีที่สร้างขึ้นโดยใช้วิธีที่เรียกว่า experience sampling method โดยผู้สร้างดัชนีจะสุ่มสอบถามผู้คนเป็นระยะๆ อาจทุกๆ 20 นาที เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยผู้สร้างดัชนีจะมีคำถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำอยู่ ระยะเวลาในการทำกิจกรรม ความรู้สึกของการทำกิจกรรม และตัวแปรต่างๆ ที่อาจกระทบระดับความรู้สึกเข้าไปด้วย

แน่นอนว่าการทำดัชนีดังกล่าวมักถูกใช้ในกลุ่มทดลอง และเราไม่สามารถนำวิธีการดังกล่าว มาใช้คำนวณดัชนีวัดความสุข ในผู้คนกลุ่มใหญ่ได้ มันเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปทั้งกับตัวผู้จัดทำดัชนีและกลุ่มผู้ตอบคำถาม

Kahneman และ Krueger เสนอดัชนีในลักษณะที่มีความต้องการทางด้านข้อมูลที่ลดลง นั่นคือ ดัชนีที่สร้างโดยวิธีการ day reconstruction method โดยผู้สร้างดัชนีอาจสอบถามผู้คนวันละครั้ง โดยในแต่ละครั้งผู้สร้างดัชนีจะมีคำถามเพื่อให้ผู้คนนึกถึงกิจกรรมที่ตัวเองทำและระยะเวลาในการทำกิจกรรมในช่วงวันที่ผ่านมา จากนั้นจะมีคำถามเกี่ยวกับระดับความรู้สึก และตัวแปรต่างๆ ที่อาจกระทบระดับความรู้สึก

ผลลัพธ์ที่ได้ถูกนำไปทดสอบกับดัชนีที่ถูกจัดทำขึ้นโดยวิธีการ experience sampling method และให้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ในหลายๆ ด้าน ซึ่งทำให้ Kahneman และ Krueger เชื่อว่าดัชนีดังกล่าวเป็นดัชนีที่จะใช้วัดระดับความสุขได้ดีอันหนึ่ง

การสร้างดัชนีวัดความสุขที่ผ่านไปนี้เป็นเพียงการสร้างดัชนีวัดความสุขในเชิงเปรียบเทียบ ระหว่างกลุ่มคนกลุ่มเดียวกันข้ามเวลาเท่านั้น... นั่นคือ ดัชนีดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ และคงเส้นคงวาในการวัดระดับความสุขของคนไทยในปีนี้ เปรียบเทียบกับคนไทยในปีหน้า ยังไม่สามารถเปรียบเทียบระดับความสุขระหว่างคนไทยกับเพื่อนลาว หรือเพื่อนพม่าได้

ดัชนีวัดความสุขที่สามารถเปรียบเทียบข้ามกลุ่มคนต้องการกระบวนการเทียบเคียงเพื่อชี้ว่า ระดับความสุขหนึ่งหน่วยในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งจะมีค่าเป็นเท่าไรของระดับความสุขของกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน...GDH เป็นดัชนีในลักษณะหลังนี้ ซึ่ง Kahneman และ Krueger มองว่ายังเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากระดับความรู้ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน

ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมเห็นด้วยกับ Kahneman และ Krueger ว่าการสร้างดัชนี GDH มาใช้ทดแทน GDP ยังเป็นเรื่องยากในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การสร้างดัชนีวัดระดับความรู้สึกบางอย่างมาใช้ประกอบกับ GDP เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

GDP สามารถใช้เป็นตัวแทนของสวัสดิการของผู้คนสำหรับกิจกรรมที่มีตลาดรองรับได้ดีระดับหนึ่ง ดังที่ผมได้อธิบายเอาไว้ในตอนต้น และ GDP ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ หรือทัศนคติส่วนบุคคลดังที่เกิดขึ้นกับดัชนีวัดระดับความสุข

ส่วนที่ตกหล่นหายไปใน GDP อาจทดแทนได้ด้วยการใช้ดัชนีวัดความรู้สึกเฉพาะกิจกรรมหลายๆ ตัวประกอบกัน ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีความพอใจในงานที่ทำ ดัชนีความปลอดภัยในชีวิต ดัชนีความพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านและเพื่อนบ้าน

ดัชนีกลุ่มหลังนี้มีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำน้อยกว่า เพราะเป็นเรื่องที่ผู้คนพบเจอทุกวัน แต่ก็ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติส่วนบุคคลอยู่ดี และไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มบุคคลได้อยู่ดี อย่างไรก็ตามผมก็ยังคิดว่ามันอาจจะช่วยเสนอแง่มุมของการพัฒนาที่ GDP ไม่อาจนำเสนอได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

หน้า 41