|
||||||||||||||
|
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
: ยาผิดหรือยาพิษ
ที่มอบให้ประชาชน
พ.ญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2549 นับวันปัญหาเศรษฐกิจเริ่มจะเหมือนปี 2540 เราจะเห็นว่าหลังสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540ประชาชนที่ประกอบธุรกิจ ต้องปิดกิจการลงเป็นแถวๆ เนื่องจากมีการแก้ไขปัญหาที่เป็นการซ้ำเติมปัญหา คือ 1) การดึงเงินหมุนเวียนจากธุรกิจ ลูกหนี้ที่กำลังดำเนินการกิจการอยู่ดีๆ ถูกดึงกลับหมดเมื่อไม่มีเงินหมุนเวียนเป็นทุนในการผลิตสินค้าธุรกิจ ก็ล้มหายไปมากมาย และการยืนด้วยตนเองก็ยากเย็น นอกจากผู้ที่มีทุนเดิมที่มากพอ 2) การซ้ำเติมด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่แพงมาก เช่น 20-30% ในสมัยนั้น เพราะเชื่อ IMFจากการที่รัฐบาลได้ทำตามคำสั่ง IMF ยิ่งทำให้ธุรกิจยิ่งล่มจม เพราะส่วนต่างของกำไรที่ขายสินค้า ยังไม่ถึงครึ่งของดอกเบี้ยเงินกู้ในสมัยนั้น 3) การปิด 56 ไฟแนนซ์ ยิ่งทำให้ธุรกิจเจ๊งระเนระนาด 4) มา ณ วันนี้ ยิ่งรัฐมีนโยบายห้ามลูกหนี้ NPL กู้ แม้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันยิ่งเป็นยาพิษอีกขนาน ลูกหนี้ไม่สามารถพาตัวเองรอด เพราะต้องกู้ดอกเบี้ยแพงมาตั้งแต่ปี 2540 เกิดขบวนการ Take over ธุรกิจที่จะล่มจม ด้วยราคาถูกๆ ใครมีเงินเป็นทุนมากยิ่งซื้อของถูกๆ ได้มาก ใครขี้โกงมาก ยิ่งลดหนี้ได้มาก ใครมีเส้นสายทางนักการเมืองยิ่งได้เปรียบ ใครซิกแซ็กเก่งก็ลดหนี้ได้มาก ธนาคารเองก็กลัวมากเกินไป ไม่กล้าปล่อยกู้ 5) เมื่อนายทุนครองเมือง เสนาบดีเห็นแก่ได้ และเงินคงคลังมีน้อย ก็พยายามขึ้นค่าสาธารณูปโภค โดยไม่ได้ดูถึงความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อ 5.1 หาเงินเข้ากระเป๋าตนเองในแง่ของ บ.ปตท. หรือเพราะต้นทุนการผลิตบางอย่างอาจจะขึ้น หรือบวกค่าบริหารที่ไม่โปร่งใส หรือออกนโยบายเพื่อผลประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง แล้วทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น เช่น การผูกขาด การซื้อวัตถุดิบ ในการผลิตไฟฟ้า 5.2 หาเงินเข้ากองคลังเพราะรัฐบาลเก็บภาษีอย่างอื่นได้น้อยลง เพราะธุรกิจเจ๊งกันเป็นแถว 6) สินค้าเกษตรที่ราคาถูกมากๆ ทั้งๆ ที่ต่างประเทศ เช่นอเมริกาต้องการมาก เช่น สับปะรด มะม่วง เป็นเพราะราคาค่าขนส่งแพงเป็นพิเศษ เช่น การบินไทยราคาค่าขนส่งทางเครื่องบินกิโลกรัมละ 150 บาท มีนักธุรกิจระดับชาติท่านหนึ่ง กล่าวว่า ราคาค่าขนส่งของมาเลเซียถูกกว่าเราครึ่งหนึ่ง (ไม่รู้ตอนนี้เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือไม่) ทำให้ราคาสินค้าที่ต้องไปขายต่างประเทศแพงมากจนเกินกำลังซื้อของประชาชนในประเทศเขา ส่วนเกษตรกรของประเทศเราก็ขายราคาสินค้าเกษตรได้ราคาถูก นี่เป็นจุดหนึ่งที่รัฐบาลต้องแก้ไข ไม่ว่ารัฐบาลใด เพื่อให้สินค้าของเกษตรกรได้ขายออก และได้ราคา 7) ในการกำหนดให้นักเรียนต้องมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยจำเป็น เช่น ชุดลูกเสือเนตรนารี ชุดพละ กีฬา สี รองเท้า สองสามคู่ หนังสือต้องเปลี่ยนทุกปี แทนที่จะยืมต่อกันได้ การเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่รัฐไม่สามารถสนับสนุนทางโรงเรียนได้หมดจริง ล้วนเป็นเหตุให้ผู้ปกครองเดือดร้อน ในนโยบายที่สามารถประหยัดให้ประชาชนได้ แต่ก็ยังไม่มีใครมาดูแลจริงจัง ทำไมถึงพูดว่า ยาพิษ/ยาผิด เพราะต้องหันมาถามกันเลยว่า ต้นเหตุของการเจ๊ง ปิดกิจการของธุรกิจเป็นเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะนักธุรกิจเขาไม่มีความสามารถในการบริหาร ไม่ใช่เพราะขายสินค้าไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่มีใครซื้อสินค้า แต่เป็นเพราะไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบ ไม่มีเงินหมุนเวียนที่เขาเป็น NPL เริ่มจากใครเป็นคนทำ-นโยบายรัฐ และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดเงื่อนไขและสร้างผลงานให้ธุรกิจเจ๊ง เพราะฉะนั้น ทางออกของปัญหา คือ ต้องมีกองทุนให้เขากู้เพื่อหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบ หรือรัฐบาลซื้อวัตถุดิบให้เขา แล้วเมื่อเขาขายได้ก็นำมาคืน แต่ ณ ปัจจุบันกองทุนรัฐก็ไม่ตั้ง แถมมีนโยบายงดให้กู้ลูกหนี้ NPL ทุกชนิด ลูกหนี้ที่มีศักยภาพหรือไม่มีก็ไม่ยอมดูแลปล่อยไปตามยถากรรม ตัวใครตัวมัน คณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตั้งเพื่ออะไร ตั้งเพื่อทำหน้าที่ ถามว่าคุณจะจ่ายให้ ได้เท่าไร เมื่อไร อย่างไร เท่านั้น แต่ไม่เคยไปดูแลว่าตกลงเขามีปัญหาตรงไหน การจะช่วยเขาอย่างไรเมื่อกิจการใหญ่ๆ ปิดลง คนงานถูกโละทิ้ง คนตกงานเพิ่ม รัฐเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า แถมซ้ำเติมด้วยการเก็บค่าสาธารณูปโภคเพิ่ม ไม่ว่าค่าไฟฟ้า , ค่าน้ำมัน ค่าประปา , ค่าก๊าซหุงต้ม ส่วนหนึ่งเพื่อหาเงินเข้าคลังเพราะเงินร่อยหรอ แต่ประชาชนอยู่ตรงไหน ถูกขูดรีดโดยอ้างว่าขาดทุนแต่บางกลุ่มเสวยสุขกันอิ่มหมีพีมันโดยเฉพาะ ปตท. ทั้งกรรมการ ค่าบริหารจัดการที่แพงมหาโหด เช่น เบี้ยประชุมกรรมการครั้งละ 25,000 บาทต่อคน และผู้ถือหุ้นแต่กำไรที่เขาเสวยสุขอยู่บนความเดือดร้อน คราบน้ำตาของคนยากจนที่ต้องวิ่งไปขอกู้นอกระบบ ต้องจำนำข้าวของเพื่อไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ,ค่าก๊าซหุงต้ม ที่เพิ่มขึ้น กำไรเข้า ปตท.ที่มีเอกชนเป็นผู้ถือหุ้น 30-40% การผูกขาดการขายก๊าซให้การไฟฟ้า ที่ค่า FT ขึ้นเอาๆ ทั้งๆ ที่ก๊าซส่วนหนึ่งก็มาจากประเทศไทยไม่ได้ซื้อจากต่างประเทศ การไฟฟ้าก็มาโขกจากประชาชนผลงานรัฐบาลที่ขาดความจริงใจ , การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน ที่ไม่ได้แก้ที่สาเหตุทุกรัฐบาลเมื่อรู้ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน หนทางออกควรเป็นอย่างไร 1.ตั้งกองทุนสนับสนุนภาคธุรกิจที่มีศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อให้กิจการเขาเติบโตเมื่อเติบโตเขาก็จะจ้างงานเพิ่มภาษีจะเข้ารัฐเอง 2. การให้เงินประชาชนระดับรากหญ้า แต่ไม่ให้ปัญญาเขาสุดท้ายเงินก็หมดเพราะส่วนใหญ่บริหารไม่เป็นยังมีแนวคิดเก่าๆ ก็คือการซื้อของสุรุ่ยสุร่ายไม่จำเป็น ไม่มีการวางแผนในอนาคต 3. ความจริงใจในการเพิ่มศักยภาพของประชาชนทุกระดับ ทั้ง กศน. ทั้งในระบบโรงเรียน การทุ่มงบประมาณ การหาคน ผู้บริหาร เสนาบดีที่จริงใจและมีศักยภาพ ลงไปพลิกฟื้นศักยภาพคนรวมทั้งรู้แนวทางทำให้คนทุกระดับโดยเฉพาะ รมต. เสนาบดี มีคุณธรรม จริยธรรมประจำใจ หรือพลิกฟื้น ข้าราชการ แต่งตั้งโยกย้ายอย่างครั้งใหญ่ เอาคนดีในแต่ละหน่วยงานขึ้นมาบริหารประเทศ ไม่ใช่พวกใครก็ได้ดี และการให้ความรู้พ่อแม่ประชาชนในการเลี้ยงลูกที่ถูกทางและลงมือปฏิบัติอย่างเร่งด่วน 4. การไม่ปล่อยให้ทั้งนักการเมือง , เสนาบดี , ข้าราชการ เอกชนที่ร่วมมือกับภาครัฐ เอาเปรียบประชาชนการคอร์รัปชันที่ต้องเพิ่มต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่อประชาชนทุกเรื่องทุกโครงการ 5. ค่าขนส่งสินค้าเกษตร ควรลดลงให้มากๆ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าไปสู่ต่างประเทศได้ ทั้ง 5 ข้อ น่าจะเป็นแนวทางที่หวังไว้ว่า อนาคตของชาติประชาชนจะได้ไม่ล่มจม หรือแย่ลงทุกวันๆ การเก็บเงินภาษีจากการเพิ่ม ค่าสาธารณูปโภคทุกชนิดเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดพลาด เพราะยิ่งซ้ำเติมความทุกข์ยากของประชาชน ความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าเป็นการแก้ปัญหาที่มองสั้นๆ ไม่ได้คิดยาวๆ ในอนาคตยิ่งทำร้ายเศรษฐกิจของชาติ การเก็บภาษีควรจะเพิ่มไปที่สินค้าฟุ่มเฟือยทั้งหลาย ไม่ว่าเหล้า บุหรี่ กาแฟ โค้ก ฯ เป็นต้น
|