หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กนง.ย้ำหมุด นโยบายดอกเบี้ย"ขาขึ้น" "เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ"ต้องมาก่อน

มติชนรายวัน วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10316

หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อาร์พี) ระยะ 14 วัน อีกร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 4.75 เป็นร้อยละ 5 ต่อปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ ที่ได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก รวมไปถึงความพยายามของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงกลับมาเป็นบวก จากปัจจุบันติดลบอยู่ร้อยละ 0.6 การตัดสินใจดังกล่าวค่อนข้างสวนทาง กับท่าทีของนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเห็นว่าอัตราดอกบี้ยที่สูงเกินไป จะสกัดกั้นภาคการลงทุนและเกิดการชะลอตัวมากขึ้นไปอีก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ต่อจากนี้เป็นเหตุผลสำคัญของ กนง. ในความจำเป็นต้องคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น รวมถึงทรรศนะของฝ่ายธนาคารพาณิชย์กับกรณีดังกล่าว

 

@ นางอัจนา ไวความดี  ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2549 เศรษฐกิจไทยขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยเฉพาะการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี ตามภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เครื่องชี้ภาวะอุปสงค์ภาคเอกชนล่าสุดมีสัญญาณของการอ่อนตัว ประกอบกับการลงทุนของภาครัฐอาจล่าช้าไปบางส่วน ทำให้ กนง.มองว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจอาจจะชะลอลงได้ในระยะต่อไป แต่เนื่องจากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นจากที่คาดไว้มาก และมีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นกว่าที่คาดไว้เดิมอย่างชัดเจน จึงเห็นว่าในการประชุมครั้งนี้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายการเงินในแนวทางเดิม โดยมีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน (อาร์พี) 0.25% ต่อปี จาก 4.75% เป็น 5%

นอกจากนี้ กนง.ประเมินว่า หากไม่มีเหตุการณ์ที่นอกเหนือจากความคาดหมาย โดยเฉพาะการเร่งตัวอย่างต่อเนื่อง ของอัตราเงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้น่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ที่จะเอื้อต่อการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และถึงแม้ตลาดจะมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยของไทยต่ำกว่านั้น ทางทีมงานของ ธปท.ได้นำมาเป็นเหตุผลในการพิจารณาแล้ว แต่ไม่เห็นว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนจะเป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ ปัจจัยที่อาจมาเหนือความคาดหมายจนต้องพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกนั้น คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งเดิม ธปท.เคยมองว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะถึงจุดสูงสุดตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2548 แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดไว้ ทำให้มองว่า ราคาน้ำมันจะถึงจุดสูงสุดล่าช้าออกไปเป็นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และในการประชุมครั้งนี้ ได้ใช้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้อยู่ที่ 64 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงที่เหลือของปีนี้ราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ 65-66 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าราคาน้ำมันจะมีผลต่อค่าจ้างแรงงาน และผลกระทบจากราคาน้ำมันในรอบที่ 2 ที่จะส่งผลไปยังราคาสินค้าอย่างไรบ้าง

จากการประเมินข้อมูลพบว่า ปัจจุบันแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อสูงกว่าที่คิด ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริง น่าจะเป็นบวกล่าช้ากว่าที่คาดไว้เดิมว่าจะเป็นกลางปีนี้ โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงอยู่ที่ -0.6% และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะ 12 เดือนข้างหน้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่สูงจนถึงระดับสูงสุดที่ ธปท.ประเมินไว้ในช่วง 4-5% และเงินเฟ้อพื้นฐานสูงจนใกล้ถึงระดับสูงสุดที่คาดไว้ในช่วง 2-3% ทั้งในระยะต่อไป ยังมีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจจะสูงจนถึง 3.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ในกรอบเป้าหมายการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. โดยสาเหตุที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นนอกจากจะเป็นผลของราคาน้ำมันแล้ว ยังเป็นเพราะการปรับขึ้นราคาสินค้าบางอย่าง ที่อยู่ในการควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ที่มีหลายรายการ และเป็นเรื่องยากที่ ธปท.จะนำมาพิจารณาได้ครบถ้วน

ในการพิจารณาของ กนง.ได้ให้น้ำหนักต่อการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 60% และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) 40% โดยประเมินว่าด้านใดมีความเสี่ยงมากกว่าก็จะดำเนินนโยบายตามนั้น ซึ่งหน้าที่ของ ธปท.คือการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจรับไม่ได้ ปัจจุบันรายได้ต่อดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทเอกชนสูงถึง 9 เท่า เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนอยู่ที่ 2-3 เท่า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ที่แท้จริงปัจจุบันอยู่ที่ 5.25% ซึ่งถือว่าต่ำมากอย่างไม่เคยมี โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัว 4-5%

ถามว่าการลงทุนในตอนนี้ที่ชะลอลงเป็นเพราะอะไร คำตอบคือ เป็นเพราะภาคธุรกิจไม่แน่ใจในราคาน้ำมัน ไม่แน่ใจว่าความต้องการภายในประเทศจะแข็งแกร่งพอที่จะขยายการลงทุน ความไม่แน่นอนของการเมือง และการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวโยงกับการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งในภาวะแบบนี้หากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลง จะช่วยกระตุ้นการลงทุนได้หรือไม่ ตอนนี้เราต้องยอมรับว่าดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่ความมีเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวเป็นตัวกำหนดการลงทุนมากกว่า

 

@ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล  กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารจะมีการประชุมในสัปดาห์นี้ โดยพิจารณาข้อมูลทางธุรกิจว่าตลาดเงินจะตอบสนองการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาร์พีอย่างไร และดูผลตอบแทนในการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) หรือตราสารหนี้ ถ้าปรับขึ้น แต่ละแบงก์ ก็ต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นตาม ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด โดยพิจารณาความสามารถในการขยายสินเชื่อ เทียบกับการเติบโตของเงินฝาก

ทั้งนี้ การขึ้นดอกเบี้ยอาร์พีอาจทำให้จีดีพีชะลอตัว การทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจต้องหาความสมดุล โดยหน้าที่ของ ธปท.ที่ส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้คือ ต้องการรักษาเสถียรภาพมากกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยอาร์พีที่ระดับ 5% น่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงสุดแล้ว

 

@ นายตรรก บุนนาค  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากขณะนี้เริ่มนิ่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องขึ้นตาม ธปท. ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรค่อนข้างทรงตัว ถ้าธนาคารขนาดใหญ่ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารก็ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ สภาพคล่องในระบบ ยังเป็นปัจจัยในการพิจารณา ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามดอกเบี้ยนโยบาย

 

@ นายระเฑียร ศรีมงคล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย

คงยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในขณะนี้ เพราะที่ผ่านมาปรับขึ้นไปมากแล้ว โดยมีเวลารอดูสถานการณ์ เพราะสภาพคล่องยังมีมาก ถ้าธนาคารจะปรับขึ้นดอกเบี้ยคงเป็นการปรับขึ้นตามธนาคารอื่น เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด

หน้า 20


ธปท.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% "ครั้งสุดท้าย"

กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2549

แบงก์ชาติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาร์พีอีก 0.25% จาก 4.75% เป็น 5% รองรับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน พร้อมส่งสัญญาณไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเชื่อระดับ 5%สามารถรักษาเสถียรภาพ และเอื้อประโยชน์ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาว "อัจนา" แจงขึ้นดอกเบี้ยไม่กระทบธุรกิจ เพราะสัดส่วนรายได้ต่อดอกเบี้ยจ่ายยังสูงถึง 9 เท่า ต่างจากอดีตที่มีเพียง 2-3 เท่าอีกทั้งการจ้างงานยังไม่ลดลง

หลังจากที่มีการส่งสัญญาณกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งจากภาครัฐและเอกชนในช่วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลว่าหากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้นจากเดิม ก็มีปัจจัยต่างๆ เข้ามากระทบ และทำให้เศรษฐกิจ มีสัญญาณการชะลอตัวชัดเจนมากขึ้น วานนี้ (7 มิ.ย.) ธปท.ก็ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน เพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายดังกล่าว

ดร.อัจนา ไวความดี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. แถลงถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า กนง.เห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน (อาร์พี 14 วัน) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากเดิม 4.75% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นไปอยู่ที่ 5.00% ต่อปี

โดยสาเหตุของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ มาจากการที่ราคาน้ำมันซึ่งปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา มีผลให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศเพิ่มสูงขึ้น มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งใช้ในการคาดการณ์ครั้งนี้มีอัตราที่สูงเกือบถึงระดับสูงสุดของเงินเฟ้อปีนี้ที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

นั่นคือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงค่อนไประดับบนของช่วงเงินเฟ้อที่เคยคาดไว้ที่ 4-5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ก็ใกล้เคียงกับระดับบนของช่วงที่เคยคาดไว้ก่อนนี้ที่ 2-3% อีกทั้งโอกาสที่เงินเฟ้อพื้นฐานจะเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 3.5% ก็ยังคงมีอยู่

คณะกรรมการนโยบายการเงินยังได้ส่งสัญญาณด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5% นี้ อาจจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงสุด ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของช่วงนี้ด้วย โดยกล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยในระดับ 5% นี้เป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ถ้าหากไม่มีเหตุการณ์ที่นอกเหนือกว่าความคาดหมาย โดยเฉพาะการเร่งตัวอย่างต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้น ทั้งนี้ ธปท.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2547 เป็นต้นมา

"ถ้าไม่มีอะไรเหนือกว่าความคาดหมาย อัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เหมาะสมต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดถึงก็ต้องจับตาดูราคาน้ำมัน เพราะจะทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น แต่ในไตรมาส 2 นี้ก็มีโอกาสที่เงินเฟ้อทั่วไปจะสูงกว่าไตรมาส 4 ของปีนี้" ดร.อัจนากล่าว

โต้ขึ้นดอกเบี้ยไม่กระทบธุรกิจ

ดร.อัจนา กล่าวว่า ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ใช้ในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 64 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล สูงกว่าราคาเฉลี่ยซึ่งเคยคาดไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ 61.5 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล และคาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ 65-66 ดอลลาร์ สรอ.ต่อบาร์เรลในไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ จากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นดังกล่าว ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนที่แท้จริงล่าสุดก็ยังคงติดลบที่อัตรา 0.6% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้าชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ที่แท้จริง อยู่ที่ระดับ 5.25%

ดร.อัจนา กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ที่แท้จริงที่ระดับ 5.25% นั้น เป็นระดับที่ต่ำมาก และหากพิจารณาสัดส่วนรายได้ ต่ออัตราดอกเบี้ยจ่าย ของภาคธุรกิจ ซึ่งมีประมาณ 9 เท่าในปัจจุบัน ก็ถือว่าเป็นระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนหน้านี้ ที่มีสัดส่วนนี้เพียง 2-3 เท่า เท่านั้น อีกทั้งผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยต่อภาคการผลิตก็มีผลน้อยมาก เมื่อเทียบกับผลที่เกิดจากราคาน้ำมัน ดังนั้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ จึงไม่ใช่ว่าไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดกับภาคธุรกิจ

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนที่มีการชะลอตัวลงนั้น ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า เป็นสาเหตุมาจากการที่ภาคธุรกิจ ยังมีความไม่มั่นใจว่า ความต้องการสินค้ามีมากพอที่ภาคธุรกิจควรจะลงทุนเพิ่มหรือไม่ หลังจากที่มีการลอยตัวน้ำมันดีเซลเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยหนึ่ง ต่อการตัดสินใจ แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักเท่ากับความมีเสถียรภาพในระยะยาวของประเทศ

ธปท.ให้น้ำหนักจีดีพี 40%

ส่วนกรณีที่มีข้อสังเกตว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.ไม่ได้ช่วยดูแลเงินเฟ้อ ที่มีสาเหตุมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น (Cost Push) จึงอาจจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมากขึ้น ดร.อัจนา กล่าวว่า เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนนั้นส่วนหนึ่ง มีสาเหตุมาจากการที่ยังมีอุปสงค์เพิ่มขึ้น (Demand Pull) เช่นการที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ก็มีสาเหตุมาจากการที่ความต้องการน้ำมัน มีมากกว่าอุปทานน้ำมัน และมาจากความต้องการของประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวดี อย่างจีน อินเดีย และสหรัฐ ซึ่งหากพิจารณาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ก็จะเห็นว่าความต้องการแรงงานขณะนี้ก็ยังมีอยู่มาก และอัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ

"การขยายตัวของเศรษฐกิจ ธรรมดาแบงก์ชาติก็ให้น้ำหนักอยู่แล้ว เรายังใช้กรอบให้น้ำหนักเงินเฟ้อ 60% และการขยายตัวเศรษฐกิจ 40% เหมือนเดิม เพราะหน้าที่หลักของธนาคารกลาง คือการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ไม่ใช่การขยายตัวจีดีพี ส่วนที่สงสัยว่าทำไมแบงก์ชาติยังขึ้นดอกเบี้ย ทั้งๆ ที่เงินเฟ้อมาจาก Cost Push ก็จะบอกว่าไม่มี Cost Push ที่ไหน ที่ไม่มี Demand Pull" ดร.อัจนากล่าว

ดร.อัจนา กล่าวด้วยว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่มีสาเหตุมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกันของไทยกับสหรัฐ

"ทนง"ชี้กระทบภาพรวมเศรษฐกิจ

ดร.ทนง พิทยะ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่ขึ้นดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ทำให้ไม่สบายใจและเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยในช่วงนับจากนี้ไป เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคของประชาชน หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อาจจะเพิ่มมากขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนจะชะลอตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเริ่มส่งผลให้เห็นชัดเจนในไตรมาสที่ 3 จนถึงสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังให้ความอิสระอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจว่า จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่

"การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้แทนของแบงก์ชาติรายงานตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวออกมาดี ผมก็กังวลใจ เพราะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาจะตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ซึ่งในตอนสุดท้ายของการประชุม ผมบอกกับผู้แทนของแบงก์ชาติ ว่า ภาคเอกชนร้องว่า ดอกเบี้ยแพงมากแล้ว แต่คงไปทัดทานการตัดสินใจของแบงก์ชาติไม่ได้ ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันทุกประเทศ"

เขากล่าวด้วยว่า ภาวะฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 กับเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความแตกต่างกันมาก เพราะในช่วงปี 2540 ที่อัตราดอกเบี้ยขึ้นไปมากกว่า 15% ไม่มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ แต่ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งมีสาเหตุมาจากราคาน้ำมันแพงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานกลับมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ จะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น และประชาชนมีค่าครองชีพแพงขึ้น

ดร.พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด(มหาชน) กล่าวถึง แนวโน้มดอกเบี้ยครึ่งหลังของปีว่ามีความกดดันที่จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม การที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมา เพื่อที่สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือไม่นั้น ยังเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตาดูอยู่

เพราะว่าทางแบงก์ชาติเองก็ต้องดูให้การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นอยู่บนพื้นฐานของประเทศที่จะสามารถรองรับได้ หากปล่อยให้มีการเติบโตจนเกินปัจจัยพื้นฐานของประเทศแล้ว อาจจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อประเทศได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงกดดันที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมีน้อยลงกระทรวงการคลังเองก็คงอยากจะเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน แต่ที่สำคัญ การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นจะต้องเป็นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพด้วย

นักวิชาการเชื่อไม่กระทบเศรษฐกิจ

ด้าน ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้จัดการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ธ.กรุงเทพ กล่าวถึง การส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.ว่าอาจจะเป็นระดับสูงสุดในครั้งนี้ว่า เป็นสิ่งที่ดีเพราะอุปสงค์เศรษฐกิจในประเทศขณะนี้ชะลอตัวลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการลงทุน ในขณะนี้ ปัจจัยภายนอกประเทศอย่างเศรษฐกิจโลก ก็อาจจะชะลอตัวลงได้ในช่วงต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทยด้วย ดังนั้น ธปท.จึงไม่น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้มีระดับสูงกว่านี้

ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ ก็ถือเป็นการปรับที่เหมาะสมและไม่น่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจรุนแรง เพราะแม้ว่าจะมีการออกมาแสดงความเห็นว่า ธปท.น่าจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแต่ก็เชื่อว่าทั้งภาคธุรกิจ และธนาคารเองก็น่าจะมีการคาดการณ์ไว้แล้วว่า ธปท.น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ จึงน่าจะมีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ดร.บันลือศักดิ์ กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไม่น่าจะปรับขึ้นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากขณะนี้ อัตราส่วนหนี้ต่อเงินฝากยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงิน ยังคงมีอยู่ค่อนข้างเยอะ จึงยังไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

ชมธปท.ส่งสัญญาณชัดเจน

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.ครั้งนี้ ว่า เป็นเป็นการส่งสัญญาณถึงเป้าหมายในการดูแลอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก รวมทั้งเป้าหมายที่ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวกด้วย ส่วนผลต่อธนาคารพาณิชย์นั้น เชื่อว่าทุกธนาคารคาดการณ์ไว้แล้วว่า อัตราดอกเบี้ย ธปท.น่าจะปรับขึ้นในครั้งนี้แม้ว่าจะมีการส่งสัญญาณต้องการให้ ธปท.ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม

"ก่อนหน้านี้ ธนาคารพาณิชย์คาดกันว่าอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ จะขึ้นไปถึงระดับ 8% แต่ขณะนี้ ยังอยู่ในระดับประมาณ 7.5% ดังนั้น จึงน่าจะคาดกันไว้แล้วว่าอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.น่าจะปรับขึ้นอีก ส่วนผลต่อเศรษฐกิจนั้น อัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงปลายเหตุไม่ใช่แรงกดดันที่มีผลกระทบต่อต้นทุนมากนัก แต่ถ้ามีการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ก็จะกระทบ" ดร.ธนวรรธน์กล่าว

ดร.ธนวรรธน์ กล่าวด้วยว่า การที่ภาวะเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ในไตรมาสแรกและน่าจะขยายตัวต่อได้ในไตรมาส 2 จึงเชื่อว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่น่าจะกดดันการขยายตัวเศรษฐกิจมากนัก อีกทั้งยังเชื่อว่าเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออก และการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ดังนั้น จึงไม่ใช่อัตราเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว

ส่วนการส่งสัญญาณว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ อาจจะสูงสุดนั้นถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีเพราะแสดงให้เห็นว่า ธปท.ให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อมาก เพราะระบุว่าจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยภายใต้ข้อสมมติฐานว่า จะไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายโดยเฉพาะการเร่งตัวของเงินเฟ้อ และยังส่งสัญญาณให้เห็นชัดเจนด้วยว่า การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.ไม่ได้อิงกับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐแต่อย่างใด