|
||||||||||||||
|
GDP
ไม่ได้วัดความสุข
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10316 "เศรษฐกิจต้องขยายตัวอย่างน้อยร้อยละ 4.5" "GDP ต้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงจะแข่งขันกับเขาได้" "ถ้า Economic Growth ต่ำประเทศเราแย่แน่ๆ" คำพูดเหล่านี้เราได้ยินอยู่บ่อยๆ บางครั้งฟังแล้วน่ากลัว แต่ถ้าหากดูลงไปลึกๆ แล้วจะเห็นว่าโหวงเหวงกว่าที่คิดมาก GDP (Gross Domestic Product) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศคือ มูลค่าการผลิตที่เกิดขึ้นในแผ่นดินของประเทศ หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งปี หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าคือ รายได้ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งปี เนื่องจากมูลค่าการผลิต จักเท่ากับรายได้ที่เกิดขึ้นเสมอ (สับปะรดกระป๋องมูลค่า 100 บาท คือผลรวมของรายได้ของผู้เกี่ยวพันกับการผลิต สับปะรดกระป๋อง นับตั้งแต่เกษตรกรผลิตสับปะรด ผู้ผลิตกระป๋อง ฯลฯ จนถึงผู้ผลิตฉลากติดกระป๋อง) ถ้าประเทศหนึ่งผลิต GDP เพิ่มขึ้นข้ามปีก็อาจหมายถึงว่ารายได้ที่เกิดขึ้น บนแผ่นดินนั้นเพิ่มขึ้น ที่ใช้คำว่า "อาจ" เพราะมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลพวงจากการเพิ่มขึ้นของราคาและ/หรือผลผลิต สิ่งที่เราสนใจคือผลผลิต เพราะเป็นของจริงที่บริโภคได้ ดังนั้น จึงไม่อาจไว้ใจได้ว่าถ้า GDP เพิ่มขึ้นแล้วผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะผลผลิตอาจคงที่ แต่ราคาเพิ่มขึ้น (เงินเฟ้อ) จนทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ นักเศรษฐศาสตร์จึงเปลี่ยน GDP ให้เป็น Real GDP โดยคำนวณ ณ ราคาคงที่ (ใช้ราคาของปีใดปีหนึ่งที่เป็นปกติ คือปีที่ข้าวไม่ยากหมากไม่แพงเป็นฐานในการคำนวณ) ด้วยวิธีการทางสถิติ เมื่อเปลี่ยนเป็น Real GDP แล้วก็สามารถไว้ใจได้ว่าหากเห็น Real GDP เพิ่มขึ้นก็หมายความว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น Real GDP นี่แหละคือ ขนาดของเศรษฐกิจ และอัตราการขยายตัวของ Real GDP ก็คืออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ Economic Growth นักเศรษฐศาสตร์ใช้ Real GDP (คำนวณ ณ ราคา ปีฐาน) หรือ GDP (คำนวณตามราคาของปีนั้นๆ) เป็นตัววัดพลวัตของการเปลี่ยนแปลง ภาวะเศรษฐกิจ และหากหารด้วยจำนวนประชากร ก็เป็นตัวชี้วัดความกินดีอยู่ดีของประชาชน อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้คนทั่วไปนำ GDP หรือ Real GDP หรืออัตราการขยายตัวของ GDP ไปใช้อย่างเกินความหมายของมันจนนำไปสู่ความเข้าใจผิด ที่สำคัญก็คืออัตราการขยายตัวของ Real GDP หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ กลายเป็นสิ่งเคารพบูชาไปอย่างผิดๆ GDP นั้นเป็นตัววัดหนึ่งในระบบ National Accounting ซึ่งเริ่มต้นใช้กันตั้งแต่ทศวรรษ 1940 GDP นั้นรวมเฉพาะมูลค่าการผลิตที่ (รายได้) เกิดจากการผลิตถูกต้องตามกฎหมาย และมูลค่าการผลิต (รายได้) ที่มีการซื้อขายผ่านตลาดเท่านั้น มูลค่าการผลิตหรือรายได้ที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวพันกับการผลิตยาบ้า บริการโสเภณี รถตู้เถื่อน รถแท็กซี่เถื่อนๆ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ ไม่รวมอยู่ใน GDP (และ Real GDP) เพราะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย นอกจากนี้ผัก มะม่วง ชมพู่ ชะอมที่ปลูกหลังบ้านและบริโภคเอง ก็ไม่ถูกรวมไว้ใน GDP ด้วยเช่นกันเพราะไม่มีการซื้อขายผ่านตลาด มูลค่าแรงงานของแม่บ้านที่ดูแลบ้าน และลูกก็ไม่ถูกรวมไว้ใน GDP ด้วยเพราะไม่มีค่าจ้างและไม่มีการซื้อขายแรงงานผ่านตลาด ในขณะที่ค่าจ้างเด็กทำงานบ้านที่ทำงานอย่างเดียวกันทุกประการถูกรวมไว้ใน GDP เพราะมีการซื้อขายแรงงานผ่านตลาด ได้อ่านมาแค่นี้ก็คงเห็นจุดอ่อนของการบูชาตัวเลข GDP หรือ Real GDP แล้ว ถ้ารัฐบาลต้องการให้ Real GDP เพิ่มขึ้นทันควัน (อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจสูงลิ่ว) ก็เพียงแต่ออกกฎหมายให้การค้ายาบ้า บริการโสเภณี รถตู้เถื่อน รถแท็กซี่เถื่อน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถูกกฎหมายเท่านั้น เพราะมูลค่าการผลิตเหล่านี้จะถูกรวมไว้ใน GDP (หรือ Real GDP) ทันที ถ้าจะให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงกว่านี้ก็ให้แม่บ้านทุกคนในประเทศ หย่าสามี และเปลี่ยนมาเป็นเด็กรับใช้ทำงานบ้าน เพราะต่อจากนี้ไปค่าจ้างจากการทำงานบ้านโดยเด็กทำงานบ้านคนใหม่นี้จะถูกรวมไว้ใน GDP (หรือ Real GDP)! ที่หลายคนอาจแปลกใจก็คือ GDP (หรือ Real GDP) นั้นรวม imputed rent หรือค่าเช่าอนุมานของบ้านที่ตนอยู่เอง กล่าวคือถ้าแม้นเจ้าของบ้านไม่อยู่บ้านของตนเอง ก็จักได้ค่าเช่าบ้านเป็นรายได้ ดังนั้น จึงต้องถือเอารายได้อนุมานนี้ เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศด้วย ที่แปลกก็คืองานบ้านที่เมียทำจนหัวฟูให้บ้านตนเอง กลับไม่ถือเป็นสิ่งมีคุณค่าที่ควรรวมไว้ใน GDP (หรือ Real GDP) แต่ค่าเช่าบ้านตัวเองกลับรวมไว้ใน GDP GDP โดยแท้จริงแล้วจึงเป็นตัววัดที่ถูกขีดวงด้วยคำจำกัดความของมันเอง แต่ผู้คนก็ไม่วายที่จะใช้ GDP เป็นตัวชี้ฐานะทางเศรษฐกิจและความสุขของคนในประเทศโดยรวมอย่างไม่ระมัดระวัง GDP เป็นตัวชี้มูลค่าการผลิต (รายได้) ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสุข เพราะความสุขมิได้วัดด้วยเงินในเบื้องปฐม (เราเห็นคนมีเงินท่วมตัว ทุกข์ใจอย่างน่าสงสาร) และในระดับท้องถิ่น GDP ของจังหวัดหรือเขตไม่ได้เป็นตัวชี้รายได้ที่ผู้คนในจังหวัดหรือเขตได้รับ หากเป็นตัวชี้มูลค่าการผลิตที่เกิดขึ้นในจังหวัดหรือเขตนั้นๆ GDP ของสมุทรปราการ และอยุธยาสูง เพราะมีโรงงานผลิตอุตสาหกรรมมาก แต่มิได้หมายความว่าคนสมุทรปราการและอยุธยามีรายได้สูง และมีความสุขมากแต่อย่างใด ยิ่งอยู่ในอาชีพนักเศรษฐศาสตร์นานเข้าก็ยิ่งคลางแคลงใจในการใช้ GDP เป็น ตัวชี้ฐานะทางเศรษฐกิจ และความสุขของคนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นทุกที จนคล้อยไปในความเห็นที่ว่าควรพัฒนาตัวชี้วัดอื่น ที่วัดความสุขของสมาชิกในสังคมได้ดีกว่า เช่น Gross National Happiness (GNH), Human Development Index (HDI), Sustainable National Income (SNI), หรือ Sustainable Economic Welfare (SEW) ฯลฯ ประเทศภูฏานกำลังเป็นผู้นำในการสร้าง GNH เพื่อวัดสวัสดิการของประชาชน ภูฏานอย่างน่าสนใจและเป็นตัวอย่างของชาวโลก สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันของภูฏานทรงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวต่างประเทศในปี 1987 ว่าเหตุใดภูฏานจึงพัฒนาไปช้าว่า "Gross Happiness is more important than Gross National Product" หากเราเดินตามเส้นทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ขณะนี้สหประชาชาติ กำลังจะนำไปใช้อย่างจริงจังแล้ว GDP ไม่อาจใช้เป็นตัววัดสวัสดิการ หรือความสุขของประชาชน ได้อย่างแน่นอน เราอาจมีอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเป็นศูนย์ แต่ประชาชนมีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะดำรงตนอย่างพอเหมาะพอควร ไม่เกินพอดี ไม่ประมาท พึ่งตนเองอย่างมีภูมิคุ้มกันก็เป็นได้ ถึงเวลาที่นักเศรษฐศาสตร์บ้านเราจะหันมาพิจารณาสร้างตัวชี้วัดใหม่ ที่สะท้อนความสุขของสังคมโดยรวมอย่างจริงจังแล้วครับ หน้า 6 ดัชนีทางเลือก.... คอลัมน์ ขอบอกคุณตามความจริง โดย บุญลาภ ภูสุวรรณ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3801 (3001) หากวัด "GDH (Gross Domestic Happiness)" หรือ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" ของคนไทยในช่วงนี้น่าจะขึ้นไปสูงสุด นับแต่การเผชิญหน้าของกลุ่ม/ฝ่ายต่างๆ ในช่วงม็อบชนม็อบ เป็นห้วงแห่งความสุขของคนไทยในการร่วมเฉลิมฉลองพระราชพิธีครองสิริราชสมบัติ 60 ปีของในหลวง ข่าวและภาพพระราชพิธีเฉลิมฉลองได้เผยแพร่ไปทั่วโลก แม้แต่พิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลกยังได้กล่าวถวายพระพร แด่ในหลวงของคนไทย พลังเสื้อเหลืองพรึบทั่วประเทศ หนังสือพิมพ์เช้าวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 10-11 มิถุนายน 2549 ขายดีสุดๆ เนื่องด้วยพระฉายาลักษณ์ในหลวง ที่ประชาชนแห่ซื้อเก็บเป็นที่ระลึกวันแห่งประวัติศาสตร์ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ รายงานผลสำรวจความสุขมวลรวมของประชาชนคนไทยภายในประเทศ หรือ GDH เดือนพฤษภาคม 2549 อยู่ที่ 6.59 คะแนน เมื่อเทียบจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ขณะที่เฉลี่ย 3 เดือนแรกปีนี้อยู่ 5.47 คะแนน ทั้งนี้มาจากตัวชี้วัดความสุขด้านวัฒนธรรมประเพณีของไทย เช่น เทศกาลงานรื่นเริงต่างๆ การแสดงพลังจงรักภักดี "เรารักในหลวง" ของประชาชนสูงสุดที่ 92.9% ขณะที่ความสุขในเรื่องการเมือง ผลการทำงานรัฐบาล และการทำงานขององค์กรอิสระอยู่ที่ 44.7% ในระยะหลังกระแส GDH :Gross Domestic Happinessหรือ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" หรือกระแส Green GDP กำลังกระเพื่อมแรงขึ้นๆ เช่นเดียวการปลุกกระแสภาคเอกชน ภาครัฐ สร้างความรับผิดชอบต่อสังคมที่เรียกว่า CSR:Corporate Social Responsibility ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นการปลุกจิตสำนึกของคนในสังคมโลกใบใหญ่นี้ให้ช่วยสร้างสังคมที่ยั่งยืน เศรษฐกิจที่ยั่งยืน คนกลุ่มเล็กๆ เหล่านี้เล็งเห็นร่วมกันว่าหากปล่อยผู้มั่งคั่งร่ำรวยของโลกที่ครอบครองทรัพยากรที่สำคัญๆ ทำลายและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไม่มีประสิทธิภาพและกระจุกอยู่ในวงแคบๆ แล้ว เราก็คงต้องเผชิญหายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด)จะนำแนวคิดการพึ่งพาที่มีความสมดุล จัดประชุมสัมมนาทั่วโลก เพื่อที่จะทำเป็นหนังสือ ให้ทั่วโลกได้หันมาใช้แนวทางความคิดนี้ให้ชัดเจนและถูกต้อง โดยมีตัวอย่างจากแนวพระราชดำริที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไปเป็นแม่แบบ หรือ "ภูฏาน" เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานในหมู่นักเศรษฐศาสตร์พัฒนาทั่วโลก อันมีที่มาเริ่มแรกจากคำกล่าวประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ Jigme ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 1972 ที่ว่า "Gross National Happiness (GNH) is more important than Gross National Product (GNP หรือ GDP)" หรือความสุขรวมของผู้คนภายในประเทศมีความสำคัญกว่าผลผลิตรวม (หรือรายได้รวม) ของประเทศ แต่หลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทย ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ใช้ "เงิน" เป็นเครื่องชี้วัดชีวิตสภาพความเป็นอยู่ของคนในประเทศ หากย้อนไปก่อนหน้านี้ ดร.ฉวีวรรณ สายบัว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯเคยเขียนบทความเรื่อง "ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและจิตวิทยา..เป็นคนละเรื่องเดียวกัน" ที่กล่าวตอนหนึ่งว่าตัวแปรของเศรษฐกิจคือ การบริโภค (consumption) เพื่อความอยู่รอดในการดำเนินชีวิตและเพื่อสนองความพอใจอย่างอื่นของคน นอกจากการบริโภคสินค้าและบริการ หรือการบริโภคสินค้าทางวัตถุหรือสินค้าจำเป็นแล้ว ก็ยังมีการบริโภคศิลปะ และการบริโภคสินค้าที่เป็นความต้องการทางจิตใจ (consumption of psychic goods) ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้คำนึงถึงสินค้าประเภทนี้ สินค้าประเภทนี้ประกอบด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี ชื่อเสียง อิสระและเสรีภาพ อำนาจ การเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น การยอมรับของคนอื่นและความต้องการทางสังคม เป็นต้นว่าความเป็นธรรมและความเท่าเทียมกัน ความต้องการมีส่วนร่วม การมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในสังคม คนในสังคมมีการยอมรับ นับถือและฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และความมีอิสระและเสรีภาพในการคิด พูดและทำ นอกจากนี้ยังมีการบริโภคสินค้าทางจิตวิญญาณ (consumption of spiritual goods) ตัวอย่างเช่น อาหารทางใจทั้งหลาย เป็นต้นว่า ความสงบสุขในจิตใจ สำนึกในเรื่องบาป/บุญ/คุณ/โทษ ผิด/ถูกและชั่ว/ดี นี่เป็นการบริโภคเพื่อสนองความต้องการอันหลากหลายและต่างๆนานาของมนุษย์ เป็นการมองการบริโภคไกลออกไปจากแบบจำลองเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมที่แคบที่ดูเฉพาะการบริโภคสินค้าทางวัตถุ ทั้งนี้เป็นการขยายวิชาเศรษฐศาสตร์เพื่อไปเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองและเรื่องอื่นๆ เพราะฉะนั้นในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใหม่ในทศวรรษที่ 21 จึงต้องขยายไปจากเดิม เพราะเมื่อตอนยังไม่มีอยู่มีกิน ก็เป็นสินค้าทางวัตถุเท่านั้นได้ แต่เมื่อเลยจากระดับมีอยู่มีกินแล้วจึงต้องขยายการบริโภคออกมาดังที่กล่าวข้างต้น แต่การที่จะผลิตสินค้าทางจิตวิทยาและสินค้าทางจิตวิญญาณนั้นจะผลิตได้อย่างไร เพราะคนไทยมีความต้องการทางใจคือความสำเร็จส่วนตัวและความต้องการอำนาจสูงมาก จะเปลี่ยนแปลงความต้องการทางใจตรงนี้ของคนไทยใหม่ได้อย่างไร จะมีโรงงานผลิตกันเองได้หรือไม่ เวลาคนเราไม่สามารถสร้างความต้องการทางจิตวิทยา/จิตวิญญาณไม่ได้เอง จะมีคนผลิตของเก๊ให้คนบริโภค ตัวอย่างเช่น อำนาจทางการเมืองเป็นเรื่องของความต้องการทางใจ เป็นความต้องการอำนาจ ถ้าไม่ต้องการให้มีอำนาจ ก็ต้องแก้โดยให้การเมืองเป็นเรื่องการบริหารจัดการธรรมดาๆ โดยเฉพาะการบริหารสาธารณะ (public management) และการบริหารสังคม (social management) คือหาเป้าประสงค์ร่วมกัน ยุทธศาสตร์และแผนงานและโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เพื่อดำเนินการให้บรรลุเป้าประสงค์ที่กำหนด นี่คือความเกี่ยวข้องกันระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจ ขณะที่สังคมวิทยาและจิตวิทยาเป็นเรื่องของการพัฒนาบุคคลให้เป็นผู้เจริญทั้งทางด้านภาวะอารมณ์ สติปัญญาและจิตวิญญาณ ทำให้ทั้งระบบมีขีดความสามารถตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติโดยส่วนรวม เมื่อเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพแล้ว จะทำให้การกระจายรายได้ระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมดีกว่านี้ เพราะคนที่มีคุณภาพจะรู้ว่า ต้องการการเมืองอย่างไร ต้องมีเศรษฐกิจอย่างไร ต้องมีสังคมอย่างไรและต้องมีจิตวิทยาอย่างไร ก้าวไปสู่ GDH สังคมแห่งความเป็นสุข ไม่ใช่เป็นสังคมที่มากความเห็นและทะเลาะตบตีฆ่าฟันเช่นในปัจจุบันนี้ หน้า 46
|