หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ไทยชูการ์ เสนอทางออก ฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำตาล รับมือวิกฤตผลผลิตอ้อย

มติชนรายวัน วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10315

*หมายเหตุ* - บริษัทไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาล ได้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับภาพอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในตลาดโลก และในประเทศให้กับหนังสือพิมพ์ในเครือมติชน โดยมีรายละเอียดบางส่วนที่น่าสนใจ ดังนี้

 

**ภาพรวมในตลาดโลก

ปัจจุบันปริมาณการผลิตน้ำตาลทรายทั่วโลกอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน คือปริมาณการผลิตและการบริโภคอยู่ที่ประมาณ 150 ล้านตัน จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตต่ำกว่าปริมาณการบริโภค จนเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำตาลทรายขึ้น โดยเฉพาะในตลาดของภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากมีจำนวนประชากรมาก จนมีการบริโภคน้ำตาลทรายประมาณ 62 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีปริมาณการผลิตเพียง 46 ล้านตัน จึงต้องมีการนำเข้า โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย และจีน ขณะที่ราคาน้ำตาลก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจาก

1.ประเทศไทย บราซิล และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ได้ร่วมกันฟ้องสหภาพยุโรป หรืออียู กับองค์การการค้าโลก หรือดับเบิลยูทีโอ ให้ยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกน้ำตาล ซึ่งดับเบิลยูทีโอ ก็มีคำตัดสินให้ยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกน้ำตาล จาก 5-6 ล้านตันต่อปี เหลือ 1.274 ล้านตันต่อปี ทำให้ปริมาณน้ำตาลส่งออกลดลง 2.เป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีการหันมาใช้อ้อย ในการผลิตเอทานอลเป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันมากขึ้น ซึ่งในประเทศบราซิลเป็นผู้เริ่มดำเนินการก่อนและประสบความสำเร็จ

และ 3.เป็นผลจากการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนประเทศต่างๆ ที่เป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ อย่างจีนและสหรัฐอเมริกาได้มีการประกาศนโยบายด้านพลังงานอย่างชัดเจนว่า จะลดการพึ่งพาพลังงานน้ำมัน จากต่างปรระเทศ โดยลดการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางลง 75% และจะพัฒนาพลังงานทดแทนในรูปของเอทานอล ไฮโดรเจน เป็นต้น ขึ้นมาแทน

 

***ภาพรวมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย

ประเทศไทย ปีที่ผ่านมาสามารถผลิตอ้อยได้จำนวน 46.7 ล้านตัน และมีผลิตภัณฑ์หลักๆ ออกมา 3 ชนิด คือ น้ำตาลทรายขาว กับขาวบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายดิบ และโมลาส (กากน้ำตาล) มีระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่เรียกว่า 70:30 โดยร้อยละ 70 ของรายได้จากการจำหน่ายจะนำมาเป็นค่าอ้อยให้กับชาวไร่ ซึ่งมีการใช้ระบบนี้มาตั้งแต่ปี 2527 เป็นระยะเวลา 22 ปี โดยไม่เคยมีการปรับปรุง ซึ่งอุตสาหกรรมนี้มีกระทรวงกำกับดูแล 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ปริมาณการผลิตน้ำตาลขึ้นอยู่กับผลผลิตของอ้อย ซึ่งที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงเนื่องจากภาวะฝนแล้ง โครงสร้างของระบบอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกฎหมายและการควบคุมเป็นตัวขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรม ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกโดยเฉพาะในช่วง 5-7 ปีที่ผ่านมา ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา หรือปริมาณน้ำตาลในประเทศ มีปัญหาการใช้จ่ายในการบริหารอุตสาหกรรมนี้ปีละประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อกำหนดราคาและควบคุมการตรวจสอบ ซึ่งมีความล่าช้าและใช้เวลาในการดำเนินการค่อนข้างมาก

ที่ผ่านมาทางกลุ่มโรงงานน้ำตาล จึงยื่นข้อเสนอในการแก้ปัญหาต่อภาครัฐ ประกอบด้วย 1.ขอให้มีการบริหารอุตสาหกรรมแบบเปิดเสรี ภายใต้กลไกราคาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในทุกขั้นตอนของอุตสาหกรรม 2.ขอให้ยกเลิกการคำนวณราคาอ้อยแบบเดิม โดยสูตรในการคำนวณแบบใหม่ต้องมีความชัดเจนปราศจากความซับซ้อน และจูงใจให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพทั้งของโรงงานและชาวไร่

3.ขอให้ยุบคณะกรรมการในการกำกับดูแลจาก 5 ชุด เหลือเพียง 1 ชุด และขอให้เป็นคณะกรรมการนโยบายเชิงส่งเสริมมากกว่าควบคุม และปลดปล่อยสินค้าน้ำตาลทรายออกจากรายการสินค้าควบคุม 4.ขอให้มีการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มาจากอ้อย เช่น เอทานอล อาหารแปรรูป เยื่อกระดาษ เป็นต้น เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้และความมั่นคงให้แก่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล และ 5.การลดอัตราภาษี ขอให้เป็นไปตามข้อผูกพันในดับเบิลยูทีโอ

จากปัญหาที่เกิดขึ้นประกอบกับข้อเรียกร้องของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทางภาครัฐบาลโดยกระทรวงอุตสาหกรรม จึงจัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบที่มีนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ซึ่งหลังจากศึกษาและระดมความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง คณะทำงานได้มีการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยสรุปมี 2 แนวทางเลือก คือ

แนวทางเลือกที่ 1.ไม่ต้องดำเนินการใดๆ โดยให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นไปอย่างที่เป็นมา กล่าวคือ กำหนดให้มีกลไกควบคุมอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน และดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่อไป โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ 1) บางปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เป็นที่ยุติ เด็ดขาด ยังคงต้องใช้วิธีการเจรจาต่อรอง เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ 2) ปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะไม่มีวันสิ้นสุด และนำไปสู่จุดสุดท้ายของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

3) รัฐบาลอาจจะจำเป็นต้องรับภาระหนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย หากกองทุนไม่สามารถจัดหารายได้เพื่อมาชำระหนี้ได้ 4) จะไม่เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้อ้อยหรือน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ และ 5) จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

แนวทางเลือกที่ 2 คือ ต้องปรับเปลี่ยนระบบอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทรายให้สอดคล้องกับระบบการค้าเสรีเต็มรูปแบบ โดยปล่อยให้อุตสาหกรรมนี้เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาของระบบอย่างแท้จริง แต่ควรมีแนวทางแก้ไขดังนี้ 1) ให้ราคาน้ำตาลทรายเป็นไปตามกลไกตลาดโลก 2) กำหนดให้มีปริมาณน้ำตาลทราย สำหรับการบริโภคในประเทศอย่างพอเพียง 3) ลดการคุ้มครอง และควบคุมอุตสาหกรรมนี้ โดยภาครัฐบาล เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเกิดการพัฒนา และเพิ่มศักยภาพให้อยู่ในระดับที่พึ่งพาตนเองได้ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และ 4) เปลี่ยนบทบาทของภาครัฐบาลจากการควบคุมเป็นการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้แทน

ทั้งนี้ แนวทางดำเนินการเพื่อนำไปสู่การเปิดเสรีอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทราย ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก ดังนี้ 1.ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ โดยกำหนดมาตรฐานคุณภาพมาตรฐานการผลิตอ้อยและประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาลทราย

2.มีการปรับปรุงระบบแบ่งปันผลประโยชน์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยใช้มาตรฐานคุณภาพอ้อย และประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาลทราย เป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาอ้อย และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ด้วยระบบที่มีความชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และดำเนินการโดยองค์กรที่มีความเป็นกลาง เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และ 3.ระยะเวลาในการดำเนินการดังกล่าวควรแล้วเสร็จภายใน 2 ปี

สำหรับผลกระทบของแนวทางนี้ประกอบด้วย 1.ก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 2.ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ประสบภาวะขาดแคลนน้ำตาลทราย เนื่องจากปัจจัยราคาในประเทศ ที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลกอีกต่อไป 3.ชาวไร่อ้อยจะมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากการเพิ่มผลผลิต แต่ต้องยอมรับความผันผวนของราคาน้ำตาลที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และ 4.จะทำให้โรงงานน้ำตาลมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น และสามารถใช้กำลังการผลิตได้มากขึ้น ในระหว่างเปิดหีบและปิดหีบ

ทั้งนี้ แนวทางการแก้ปัญหาทั้งหมดจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

หน้า 20


มองรอบด้านอุตฯอ้อยและน้ำตาล ตอบปัญหาเปิดเสรีการผลิต/ส่งออก

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3799 (2999)

ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบในการผลิต ต่างก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกันทั่วหน้า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ก็เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบด้วย ไม่เพียงในแง่ของต้นทุนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงระบบของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากน้ำอ้อย หรือกากน้ำตาล สามารถนำไปผลิตเป็น เอทานอล เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันได้ด้วย ส่งผลให้เกิดการส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานเอทานอล เพื่อบรรเทาเบาบางผลกระทบจากราคาน้ำมัน

และเมื่ออ้อยไม่ใช่ทางเลือกเพื่อจะนำไปผลิตน้ำตาลแต่เพียงอย่างเดียวเสียแล้ว ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานน้ำตาลจึงเริ่มที่จะใช้วัตถุดิบ หรือปลายโปรดักต์จากอ้อย ไปผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มที่ให้ทางเลือกมากกว่าการผลิต น้ำตาลแต่เพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำตาลในตลาดโลกลดลง ทำให้ราคาน้ำตาลตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่สุดในเอเชีย ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำตาลในตลาดโลก ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ เกิดการขาดแคลนน้ำตาลทรายขึ้นภายในประเทศ ตามมาด้วยการประกาศปรับราคาจำหน่ายปลีกน้ำตาลทรายภายในประเทศ ขึ้นไปอีก ก.ก.ละ 3 บาท ภายใต้ความเชื่อที่ผิดๆว่า ขึ้นราคาน้ำตาลแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นมาเอง

ปรากฏว่าการขาดแคลนน้ำตาลกลับทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก เนื่องจากราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศ (โควตา ก.) "ต่ำกว่า" ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลก (โควตา ค.) ส่งผลให้เกิดกระบวนการลักลอบนำน้ำตาลโควตา ก.ออกไปจำหน่ายในต่างประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ในส่วนนี้โรงงานน้ำตาลได้ถูกมองว่าเป็น "ผู้ร้าย" ขึ้นมาทันที ทั้งจากการปรับราคาจำหน่ายปลีก ไปจนถึงการขอขึ้นค่าบรรจุภัณฑ์อีก 75 สตางค์/ถุง (ขนาดบรรจุ 1 ก.ก.) "ประชาชาติธุรกิจ" ด้วยความร่วมมือจาก 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลจึงจัดสัมมนา "รู้ลึก รอบด้าน อุตสาหกรรมน้ำตาลขาขึ้น" ในวันที่ 5 มิถุนายน 2549

นายอำนวย ปะติเส ผู้อำนวยการ บริษัทไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด กล่าวว่า การวางระบบอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลในช่วงเริ่มแรกของไทยเหมือนกับบราซิลอยู่ในฐานะเดียวกันกล่าวคือ รัฐควบคุมในการส่งออก แต่มาระยะหลังประเทศไทย เริ่มเปิดเสรีให้การส่งออกมากขึ้น โดยการดำเนินการผ่าน บริษัทน้ำตาลไทย ขณะที่บราซิลไปไกลกว่าไทยอีก ทั้งการเปิดให้ผลิต/ส่งออกน้ำตาลโดยเสรี เปิดให้มีการผลิต/ส่งออกเอทานอลโดยเสรี ยกเลิกการควบคุมทั้งหมด ซึ่งออสเตรเลียก็ดำเนินตามบราซิลไปติดๆ

ประเทศไทยทั้งๆ ที่ริเริ่มเปิดเสรีส่งออกน้ำตาลก่อนบราซิล-ออสเตรเลีย แต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้น เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เราก็ยังเหมือนเดิม ส่งผลให้ระบบอ้อยและน้ำตาลทรายเกิดปัญหามากมายจนกระทั่งถึงขณะนี้ คณะทำงานการศึกษาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่มีนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ก็มีความเข้าใจถึงระบบมากขึ้น มีผลศึกษาการเปลี่ยนแปลงระบบให้เป็นเหมือนต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเดิมจะนำสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่เกิดการยุบสภาเสียก่อน ผลศึกษาจึงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่มาพิจารณา

"คำจำกัดความของคำว่า เสรี คือ การทำแล้วจะต้องไม่กระทบตลาด ราคาสินค้าต้องปล่อยตามกลไกขององค์การการค้าโลก (WTO) ส่วนผู้บริโภค รัฐต้องเข้ามาดูแล ผมคิดว่า สถานการณ์ตอนนี้เราต้องคิดให้เหมือนต่างประเทศ จะลอกของบราซิลและมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับประเทศไทยก็ได้ ทำอย่างไร แบบไหน ที่จะยอมรับกันได้มากที่สุด ชาวไร่/โรงงานต้องอยู่ได้ โดยไม่ต้องถูกควบคุมอย่างทุกวันนี้" นายอำนวยกล่าว

และหากกังวลว่าเมื่อเปิดเสรีแล้ว จะมีผลกระทบต่อราคาน้ำตาลภายในประเทศ ตรงนี้อำนาจรัฐมีอยู่แล้ว การแทรกแซงราคาน้ำตาลทรายในประเทศจึงเป็นเรื่องที่ "ยกเว้น" ให้กระทำได้ อาจจะมีการกำหนดสต๊อก มีกลไกการแทรกแซงของรัฐ ซึ่งตรงนี้ถ้าคิดจะเปิดเสรีแล้ว ก็จะต้องหาหลักปฏิบัติให้เข้ากับประเทศไทยได้มากที่สุด

"ผมไม่เชื่อว่าในยุคนี้จะมีใครหยุดยั้งไม่ให้มีการผลิตเอทานอลจากอ้อยได้ กลไกตลาดเป็นตัวบังคับให้ผู้ประกอบการ หันไปผลิตเอทานอลกันมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องมองก็คือ เมื่อมีปัจจัยน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้อง มันจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลที่เป็นอยู่ ดังนั้นจะทำให้อุตสาหกรรมน้ำตาลอยู่ได้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งช่วงแรกอาจจะทำแบบกึ่งเสรีไปก่อน ใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ถือว่าเร็วเมื่อเทียบกับบราซิลที่ใช้เวลาถึง 15 ปี" นายอำนวยกล่าว

ด้าน นายอิสระ ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ให้ความเห็นว่า แบบจำลองของการเก็งกำไรน้ำมัน หรือน้ำตาลนั้น มีความคล้ายคลึงกัน มีตลาดซื้อขายล่วงหน้าเป็นกลไกให้เกิดการเก็งกำไรขึ้น สำหรับปัญหาต่างๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลของการที่รัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา นโยบายก็มีการเปลี่ยนแปลง ตัวผู้กำหนดนโยบายต้องมีการทำความเข้าใจใหม่กันมาตลอด

แต่อย่างไรก็ตามยังดีที่มีข้าราชการประจำซึ่งเวลานี้เริ่มเข้าใจตรงกันแล้ว มีข้อเสนอในรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลให้ดีขึ้น มีคณะทำงานเข้ามาศึกษาดูแล ซึ่งเตรียมที่จะเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรีเร็วๆ นี้

"ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งสิ้น 6-7 ล้านไร่ ที่ผ่านมาราคาอ้อยไม่จูงใจให้ปลูกอ้อยและผลผลิตต่อไร่ทำได้ไม่เต็มที่ น้ำตาลทุกกระสอบมีการควบคุมตลอด ยิ่งคุมมากต้นทุนก็สูงตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างอุปสรรค กับผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลมาก ถ้าสามารถผ่อนคลายในส่วนนี้ได้ก็จะดีมากขึ้น

ถามว่า ถ้าหากไม่เปิดเสรีแล้ว เราจะอยู่ได้หรือไม่ คำตอบก็คือ อยู่ได้ ซึ่งเราก็อยู่มานานแล้ว แต่ก็จะอยู่แบบมีปัญหาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ขณะที่ทิศทางของผู้ประกอบการก็คือ มองการลงทุนที่คิดว่ามีกำไรที่สุด ยกตัวอย่างเช่นการลงทุนโรงงานน้ำตาลในประเทศจีน 14 ปีของกลุ่มมิตรผล เราได้ผลผลิตเยอะกว่าลงทุนประเทศไทยที่ลงทุนมา 50 ปีเสียด้วยซ้ำ" นายอิสระกล่าว

ขณะที่ นายอุกฤษฎ์ อัษฎาธร กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทน้ำตาลไทยรุ่งเรือง กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่โรงงานน้ำตาลอยากให้เปิดเสรีอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาล ก็คือ การผลิตที่สามารถยืดหยุ่นได้ สามารถตัดสินใจว่า เราจะเอาน้ำอ้อยไปทำอะไรที่แข่งขันกับคู่แข่งได้ ไม่ใช่จำกัดว่าจะทำน้ำตาลเพียงอย่างเดียว หรือถ้าไปทำอย่างอื่นก็จะต้องนำมาเข้าสู่ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70/30 กันอีก ขณะที่โรงงานน้ำตาลเป็นผู้ลงทุน ผลิตสินค้าจากน้ำตาล แต่ผลสุดท้ายก็ปล่อยให้ชาวไร่อ้อยมาแบ่งปันผลประโยชน์ทั้งๆ ที่ชาวไร่อ้อยไม่ได้ลงทุน ก่อสร้างโรงงานผลิตโปรดักต์ใหม่ๆ

"การปลดล็อก หัวใจสำคัญก็คือ ให้นำอ้อยไปทำสินค้าต่างๆ เพราะบราซิลกับออสเตรเลีย ตอนนี้เขาก็ปล่อยเสรีหมดแล้ว โรงงานอยากให้ราคาอ้อยดี ดีโดยระบบที่เปิดเสรี ไม่ใช่ควบคุมกันอยู่อย่างทุกวันนี้" นายอุกฤษฎ์กล่าว

หน้า 2


สรุปแนวคิดการศึกษา เรื่อง การเปิดเสรีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3799 (2999)

คณะทำงานฯได้มีการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยสรุปได้ 2 แนวทางคือทางเลือกที่ 1

ไม่ต้องดำเนินการใดๆ โดยให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นอย่างที่ผ่านมา คือกำหนดให้มีกลไกควบคุมอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่อไป

ผลกระทบ

1) บางปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เป็นที่ยุติเด็ดขาด ยังคงต้องใช้วิธีการเจรจาต่อรองเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

2) ปัญหาข้อขัดแย้งจะไม่มีวันสิ้นสุดและนำไปสู่จุดสุดท้ายของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

3) รัฐบาลอาจจะจำเป็นต้องรับภาระหนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย หากกองทุนไม่สามารถหารายได้เพื่อชำระหนี้

4) ไม่พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้อ้อยหรือน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ

5) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ทางเลือกที่ 2

ต้องปรับเปลี่ยนระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้สอดคล้องกับระบบการค้าเสรีเต็มรูปแบบ โดยปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาของระบบอย่างแท้จริง โดยควรมีหลักการแก้ไขดังนี้

1) ให้ราคาน้ำตาลทรายเป็นไปตามกลไกตลาด

2) กำหนดให้มีปริมาณน้ำตาลทรายสำหรับการบริโภคภายในประเทศอย่างเพียงพอ

3) ลดการคุ้มครองและควบคุมโดยรัฐ เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลพัฒนา และเพิ่มศักยภาพให้อยู่ในระดับที่พึ่งพาตัวเองได้ และสามารถแข่งขันในตลาดโลก

4) เปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากการควบคุมเป็นกำกับดูแล

โดยแนวทางการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การเปิดเสรีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรกดังนี้

1) ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ โดยกำหนดมาตรฐานคุณภาพอ้อยและประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาลทราย 2) ปรับปรุงการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยใช้มาตรฐานคุณภาพอ้อยและประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาลทราย เป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทราย ด้วยระบบที่มีความชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และดำเนินการโดยองค์กรที่เป็นกลางและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย 3) ระยะเวลาในการดำเนินการดังกล่าวควรแล้วเสร็จภายใน 2 ปี

ผลกระทบ

1) ก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

2) ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ประสบภาวะขาดแคลนน้ำตาล เนื่องจากปัจจัยทางราคา

3) ชาวไร่มีรายได้เพิ่มจากการเพิ่มผลผลิต แต่ต้องยอมรับความผันผวนที่เกิดขึ้นจากกลไกตลาด

4) โรงงานน้ำตาลมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถใช้กำลังการผลิตได้มากขึ้นระหว่างเปิดหีบและปิดหีบ

หน้า 2