|
||||||||||||||
|
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ดีที่สุดแล้วหรือ...
โดย มีพาศน์ โปตระนันทน์ www.meepahd.com อดีตกรรมการกฤษฎีกา อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มติชนรายวัน วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10315 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฏ.) ที่ให้แปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นบริษัทมหาชน (กฟผ.) พ.ศ.2548 ซึ่งมีผู้เห็นด้วยกับคำพิพากษานี้เป็นจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่ถูกต้อง แต่เราควรจะพิเคราะห์ให้ถ่องแท้ด้วยว่า ดีที่สุดหรือไม่ เพราะคำพิพากษาที่ดีที่สุดจะส่งผลให้เศรษฐกิจดี ประเทศและประชาชนมีฐานะดี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น ก็ได้ทำกันในหลายประเทศ ซึ่งผลก็ปรากฏว่าได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ดีขึ้นได้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ทำให้ จีดีพี หรือผลผลิตมวลรวมภายในประเทศสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ประชาชนทั้งประเทศ รวมทั้งผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรผู้ยากจนมีฐานะและรายได้ดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่นที่ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศอังกฤษสมัยที่นางมาร์กาเร็ต แทตเซอร์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจทำให้อังกฤษพ้นจากสภาพประเทศที่เกือบจะยากจนที่สุดในยุโรปตะวันตก มาเป็นประเทศที่เจริญและร่ำรวยอยู่ในแนวหน้าของยุโรปปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนการแปรรูป โดยเห็นว่า กระบวนการแปรรูปมีข้อบกพร่อง กล่าวคือที่นายโอฬาร ไชยประวัติ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท กฟผ. ทั้งๆ ที่นายโอฬารเป็นกรรมการในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งทั้งสองบริษัทมีส่วนได้ส่วนเสีย เกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัท กฟผ. ดังนั้น คำสั่งแต่งตั้งนายโอฬาร ซึ่งทั้งสองบริษัทมีส่วนได้ส่วนเสีย เกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัท กฟผ. ดังนั้น คำสั่งแต่งตั้งนายโอฬาร จึงขัดต่อระเบียบการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีผลทำให้การจัดทำใดๆ ของคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย และเป็นเหตุผลหนึ่งในสี่ข้อที่ศาลปกครองสูงสุดอ้างในการพิพากษาให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกา ทั้งสองฉบับนั้น น่าคิดว่า ถึงแม้นายโอฬารจะได้รับการแต่งตั้งโดยขัดต่อระเบียบการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ก็ไม่ปรากฏว่า นายโอฬารได้กระทำผิดพลาดบกพร่อง ไม่สุจริต หรืองดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เสียหายในการเตรียมจัดตั้งบริษัท กฟผ.ด้วยประการใด ฉะนั้นอย่างมากศาลปกครองจึงน่าจะพิพากษาในประเด็นนี้เพียงว่า ให้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบแทนนายโอฬาร ซึ่งย่อมจะทำได้ตามมาตรา 72 วรรค 2 (พิพากษาโดยกำหนดเงื่อนไข เพื่อความเป็นธรรมแห่งกรณี) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 หรือถ้าจะไม่ใช้อำนาจตาม ม.72 วรรค 2 นี้ ก็อาจอ้างอำนาจทั่วไปของศาลที่อยู่ในระบบไต่สวนที่จะพิพากษาคดีให้เป็นธรรมและเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจและประชาชนโดยรวม อันเป็นเจตนารมณ์สูงสุดของกฎหมายก็ได้ โดยจะเกิดเป็นบรรทัดฐานที่ดียิ่งด้วย ที่ศาลปกครองสูงสุดยกเหตุผลอีกสองข้อ ขึ้นมาใช้ในการพิพากษาเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับ โดยกล่าวว่า สำหรับนายปริญญา นุตาลัย ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือประชาพิจารณ์นั้น เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามระเบียบการทำประชาพิจารณ์ นอกจากนี้ การประกาศสาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับลงในหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยก็ไม่ต่อเนื่อง เป็นการผิดระเบียบ ซึ่งข้อบกพร่องสองข้อนี้ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นแค่เพียงความบกพร่องในพิธีการแปรรูป กฟผ. ซึ่งพิธีการอันนี้มีขึ้นไว้เพื่อให้ประชาชนบางส่วนที่อาจต่อต้านการแปรรูปยอมรับการแปรรูป มากกว่าที่จะเป็นเรื่องสำคัญที่จะมาตัดสินว่า ควรจะแปรรูปหรือไม่ เพราะการจะตัดสินว่า ควรแปรรูปหรือไม่เพียงใด คุ้มค่าหรือไม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนทั้งประเทศต้องรับผิดชอบ โดยได้พิจารณาโดยรอบคอบ และถือเป็นนโยบายที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดต่อเศรษฐกิจและประชาชน มิใช่จะมาตัดสินกันด้วยประชาพิจารณ์หรือการรับฟังความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น การบกพร่องในพิธีการแปรรูปเช่นนี้จึงไม่น่าจะนำมาเป็นเหตุผลในการพิพากษาให้ยกเลิกการแปรรูป ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ศาลปกครองกล่าวว่า ทรัพย์สินของบริษัท กฟผ. ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เห็นว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการเวนคืนเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซและโรงไฟฟ้าพลังน้ำในท้องที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 176 ไร่ ขณะที่สิทธิเหนือพื้นดินเกี่ยวกับระบบส่งไฟฟ้าและสายไฟฟ้าทั้งหมดเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ และเป็นที่ราชพัสดุ จึงไม่อาจโอนไปให้ กฟผ. รวมเหตุผลข้างต้นแล้ว จึงพิพากษาให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับนั้น ถ้าพิเคราะห์อย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่า สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวทั้งหมด ถ้าจะเสียหายไปก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะมองเห็น แต่เมื่อเทียบกับมูลค่ากับผลประโยชน์ที่ "แผ่นดิน" ประเทศไทย และหรือประชาชนได้รับจากการแปรรูป กฟผ. น่าจะแตกต่างกันจนเปรียบเทียบไม่ได้ ความเสียหายต่อสาธารณสมบัตินี้ จึงไม่น่าจะมีนัยสำคัญนี้พอที่จะนำมาอ้างในการยกเลิกการแปรรูป กฟผ.จึงไม่ควรจะนำมาอ้างในการยกเลิกการแปรรูป กฟผ. อย่างไรก็ตาม ถ้าจะถือว่าความเสียหายต่อสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าว เป็นเรื่องสำคัญ เกินกว่าที่ศาลปกครองสูงสุดจะปล่อยผ่านไปเฉยๆ ศาลปกครองสูงสุดก็อาจอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1305 พิพากษาให้รัฐบาลสามารถออกพระราชกฤษฎีกาโอนสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวให้เป็นของ กฟผ. โดยมีเงื่อนไขให้ กฟผ. จ่ายค่าตอบแทนให้แก่แผ่นดินตามสมควรก็น่าจะทำได้เช่นกัน สรุปแล้ว ศาลไม่น่าจะต้องพิพากษาให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับอันจะมีผลเป็นการเพิกถอนการแปรรูปโดยสิ้นเชิง ซึ่งกล่าวกันว่า เกิดความเสียหายโดยตรงเป็นพันล้านบาท และรัฐบาลยังจะต้องค้ำประกันการกู้เงินหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยด้วย มาใช้ขยายการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. เพราะไม่อาจได้เงินจากการที่ กฟผ. จะเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ แต่ถ้ารัฐบาลจะดำเนินขั้นตอนการแปรรูป ตั้งแต่ต้นใหม่หมด กว่าจะเสร็จเรียบร้อยโดยไม่มีข้อบกพร่องใดๆ ก็น่าจะต้องเสียเวลาอีกเป็นปี อาจมีข้อแย้งว่า ถ้าศาลปกครองใช้ดุลพินิจพิพากษาตามที่ผู้เขียนเสนอ ก็อาจทำให้ความบกพร่องที่เกิดขึ้นดังกล่าว เงียบหายไปเฉยๆ โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าความบกพร่องที่เกิดขึ้น รัฐบาลผู้ดำเนินการแปรรูป กฟผ. ต้องรับผิดชอบเต็มที่ต่อรัฐสภาและประชาชน จะต้องถูกโจมตีโดยสื่อและนักวิชาการหรือกลุ่มพลังต่างๆ และอาจถูกตั้งกระทู้ถามในสภา หรือถูกอภิปรายตำหนิติเตียน ซึ่งน่าจะเป็นการลงโทษที่หนักพอเพียงอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีรัฐบาลใดต้องการให้เกิดความบกพร่องอย่างที่ได้เกิดขึ้นในคราวนี้ เราควรต้องคำนึงว่า ความบกพร่องในพิธีการหรือในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ควรจะหมายความว่า ถ้าไม่ล้มการแปรรูปจะเกิดความเสียหาย หรือการแปรรูปจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อเศรษฐกิจหรือประชาชน การตีความหรือใช้กฎหมายตามที่เสนอมานี้ จะเป็นสิ่งที่ดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เป็นวิธีการที่องค์กรที่มีอำนาจ น่าจะใช้อำนาจในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยโดยไม่ต้องสะดุด น่าคิดต่อไปว่า ในอีกคดีหนึ่งที่กำลังฟ้องร้องกันอยู่ ถ้าศาลปกครองพิพากษาให้ยกเลิกการแปรรูปบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยและประชาชนมากขึ้นอีก อย่างน้อยก็ที่ปรากฏจากคำยืนยันของนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ว่าถ้ามีการยกเลิกการแปรรูป ปตท. รัฐบาลจะต้องใช้เงินซื้อหุ้น ปตท.ในตลาดหลักทรัพย์คืนจากผู้ถือหุ้นถึง 400,000 ล้านบาท รัฐบาลจะนำเงินนี้มาจากที่ใด จึงเห็นได้ว่าการยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ จะกระทบถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน สภาพคล่องทางการเงิน อัตราดอกเบี้ย ปริมาณการลงทุนจากต่างประเทศ และผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยไม่จำเป็น หน้า 7 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดีที่สุดแล้ว โดย ตีรณ ติณณ์รักษ์ชัย มติชนรายวัน วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10328 เขียนบทความนี้เพื่อที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับบทความของอาจารย์มีพาศน์ โปตระนันทน์ ที่ใช้ชื่อว่า "คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ดีที่สุดแล้วหรือ..." ที่ตีพิมพ์ลงในมติชนรายวัน พุธที่ 7 มิถุนายน 2549 หน้า 7 ขอบอกก่อนว่า เนื่องจากผู้เขียนมีอาชีพเป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง ซึ่งจำเป็นจะต้องพูดคุยและต่อล้อต่อเถียงแบบมีเหตุผล (logical argument) กับผู้คนรอบข้างตลอดเวลา ทำให้มีลักษณะนิสัยการเขียนแบบ "เห็นประเด็น แก้ประเด็น" ดังนั้น บทความก็จะออกมาในลักษณะนี้ด้วย อย่างไรก็ดี ก็จะพยายามสรุปรวบยอดแนวคิดของตนเองด้วยว่า ทำไมจึงไม่เห็นด้วยกับอาจารย์มีพาศน์ เพื่อให้ผู้อ่านชัดเจนในแนวคิดรวม โดยรวมมีความเห็นว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับเรื่องการแปรรูป กฟผ. เป็นคำพิพากษาที่ดีที่สุดแล้วในกรณีนี้ ซึ่งต่างจากความเห็นของอาจารย์มีพาศน์เป็นอย่างมาก ดังขออธิบายแย้งทีละประเด็นของอาจารย์มีพาศน์ดังต่อไปนี้ ในย่อหน้าแรกๆ ของอาจารย์มีพาศน์ เขียนความเห็นที่ดูเหมือนเป็นการสรุปรวมไว้ว่า "คำพิพากษาที่ดีที่สุด จะส่งผลให้เศรษฐกิจดี ประเทศและประชาชนมีฐานะดี" ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนี้ไม่ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจดี ประเทศและประชาชนมีฐานะดีที่สุดแต่ประการใด ในหลักการเห็นด้วยเต็มที่กับคำพูดประโยคนี้ แต่ประเด็นที่เรารู้กันมานานก็คือ คำว่า "ดี" ไม่ว่าจะเป็นเชิงบุคคล หรือเชิงสังคม หรือเชิงใดๆ ก็ตาม เป็นคำที่นิยามได้ยากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสภาวการณ์โลกาภิวัตน์ และ post medern ที่นิยามทุกอย่างถูกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเชื่อมข้อความนี้เข้ากับย่อหน้าสุดท้ายของอาจารย์มีพาศน์ ก็จะคาดเดาได้ว่า อาจารย์มีพาศน์เห็นว่า คำพิพากษาที่ดีที่สุดนั้น หมายถึง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ดี ความเชื่อมั่นของนักลงทุนดี สภาพคล่องทางการเงินดี อัตราดอกเบี้ยดี การลงทุนจากต่างประเทศดี และผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ดี เป็นต้น ตรงนี้แหละที่เป็นแนวคิดหลักข้อแรกที่สำคัญที่สุดของอาจารย์มีพาศน์ที่ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าอาจารย์มีพาศน์กำลังใช้ชุดตรรกะมาตรฐานของทุนนิยมสุดขั้ว (ซึ่งรัฐบาลทักษิณบูชาอย่างเหนียวแน่น) ซึ่งกำลังจะตกยุคไปแล้วมาเป็นไม้บรรทัดวัดความ "ดี" ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอยู่ เหตุผลที่ตรรกะชุดนี้กำลังตกยุคก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ คือการที่มันถูกใช้อย่างสุดขั้วมากเกินไป ทำให้โลกรวมถึงประเทศไทยมีสถานะเละเทะเหมือนที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้ จนต้องมานั่งแก้กันตอนนี้ ทั้งที่ในหลวงได้พระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและสหประชาชาติได้เริ่มนำความคิดนี้ ไปเป็นความคิดหลักของแนวการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกในยุคต่อไป ผู้เขียนไม่ได้ต้องการเกาะกระแสเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความเท่ในการออกความเห็นเพราะว่า ผู้เขียนมีพื้นฐานการศึกษาบริหารธุรกิจและประสบการณ์ธุรกิจในชีวิตจริงที่ลอกตรรกะทุนนิยมสุดขั้วมาทั้งดุ้น และเคยบูชาตรรกะนี้อย่างเหนียวแน่นมาก่อนเช่นกัน จนกระทั่งได้รับการกล่อมเกลาเชิงความคิด จากผู้รู้หลายท่านผ่านหนังสือจำนวนมาก ประสบการณ์จริงที่ความร่ำรวยมากขึ้น แต่เห็นคุณภาพชีวิต ครอบครัว และสังคมแย่ลง ผนวกกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ค่อยๆ ลดความรุนแรงของแนวคิดนี้ลง และพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่นอกเหนือจากเงินและความร่ำรวยมากขึ้น และพบว่ามันได้ทำให้เราและคนรอบข้างมีความสุข ความสงบมากขึ้นจริงๆ นี่เป็นประเด็นแรก และเป็นประเด็นของผมที่คิดว่าสำคัญที่สุดในการค้านอาจารย์มีพาศน์ อาจารย์มีพาศน์ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ของประเทศอังกฤษในสมัย Magaret Thatcher มากล่าวอ้าง ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยว่ามันถูกต้อง แต่ประเด็นคือ ทำไมอาจารย์มีพาศน์ถึงมิได้ยกตัวอย่างการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ล้มเหลวมากล่าวอ้างบ้าง ดังเช่นกรณีที่รู้กันทั่วไปคือ อาร์เจนตินา เพื่อที่ผู้อ่านจะได้รับฟังข้อมูลที่สมดุลกัน ผู้เขียนเห็นว่า การใช้ "การสรุปคลุม" (generalization) เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะเรื่องสภาวะเศรษฐกิจ การเมืองเหล่านี้ไม่ได้เป็นความจริงแท้แน่นอนตลอดกาล (axiom) ดังเช่นที่มันเป็นในเชิงคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ เมื่อการสรุปคลุมเช่นนี้ถูกนำเสนอผ่านผู้เขียนซึ่งเป็นถึงอดีตกรรมการกฤษฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาแล้ว มันมีแนวโน้มที่จะชี้นำให้เกิดความเข้าใจผิด (mislead) ในหมู่ผู้รับสารอย่างยิ่ง ผู้เขียนเห็นว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (หรือการกระทำใดๆ ที่จะมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง) ในประเทศหนึ่งๆ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างสูง และขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลากหลายประการ เช่น ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ประเพณี สภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น ระยะเวลาที่ถูกต้อง ฯลฯ เกินกว่าที่จะสรุปคลุมเพียงเพราะว่า เรามีและกล่าวอ้างตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จเพียงกรณีเดียวเท่านั้น ในประเด็นตัวบุคคล อาจารย์มีพาศน์ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับศาลปกครองสูงสุด ในกรณีของคุณโอฬาร ไชยประวัติ (ประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์) โดยให้เหตุผลว่า คุณโอฬารยังมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ เลย และได้เสนอการแก้ไขทางกฎหมายที่เหมาะสมไว้ด้วย ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับอาจารย์มีพาศน์ในกรณีคุณโอฬารนี้ว่า เราไม่สามารถใช้ตรรกะเช่นนี้ (ว่าคุณโอฬาร ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ) ได้ เพราะว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณโอฬารทำอะไรเสียหายแล้วหรือยัง แต่อยู่ที่ว่าคุณโอฬารมีคุณสมบัติต้องห้ามนี้ตั้งแต่ต้นแล้ว และไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผู้มีอำนาจก็ยังแต่งตั้งคุณโอฬารเข้ามาอีก หากเรายอมรับตรรกะการบริหารประเทศเช่นนี้ได้ ก็จะกลายเป็นเรายอมรับหลักการของ end justifies mean อันโด่งดังของรัฐบาลทักษิณ ยังคงจำกันได้ว่า ครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยยอมรับตรรกะนี้ คือการยอมรับบุคคลผู้หนึ่งซึ่งถูกจับได้อย่างชัดเจนว่า ปกปิดทรัพย์สินของตนเอง (ที่เราเรียกว่า "ซุกหุ้น" หรือ "บกพร่องโดยสุจริต" นั่นแหละ) ซึ่งสุดท้ายแล้ว อย่างน้อยที่สุดในกรณีของคุณทักษิณส่วนหนึ่งก็ได้พิสูจน์ว่า ตรรกะเช่นนี้ไม่สามารถนำมาใช้กับเรื่องที่มีผลกระทบกว้างไกลเช่นการบริหารประเทศได้ การที่ศาลปกครองสูงสุดยกเหตุผลกรณีคุณโอฬารขึ้นมานี้ เป็นการบอกอย่างชัดเจนว่า การบริหารประเทศ และคนที่จะอยู่ในสถานการณ์บริหารประเทศนี้ เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถูกต้อง และสะอาดในทุกขั้นตอน อย่างปราศจากข้อกังขา ไม่ว่าข้อสงสัยหรือขั้นตอนที่เล็กน้อยเพียงใด และสุดท้าย ประเด็นความขัดแย้งกันของผลประโยชน์นี้มิใช่หรือ ที่ย้อนกลับมาทำลายรัฐบาลทักษิณเอง ผู้เขียนใช้ตรรกะเช่นนี้กับกรณีคุณปริญญา นุตาลัย (คุณสมบัติต้องห้ามตามระเบียบการทำประชาพิจารณ์) เช่นกัน คือ ความไม่ถูกต้องโปร่งใสในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้น อาจารย์มีพาศน์กล่าวว่า "ควรแปรรูปหรือไม่ เพียงใด คุ้มค่าหรือไม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ต้องรับผิดชอบ โดยได้พิจารณาโดยรอบคอบและถือเป็นนโยบายที่ต้องปฏิบัติ เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดต่อเศรษฐกิจและประชาชน มิใช่จะมาตัดสินกันด้วยประชาพิจารณ์หรือการรับฟังความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น" ถูกเป๊ะเลย เห็นด้วยเต็มที่สำหรับท่อนแรก (ก่อนคำว่า มิใช่...) แต่มี 2 ประเด็นค้าน ประเด็นแรก รัฐบาลนี้ (หรือรัฐบาลไหนๆ ของประเทศไทยที่ผ่านมาก็ตาม) ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า "ความกล้าที่จะรับผิดชอบ- accountability" เลยแม้แต่น้อย เกิดอุบัติเหตุคนตายเป็นร้อยในความดูแลของตนเองก็กล่าวอ้างว่าควบคุมไม่ได้ สภาพเศรษฐกิจแย่ลงก็บอกว่าเป็นไปตามกระแสโลก คนตายเป็นเบือในกรณีตากใบก็ได้แต่เงียบๆ ไป ในขณะที่ประเทศอื่นๆ (ตัวอย่างน่าเบื่อเพราะพูดกันบ่อยๆ) รัฐมนตรีเขาลาออกทันทีที่เกิดอุบัติเหตุใหญ่ทางรถไฟ หรือลาออก เพียงเพราะว่าไปตีกอล์ฟในขณะที่มีผู้ชุมนุมประท้วงอยู่ ในขณะที่ประเทศเราคนไล่กันทั้งประเทศ มีหลักฐานชัดเจนว่า ฉ้อราษฎร์บังหลวง ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ตำแหน่งอันทรงเกียรติ อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ประเด็นของ "ความกล้าที่จะรับผิดชอบ" นี้ ถ้าไม่นับความกดดันจากสื่อหรือคนรอบข้างแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดขึ้นได้คือ การที่คนผู้หนึ่งถูกอบรมเลี้ยงดูมาให้เคารพตนเองและผู้อื่นเทียบเท่ากัน ซึ่งเท่าที่ดูพฤติกรรมที่ผ่านมาของนักการเมืองไทยแล้ว คงยากที่จะหาคนที่มีความกล้าที่จะรับผิดชอบเช่นนี้ได้ ดังนั้น เราจะสามารถคาดหวัง ไว้วางใจ คนกลุ่มที่ปราศจากความกล้าที่จะรับผิดชอบเช่นนี้ได้อย่างไร? ในเมื่อเขาไม่เคยมีประวัติกล้ารับผิดชอบมาก่อนเลย หากจะบอกว่า เขาได้มา 19 ล้านเสียงเลือกตั้งของประชาชนนั้น แล้วเราจะตั้งใจละเลยอีกมากกว่า 20 ล้านเสียงในประเทศไทย ที่ไม่ได้เลือกรัฐบาลหรือ? หรือเราจะถือว่า ใครได้เสียงมากกว่าก็ทำได้ทุกอย่าง ถูกทุกเรื่องหรือเปล่า? ถ้าอาจารย์มีพาศน์ถามนักรัฐศาสตร์ดู เขาจะสามารถอธิบายให้ฟังได้ว่า รัฐบาลไม่สามารถอ้าง 19 ล้านเสียงนี้ว่าเป็นฉันทานุมัติจากประชาชนได้ และหากจะอ้างกันจริง (ซึ่งรัฐบาลทักษิณทำอยู่บ่อยๆ) ผลโนโหวตในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็เป็นการบอกอย่างชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลไม่สามารถอ้างเช่นนั้นได้ และหากจะถือกันจริงๆ ว่า 19 ล้านเสียงเป็นฉันทานุมัติตามที่ไทยรักไทยเข้าใจ และนำไปใช้อ้างทุกเรื่องราวที่ผ่านมานั้น มันก็ได้กลายเป็นสภาพอย่างที่เราเห็นอยู่ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา คือ ทรราชเสียงข้างมากไง และนั่นคือสาเหตุที่บอกว่า ทำไมผู้นำที่ได้เสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตยจึงจำเป็นจะต้องรับฟังเสียงข้างน้อย และให้ความสำคัญของเสียงข้างน้อยเทียบเท่ากับเสียงข้างมากเสมอ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเขาจะเลือกไทยรักไทยหรือไม่ เขาก็เป็นคนไทยเหมือนกันไม่ใช่หรือ? หรือว่าต้องการให้สถานการณ์ "ไทยเหนือ ไทยใต้" ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดการบริหารธุรกิจของทักษิณ ลุกลามไปทำลายชาติไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ เวลาที่เขาเป็นรัฐบาล เขาเป็นรัฐบาลแห่งประเทศไทยไม่ใช่หรือ? ตำแหน่งของคุณทักษิณเรียกว่า "นายกรัฐมนตรีแห่งปรเทศไทย" ไม่ใช่หรือ? ตรงนี้ถือเป็นคำตอบของผลต่ออาจารย์พินาศน์ว่า ทำไมการทำประชาพิจารณ์ที่แท้จริง และการยอมรับฟังเสียงข้างน้อยจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง "โดยได้พิจารณาโดยรอบคอบ" ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เห็นแย้ง ตามที่ผู้เขียนเห็นในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทักษิณ ได้บริหารประเทศในลักษณะ "คุณพ่อรู้ดี" ในทุกเรื่อง คือให้ประชาชนไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวรัฐบาลจะให้ในทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องคอขาดบาดตาย เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการเปิดเขตการค้าเสรีจำนวนมากด้วย เหมือนที่ดังได้ฟังคำวิจารณ์มามากแล้ว จะกล่าวซ้ำในที่นี้อย่างรวบรัดที่สุด การบริหารประเทศไม่เหมือนกับการบริหารบริษัทของตนเองที่ตัวเองเป็นเจ้าของเงินอย่างสมบูรณ์และสามารถใช้วิธี "คุณพ่อรู้ดี" ได้ โดยเฉพาะอยู่ในมือผู้บริหารที่คิดไม่เป็น ทำไม่เป็นในหลายๆ เรื่อง แต่ยังอหังการคิดว่าตนเองทำเป็น โดยไม่ตระหนักว่าการบริหารธุรกิจ และรัฐกิจนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ความอหังการนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ "ไม่รู้แล้วยังไม่ถาม" อีก เห็นชัดในกรณีของการเปิดเขตการค้าเสรีต่างๆ ส่วนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น ต่อให้เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ไม่มีผู้ใดมีส่วนได้ส่วนเสียเป็นการส่วนตัวใดๆ เลย การทำแบบ "คุณพ่อรู้ดี" นี้ ดังที่เราได้เห็นผลขณะนี้แล้วว่า ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลแก่ธุรกิจของรากหญ้าในประเทศไทย และก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลต่อธุรกิจที่ยังคงจะต้องใช้เงินตราต่างประเทศไปซื้อมาทั้งดุ้น และเพิ่มระดับของความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ที่มีและผู้ที่ไม่มีให้มากขึ้นไปอีก นับเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศโดยแท้ ทำไมรัฐบาลจึงไม่ทำประชาพิจารณ์อย่างจริงแท้และกว้างขวางก่อนที่จะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าซึ่งถือหุ้นประเทศไทยไว้อย่างเท่าเทียมกันได้ช่วยกันคิดหาทางที่เหมาะสมที่สุดที่จะเดินไปข้างหน้า หรือเข้าเขตการค้าเสรี หรือถือหุ้นรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปแล้วอย่างเท่าเทียมกัน? หากไม่ใช่ความถือดีในการเป็น "คุณพ่อรู้ดี" ของตนเอง ประเด็นสุดท้ายของตรงนี้ได้แก่ การที่รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลใดทำตัวเป็น "คุณพ่อรู้ดี" โดยพฤตินัยแล้วหมายความว่า รัฐบาลนั้นมิได้เป็นรัฐบาลแห่งระบอบประชาธิปไตยที่รับฟังประชาชนอย่างแท้จริง ซ้ำยังมีนัยยะดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชนว่า ไม่รู้ดีเท่ากับรัฐบาล อย่าสะเออะมาให้ความเห็นเป็นอันขาด นั่งเฉยๆ รอรัฐบาลให้เงินมาเถอะ หากเห็นด้วยกับย่อหน้าด้านบนนี้ อาจารย์มีพาศน์ไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกรัฐบาลเอาเงิน สถานะที่เหนือกว่าตบหน้าหรือเอาผลประโยชน์มาล่อหรือ? อย่างน้อยที่สุดผู้เขียนคนหนึ่งล่ะที่รู้สึกและรับไม่ได้เลย สำหรับประเด็นทรัพย์สินของ กฟผ.ที่อาจารย์มีพาศน์ให้ความเห็นว่า "หากพิเคราะห์อย่างลึกซึ้งแล้ว สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวทั้งหมด ถ้าจะเสียหายไปก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะมองเห็น แต่เมื่อเทียบกับมูลค่ากับผลประโยชน์ ที่แผ่นดินประเทศไทย และหรือประชาชนได้รับจากการแปรรูป กฟผ.น่าจะแตกต่างกันจนเปรียบเทียบไม่ได้" ตรงนี้ผมไม่เข้าใจตรรกะของอาจารย์มีพาศน์แม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า "สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวทั้งหมด ถ้าจะเสียหายไปก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะมองเห็น" ไม่เข้าใจในประเด็นที่ว่า ตกลงอาจารย์มีพาศน์ให้ความสำคัญต่อความเสียหายนี้หรือไม่ แต่ด้วยความเห็นของผู้เขียนเอง ถ้าเราเห็นว่าของชิ้นหนึ่งๆ เป็นสาธารณสมบัติแล้ว หมายความว่าเป็นของคนไทยทุกคน และเราควรให้ความสำคัญกับความเสียหายของมันแน่ๆ ไม่ว่าความเสียหายนั้นเล็กน้อย หรือ "มองไม่เห็น" เพียงใดก็ตาม การที่มัน "ยากที่จะมองเห็น" ไม่ได้แปลว่ามันปราศจากความสำคัญไม่ใช่หรือครับ? เมื่อเราสูญเสีย "ข้าวหอมมะลิ" หรือ "ฤๅษีดัดตน" ให้ชาติอื่นมาชุบมือเปิบไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์เป็นของเขา อย่างนี้เราจะถือว่าเราเสียหาย "มูลค่าและผลประโยชน์" ได้หรือไม่? คิดว่าใช่แน่ ขอทีเถอะ ขอความกรุณาอย่าใช้ตรรกะตื้นเขินเช่นนี้ ในการประเมินเรื่องที่มีความสำคัญในระดับนี้เลย เพราะตรรกะ "ทุกอย่างเป็นเงิน" และจะต้อง "จับต้องได้" เช่นนี้มิใช่หรือที่ทำให้สภาพสังคม และวัฒนธรรมของเราเละเทะมาจนถึงปัจจุบันนี้? สำหรับประเด็น "แต่เมื่อเทียบกับมูลค่ากับผลประโยชน์ที่แผ่นดินประเทศไทย และหรือประชาชนได้รับจากการแปรรูป กฟผ. น่าจะแตกต่างกันจนเปรียบเทียบไม่ได้" ก็เป็นตรรกะ "ทุกอย่างเป็นเงินและผลประโยชน์" เช่นเดียวกัน นอกจากไม่ถูกต้องแล้ว ยังละเลยการเกลี่ยกระจายผลประโยชน์ให้แก่คนไทย 62 ล้านคนอีกด้วย ไม่ใช่จำเพาะไม่กี่แสนคนในตลาดหลักทรัพย์ หรือไม่กี่สิบคนที่ได้ถือหุ้นการไฟฟ้าฯ นี่เรายังไม่ได้คุยกับถึงการนิยามคำว่า "ผลประโยชน์จากการแปรรูปการไฟฟ้า" ให้ชัดเจนเลยว่า ตกลงมันคืออะไรบ้าง (นอกเหนือจากการคลั่งมาตรฐาน GDP, marketcap... ฯลฯ) ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ คนไทยขายธุรกิจของตนเองที่ชื่อ ชินคอร์ป ให้กับสิงคโปร์ ได้เงินมามหาศาล เงินนั้นต่อให้อยู่ในประเทศ แต่มันอำนวยผลประโยชน์ให้กับไทยทั้งหมดได้หรือไม่? เราสูญเสียบริษัทที่มีตราครุฑพระราชทาน วงโคจรดาวเทียมซึ่งเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับความมั่นคงของประเทศ ดาวเทียมที่ในหลวงพระราชทานนามให้แก่บริษัทต่างชาติ เรื่องเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่อง "ยากที่จะมองเห็น" เพราะว่ามันปราศจาก "มูลค่าและผลประโยชน์" หรือเปล่า? เทมาเส็กไม่ใช่คนเลวอย่างแน่นอน เขาเพียงแต่เอาเงินไปลงทุนในสิ่งที่คิดว่าจะให้ผลกำไรสูงสุดเท่านั้น แต่ประเด็นคือ เขาจะกระทำเพื่อคนไทยหรือแผ่นดินนี้หรือไม่? เขาเห็นโอกาสทำกำไร เขาก็ทำกำไร เท่านั้นเอง คนที่ต่ำช้าคือคนที่เกิด เติบโต ร่ำรวยโดยอาศัยแผ่นดินนี้ นอกจากไม่ใช้คืนอะไรเลย พยายามหลบเลี่ยงทุกอย่าง ยังคิดเพียงแต่เอาเงินเป็นตัวตั้ง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายระยะยาวของประเทศ อย่างนี้เราจะถือว่า "เปรียบเทียบกันไม่ได้" หรือไม่? ดังนั้น จึงไม่เห็นด้วยกับอาจารย์มีพาศน์โดยสิ้นเชิงในคำกล่าวที่ว่า "ความเสียหายต่อสาธารณสมบัตินี้ จึงไม่น่าจะมีนัยสำคัญนี้พอที่จะนำมาอ้างในการยกเลิกการแปรรูป กฟผ." ในช่วงสรุป อาจารย์มีพาศน์เริ่มด้วยการกล่าวว่า การยกเลิกการแปรรูป กฟผ.จะเกิดความเสียหายนับพันล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันเงินกู้ การเสียโอกาสในการขยายการผลิตไฟฟ้า แน่นอน ตรงนี้ก็ไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลที่มีผู้กล่าวไปมากแล้ว คือ หากองค์กรที่ทำธุรกิจผูกขาด และมีระดับการทำกำไรสูงมากๆ อย่าง กฟผ.ต้องการเงินกู้ เจ้าหนี้ต้องการการค้ำประกันหนักแน่นจำนวนมากหรือ? คนในวงการธุรกิจรู้กันดี คนที่มีเครดิตดีมากๆ มีแต่ธนาคารจะวิ่งมาให้กู้ถึงหน้าบริษัทเสียอีก ส่วนการเสียโอกาสในการขยายการผลิตไฟฟ้านั้น แสดงว่าอาจารย์มิได้เข้าใจหรือให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจพอเพียงเลย การขยายการผลิตไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอนเพียงแต่ว่ามันควรจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนหลักในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะต้องมีการระดมความคิดจากประชาชนอย่างกว้างขวางว่า ตกลงประเทศไทยจะเดินไปทางใดกันแน่? ประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ได้กล่าวไว้บ่อยๆ แล้วจึงจะไม่ขอกล่าวซ้ำในที่นี้ เพียงแต่ต้องการเน้นว่า หากเราไม่รู้จักการ "พอเพียง" ในทุกเรื่องแล้ว รังแต่จะเดินหน้าเข้าสู่ความพินาศเท่านั้น ที่มันเป็นกันอยู่ทั้งโลกตอนนี้เพราะว่าความละโมบที่จะเติบโต ทำกำไรอย่างไม่หยุดยั้งมิใช่หรือ? ผู้เขียนขอใช้ตรรกะข้อเดียวกันนี้ในการสนับสนุนการเริ่มการแปรรูปใหม่ (ถ้าจะทำ) โดยรัฐบาลโดยจะต้องใช้เวลาเป็นปี เราจะกังวลทำไมกับการเสียเวลาเพิ่มอีกเป็นปีในการทำทุกอย่างให้ถูกต้องและรอบคอบตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ต้องมาคอยแก้ปัญหาภายหลัง เราจำเป็นที่จะต้องรีบๆ ไปแข่งกับผู้อื่นเพื่อรีบๆ เอาสิ่งที่คิดว่าควรจะเป็นของตนเองมาหรือ? เรายังมีบทเรียนไม่พออีกหรือต่อผลลัพธ์ของความโลภ ประเทศไทยคงจะต้องอยู่ในแผนที่โลกไปอีกนาน การใช้เวลาอีก 1-2 ปี เพื่อทำทุกอย่างให้ถูกต้องถือเป็นการเสียเวลามากหรือ? จำได้ไหมต่อคำพูดของในหลวงที่ว่า "การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญหรอก สำคัญที่เราพออยู่พอกินหรือไม่" อาจารย์มีพาศน์ยังกล่าวย้ำความเห็นของท่านในประเด็นเดิมอีกว่า หากมีความเสียหายจากการแปรรูปเกิดขึ้นจริง ก็จะมีผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะฉะนั้นผู้เขียนก็ขอตอกย้ำความไม่เห็นด้วยในประเด็นเดิมเช่นกัน คือจนถึงบัดนี้ เรายังไม่มีรัฐบาลที่มี accountability ในประเทศนี้เลย เมื่อรวมเข้ากับการบริหารแบบ "คุณพ่อรู้ดี" และ "หลบหลีกการตอบคำถามในสภา" คือไม่ให้ความสำคัญต่อสภา ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนทั้งประเทศแล้ว ดูถูกเหยียดหยามทุกคนตลอดเวลาว่า "ไม่รู้เรื่องดีเท่าเรา" แล้ว เราจะสามารถคาดหวังอันใดได้? อะไรคือ เหตุผลของการยุบสภาครั้งล่าสุดโดยรัฐบาลทักษิณ? เพราะความขัดแย้งที่แก้ไม่ได้ระหว่างฝ่ายบริหารหรือนิติบัญญัติหรือ? เปล่าเลย ทักษิณยุบสภาเพราะต้องการหนีการตอบคำถามที่ตนเองไม่ต้องการตอบเท่านั้น แล้วเราจะสามารถคาดหวัง accountability จากคนเช่นนี้หรือ? การที่อาจารย์มีพาศน์อ้างคำพูดของคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ในย่อหน้าก่อนสุดท้ายว่า หากยกเลิกการแปรรูป ปตท. รัฐบาลจะไม่มีปัญหาหาเงินมาซื้อหุ้น ปตท.คืนประมาณ 6 แสนล้านบาท เป็นตรรกะที่ผิดพลาดร้ายแรงอย่างยิ่ง ตัวคุณประเสริฐนั้น ช่างเขาเถิด เขาจำเป็นต้องพูดเช่นนั้นเพราะว่าผมเชื่อว่าเขาเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่บ้างในการแปรรูป เขาก็ต้องพูดปกป้องผลประโยชน์ตนเอง หรือกลุ่มตนเองไว้ก่อน แต่การที่อาจารย์มีพาศน์นำคำพูดของคุณประเสริฐมาใช้เพื่อสนับสนุนความคิดเห็นตนเองนี้เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะว่ามันเป็นคำพูดของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตรรกะนี้ผิดพลาดเพราะว่าความไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรมในการแปรหุ้น ปตท.ได้เกิดขึ้นไปแล้ว และโดยส่วนตัวเชื่อว่า ถ้าเราต้องการที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศอย่างจริงใจแล้ว ทุกฝ่ายสามารถร่วมมือกันแก้ไข (undo) มันได้ ถึงแม้ว่าจะยุ่งยากและแสนแพงเพียงใดก็ตาม (ขอให้ดูกรณีไอทีวีที่จะต้องกลับมาจ่ายค่าสัมปทานอย่างถูกต้องเป็นตัวอย่าง หลังจากที่ได้รับการพิจารณายกเว้นไปแล้ว) แต่การยกประเด็น 6 แสนล้านขึ้นมานี้ เปรียบเสมือนเป็นการบอกว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นไปแล้ว ถ้าจะแก้ให้ถูกต้องจะแพงมาก เพราะฉะนั้นปล่อยๆ มันไปเถอะ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เป็นไร ความหน้าว่ากันใหม่ ฯลฯ ในทางธุรกิจเราใช้ตรรกะเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา และมันถูกต้องด้วย เนื่องจากการตัดสินใจทางธุรกิจส่วนมากนั้น ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่กว้างไกล และลึกซึ้งต่อคนทุกหมู่เหล่าเหมือนการบริหารประเทศ ถ้าการตัดสินใจเข้าเขตการค้าเสรีทำให้ชาวสวนผลไม้หลายกลุ่มหมดอาชีพที่ทำมาหลายชั่วคน โดยปราศจากการหาข้อตกลงกันก่อน หรือการชดเชยอย่างเหมาะสม ผลกระทบเช่นนี้ร้ายแรงกว่าการขาดทุน หรือกำไรจากธุรกรรมใดๆ ในการทำธุรกิจอย่าง (ขออนุญาตใช้คำพูดของอาจารย์มีพาศน์เอง) "เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย" ขอถามอาจารย์มีพาศน์และผู้อ่านทุกท่านอีกครั้งว่า เราจะยอมรับตรรกะการทำงานเช่นนี้หรือ? ตกลงเราจะอยู่กันโดยไม่แยแสความถูกต้อง คุณธรรม ความโปร่งใส จริยธรรมในการทำงาน แล้วใช่ไหม? เพียงเพราะว่ามัน "ผ่านไปแล้ว" หรือ "ยากที่จะเห็นได้" หรือเปล่า? ลองถามตัวเองดู ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ไม่ต้องการให้ลูกๆ เติบโตขึ้นในสังคมที่มาตรฐานต่ำทรามขนาดนี้แน่นอน โดยสรุปแล้ว เห็นและขอตอบอาจารย์มีพาศน์ว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ดีที่สุดแล้วครับ...โดยคำพิพากษานี้ ศาลปกครองกำลังบอกผู้มีอำนาจว่า อย่าได้คะนองอำนาจ อย่าบริหารแบบคุณพ่อรู้ดี โดยปราศจากความเห็นร่วมกันอย่างแท้จริง ของประชาชนไทย อย่ามั่วโดยใช้หลักการ end justify mean และต่อให้คุณลำพองใจทำอะไรที่ไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดศีลธรรมแล้ว ฟ้าก็ยังมีตาพอที่จะแก้ไขในสิ่งที่คุณทำลงไป ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม หน้า 6
|