หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
รำพึงหา "หน้าต่างกลยุทธ์"

การบริหารรัฐ จัดการธุรกิจ : ธงชัย สันติวงษ์ คณะพาณิชย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549

คำว่า "หน้าต่างกลยุทธ์" (Strategic Window) คือ คำที่ใช้พูดถึงสถานการณ์ทางกลยุทธ์ที่เปิดขึ้นหรือปิดลง อันส่งผลเป็นโอกาสหรือข้อจำกัดของการดำเนินการทางกลยุทธ์ต่างๆ

ในการบริหารเชิงกลยุทธ์นั้นเมื่อใดที่ "หน้าต่างกลยุทธ์เปิดขึ้น" จะเป็นสถานการณ์ที่เงื่อนไขเอื้อที่ดีที่สุด ที่จะเป็นโอกาสที่พร้อมและเหมาะสมกับดีสำหรับการดำเนินการในสิ่งต่างๆ ที่จะให้ได้ผลดีที่สุดในทางกลยุทธ์

ผมชอบจะเปรียบสถานการณ์ของหน้าต่างกลยุทธ์เปิดว่า เสมือนเป็น "ดอกโบตั๋น ที่จะบานเฉพาะเมื่อตอนเที่ยงคืน" อันเป็นจังหวะโอกาสเพียงแค่ช่วงสั้นๆ ที่ดีที่สุด แล้วก็จะหุบลงหาชมอีกไม่ได้ นั่นย่อมแสดงว่าเวลาและโอกาสที่เลยผ่านไป หากพลาดไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากหรือต้องทำแล้ว ย่อมเสียหายและเรียกคืนไม่ได้ ซึ่งหากเกิดบ่อยย่อมทำให้ต้องยืนอยู่กับที่ ไม่ก้าวหน้าไปไหน หรือ ต้องถอยหลังเรื่อยไปเป็นที่น่าเสียดายยิ่ง

สัปดาห์ที่ผ่านมา เวทีสัมมนาหลายเวทีได้พูดถึงปัญหา ภาวะเศรษฐกิจไทยและทางออก โดยวิทยากรหลายท่านได้แสดงความเห็นเป็นประโยชน์ ทำให้สามารถเก็บตกมาเขียนขยายความคิดได้

ผู้พูดหลายคนต่างพูดตรงกันว่า ปัญหาเมืองไทยขณะนี้คือ มาจากปัญหาราคาน้ำมันกับอัตราดอกเบี้ย แต่มีท่านหนึ่งที่ชี้ว่าไม่ใช่ และจริงๆ แล้ว ปัญหาของไทยคือ ปัญหาด้าน "โครงสร้าง" ที่ไม่มีการปรับเปลี่ยน เพราะขาดการบริหารจัดการที่ดีมาตลอดเป็นเวลายาวนาน การแก้ไขจึงไม่ใช่การใช้มาตรฐานปรับตัวเฉพาะหน้า หรือใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่เคยใช้กันมา

คุณบัณฑูร ล่ำซำ ที่ไปเสวนาเรื่อง "เมืองไทยในยุคทุนนิยมไล่ล่า" น่าจะเป็นผู้สะท้อนปัญหาด้านโครงสร้าง และปัญหาด้านการบริหารจัดการ ได้ชัดเจนที่สุด ดังความคิดที่ขอยกมาเล่าอีกครั้งว่า

ในระยะสั้น "ขณะนี้ มีความแตกต่างด้านแนวคิดที่ต้องชั่งน้ำหนักเลือกระหว่างอัตราเงินเฟ้อกับการขึ้นดอกเบี้ย"... แต่ที่สำคัญกว่าคือระยะยาว "...ที่สำคัญกว่า คือ ธุรกิจไทยต้องเรียนรู้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้ต่อสู้ได้ทั้งเรื่องเทคโนโลยีหรือการจัดการ ซึ่ง ขณะนี้ การเรียนรู้เป็นจุดอ่อนของประเทศ ที่ต้องเร่งสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ ในการทำงานและการแข่งขัน เพื่อไม่ให้เพลี่ยงพล้ำต่อทุนใหญ่ที่เข้ามาครอบครองประเทศ ซึ่งจะตั้งกำแพงก็ทำไม่ได้ แต่ต้องไม่ทำเกินตัว ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ต้องทำเรื่องความเป็นไทย ไม่ให้เซไปกับทุนนิยม รวมทั้งต้องมีอารยะขัดขืนบ้าง มิเช่นนั้นจะถูกกลืนโดยทุนนิยมไล่ล่า"

ผมจำได้ว่าอย่างน้อยตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2537 นานกว่าสิบปีมาแล้ว ได้มีกระแสเรื่องการเตือนให้มีการปรับตัวครั้งใหญ่ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนชัดเจน ในสมัยที่วิชาการเรื่อง "Re-engineering" เฟื่องฟู ซึ่งเรามีความตื่นตัวสนใจกันมาก แต่กลับไม่ได้ทำอะไร โดยมีการบริโภควิชาการใหม่นี้มากมายในราคาแพง แต่ธุรกิจไทยกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงจริงอย่างที่ควร

แล้วหลังจากนั้น ยังคงชื่นชมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยตัวเลข GDP กับบทบาทผู้นำในภูมิภาคตาม "นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" ที่มีพื้นฐานมาจากทีมที่ปรึกษาเด็กบ้านพิษฯ โดยที่ต่างไร้เดียงสากับเรื่อง "ทุนท่วมโลก" จาก "นวัตกรรมการเงิน" อีกทั้งไม่มีความเข้าใจธรรมชาติใหม่ของสภาพโลกาภิวัตน์ดีพอ (ซึ่งอธิบายง่ายๆ) ได้ว่า เป็น "ยุคลื่นไหล-เป็นยุคของความไว ไร้รูปแบบ แอบถึงตัว (ต้องแข่งขัน) ทั่วทุกอาณาเขต"

และนั่นเองคือ สาเหตุที่ทำให้เกิดฟองสู่แตก ในเวลาต่อมา พร้อมกับมีความอ่อนแอสะสม โดยไม่เคยมีการปรับแก้ไข กับสร้างความเข้มแข็งให้มีขึ้นในตัวเองได้ก่อนฟองสบู่แตก ในสมัยรัฐบาลอดีตนายกฯ บรรหาร คนส่วนมากยังไม่เข้าใจว่าการบริหารจัดการของไทยมีจุดอ่อน เพราะเห็นสินเชื่อและกำไรของแบงก์ ขยายตัวคู่กับจีดีพี ที่ขยายตัวเติบโตสูง

ผมในฐานะกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการสมัยนั้น อาศัยความเข้าใจและการติดตามได้กล่าวเตือนว่า "ภาคธุรกิจไทยยังอ่อนแอมาก เกรงว่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจแบบสิ้นชาติ แต่ไม่สิ้นชื่อ" คือ ทายว่า "ธุรกิจไทยจะพ่าย ทำให้เศรษฐกิจไทยล่มสลาย แต่ด้วยเหตุประเทศไทยมีพื้นฐานเดิมที่ดี จึงจะฟื้นคืนกลับได้เองในเวลาไม่นาน แต่ทุกก้าวของการฟื้นตัว เราจะต้องแลกกับการสูญเสียธุรกิจให้กับต่างชาติ"

ผมได้เขียนและกล่าวเตือนทุกฝ่าย แต่บางคนไม่เชื่อและไม่กลัวการเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ โดยคิดง่ายๆ ว่า ยังไงเขาก็เอาไปไม่ได้ โดยไม่เข้าใจถึงการเข้ามาเป็นเจ้าของ โดย "ข้ามพรมแดน" เข้ามาครอบครองได้โดยผ่านทุน

ในฐานะที่เป็นคนไทย ย่อมไม่อยากให้คำทายเป็นจริง แต่เหตุการณ์วิกฤติก็เกิดขึ้นจริง ก่อความเสียหายมากมายกว่าที่คิด

จนเมื่อเวลาผ่านไป ในภาพรวมดูเราจะฟื้นฟูให้เศรษฐกิจกลับคืนมาดีได้ แต่ภาพที่คู่กันของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลไทยรักไทยต่อมา นโยบาย Dual Track นั้นฟังดูดี แต่กลับไม่สะท้อนถึงโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ธุรกิจส่วนใหญ่ ถูกโอนเปลี่ยนมือไป แต่กลับมีส่วนที่ชัดเจนคือ การมุ่งใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการทำโครงการมากมาย คู่กับการเร่งเจรจาเปิดการค้าแบบทวิภาคีเอฟทีเอ

สภาพเมืองไทยจึงเหมือนคนรวยใหม่ใจใหญ่ที่ใช้จ่ายสะดวก ไม่ต่างจาก "ลูกค้า (ที่ไม่มีหลักประกัน) ที่ชอบใช้สินเชื่อเบิกเกินบัญชีธนาคาร แบบเกินวงเงิน" ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ในทันทีที่มีข้อจำกัดเกิดขึ้น ดังอาการที่เราเห็นกันในตอนนี้ คือ น้ำมันแพงและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว

ซึ่งทางแก้นั้นไม่ค่อยจะมี โดยทางเดียวที่ทำได้คือ ต้องหันกลับไปสู่ "ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง" ซึ่งเท่ากับต้องหมุนกลับ ไปอีกทางในทันที ซึ่งทำได้ยาก คล้ายกับต้องวิ่งกลับไปสู่อีกทางที่ตรงกันข้ามกับที่วิ่งมา ซึ่งทั้งเส้นทางยาว ยากและต้องฝืนทั้งพฤติกรรมกับความรู้สึก

ที่ผ่านมา โอกาสทางกลยุทธ์ที่เสียไป คือ เรามองข้ามและให้น้ำหนักความสำคัญกับแนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง น้อยเกินไป จนทำให้วันนี้ ภาพเศรษฐกิจที่ผมเคยทายไว้และไม่อยากให้เกิดได้เกิดขึ้นมาแล้ว

จากที่เสวนา "ยุทธศาสตร์ไทยในกระแสโลก" ที่นักธุรกิจและนักวิชาการโดยเฉพาะ รศ.มานพ พงศ์ทัต ที่เตือนให้ระวังทุนนอกกลืนหลายธุรกิจ โดยเผยว่ากลุ่มไอทีไปแล้ว 80% การลงทุนสถาบันการเงินและตลาดทุนเกิน 50% ขณะที่อสังหาฯ จ่อคิวกลืนแล้ว 25% โดยล่าสุดคือ ธุรกิจโรงพยาบาล จึงสมควรต้องทบทวนแผนดึงทุนนอก

ที่กล่าวมานี้ทุกอย่างเป็นจริงทั้งหมด และหน้าต่างกลยุทธ์ของไทยปิดไปนานแล้ว ขณะที่หน้าต่างกลยุทธ์ของเวียดนาม กำลังเปิดขึ้น เรื่องนี้จะสบายใจได้มีอยู่ทางเดียว คือ ต้องภาวนาให้ทุนนอกที่เข้ามากลืนกินธุรกิจไทย เป็นทุนของคนไทยในต่างประเทศมากกว่าทุนของคนต่างชาติ ซึ่งเป็นไปได้ยาก