|
||||||||||||||
|
การประยุกต์ใช้
เศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง
โดย จริณ แก้วสนิท มติชนรายวัน วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10314 เชื่อว่าผู้ที่สนใจข่าวสาร และความเคลื่อนไหวทางด้านการเมือง และอาจจะมีจำนวนไม่น้อยที่งุนงง สับสน และออกอาการเบื่อหน่ายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในยุคปัจจุบัน ผู้เขียนขอเสนอแนะลองประยุกต์ใช้หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการติดตามข่าวสารด้านการเมืองของไทยในยุคปัจจุบัน แต่ต้องขอเรียนให้ทราบเป็นเบื้องต้นก่อนว่าอย่าเพิ่งเบื่อหน่ายการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของเราทุกๆ คน และมิใช่ว่าเมื่อเราไปหย่อนบัตรเลือกตั้งแล้วทุกอย่างจบสิ้นลงตรงนั้น ขอได้โปรดติดตามการทำงานของนักการเมือง (หรือจะเรียกว่านักเลือกตั้งก็ย่อมได้) ที่เราเลือกเข้าไป ว่าได้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนหรือเพื่อประโยชน์สุขของตัวเองและพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ทุกท่านคงทราบดีว่าหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักการที่ประเสริฐที่สุด ดีที่สุด เพื่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน เป็นหลักการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิต แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด โดยพระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงพระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2517 นับถึงปีนี้ ก็ 32 ปี มาแล้ว ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ได้กล่าวถึงหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง ไว้ในวารสารเศรษฐกิจและสังคม หน้า 43 (วารสารของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปีที่ 42 ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2548, เป็นหนังสือดีที่น่าอ่านมากที่สุดเล่มหนึ่ง ขอส่งเสริมให้ผู้อ่าน มติชน ทุกท่านอ่านหนังสือเล่มนี้ สรุปว่าความพอเพียงประกอบด้วย 3 ห่วง และ 2 เงื่อนไข, 3 ห่วง คือ ห่วงที่ 1 ความพอประมาณ, ห่วงที่ 2 ความมีเหตุผล, ห่วงที่ 3 การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ส่วน 2 เงื่อนไข ได้แก่ เงื่อนไขที่ 1 ความรู้, เงื่อนไขที่ 2 คุณธรรม ขอให้ติดตามข่าวสารการเมืองแต่พอประมาณ เพราะหากท่านติดตามข่าวสารการเมืองมากเกินไปอาจจะเป็นโรคเครียดได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับตัวเอง ท่านอาจจะรัก ชอบใจ นักการเมืองแต่พอประมาณ พอดีๆ ไม่รักมากจนเกินไป จนลุ่มหลง หลงผิด กล่าวคือถ้านักการเมืองคนนี้พูด/ทำอะไร จะต้องถูกต้องชอบธรรมไปเสียทั้งหมดไม่มีอะไรผิดพลาดเลย ซึ่งในชีวิตและโลกของความเป็นจริงนั้น มันเป็นไปไม่ได้ ทุกคนมีโอกาสผิดพลาดบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น (แม้จะบกพร่องโดยสุจริต ก็เถอะ) หรือเกลียดนักการเมืองคนนี้ เกลียดพรรคการเมืองพรรคนี้มาก ไม่ดู ไม่ฟังถ้านักการเมืองคนนี้พูด แบบนี้ก็เป็นการปิดหูปิดตาตนเองมากเกินไป, นี่คือหลักการในห่วงที่ 1 ความพอประมาณ ท่านจะต้องมีเหตุผลในการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและพฤติกรรมของนักการเมือง เพราะการเมืองคือการแสวงหาอำนาจรัฐจากประชาชนโดยผ่านกระบวนการในการเลือกตั้ง เพื่อนำเอาอำนาจรัฐที่ได้ไปบริหารประเทศชาติบ้านเมืองให้เป็นไปตามนโยบายที่พรรคการเมืองนั้นๆ ได้หาเสียงไว้ ถ้าบริหารบ้านเมืองอย่างสุจริตโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน ก็เป็นนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดี แต่ถ้าบริหารประเทศแบบโกงกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ใช้นโยบายยอกย้อนซ่อนเงื่อนเพื่อความร่ำรวย ของครอบครัวญาติมิตรของตนเอง และพวกพ้อง ก็เป็นนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลว ท่านผู้อ่านจะต้องตัดสินใจในการเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างมีเหตุผล (มิใช่เลือกเพราะเงินที่มันซื้อเสียง หรือเพราะเป็นคนช่วยฝากลูกให้เข้าโรงเรียนดังๆ ฯลฯ) เหตุผลที่คิดได้และง่ายที่สุด คือ นักการเมือง/พรรคการเมืองใดซื้อเสียง แสดงว่า เขาเหล่านั้นจะต้องเข้าไปโกงบ้านกินเมืองแน่นอน ท่านผู้อ่านจะต้องคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าท่านเลือกนักการเมืองหรือพรรคการเมืองนั้นๆ ด้วย อย่าคิดสั้นๆ แต่เพียงแค่วันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ต้องคิดให้ไกลกว่านั้น นี่คือหลักการในห่วงที่ 2 ความมีเหตุผล หลักการในห่วงที่ 3 การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ท่านต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ท่านผู้อ่านจะพบว่าความเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองในบ้านเรานั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วทั้งดีและไม่ดี (แต่ส่วนมากไม่ดี) ที่สำคัญคือมีนักการเมือง (ทั้งฝ่ายค้าน/รัฐบาล) พยายามฉกฉวยเอาความเปลี่ยนแปลงนั้นให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน มีการปะทะคารมรายวัน วันละหลายๆ ครั้ง, ประชาชนจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ได้ กล่าวคือ จะต้องไม่ทะเลาะ ขัดแย้ง วิวาท ทำร้ายกันเพราะเข้าข้าง หรือเกลียดชังพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หลีกเลี่ยงการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง กับคนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน มันน่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าประชาชนวิวาทชกต่อย บาดเจ็บ เสียหาย เสียความรู้สึก เสียความรักความสามัคคี แต่นักการเมืองนั่งยิ้มรอรับผลประโยชน์จากความขัดแย้งนั้น ประเทศชาติจะเป็นเช่นไรถ้าประชาชนฝ่ายหนึ่งนำดอกไม้มาให้นักการเมือง แต่อีกฝ่ายเผาพริกเผาเกลือ สาปแช่งนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม รวมไปถึงองค์กรอิสระบางองค์กร (เช่น กกต.) ที่ประชาชน 2 ฝ่ายต้องมาทะเลาะกัน สำหรับเงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรมจะต้องไปคู่กันเสมอ เพราะการมีความรู้แต่ไร้คุณธรรม ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ขาดความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ประเทศชาติอาจเสียหายหากนักการเมืองมีความรู้แต่ขาดคุณธรรม และการที่ประชาชนมีคุณธรรมแต่ขาดความรู้ ก็เป็นความหลงงมงาย เชื่อคารมนักการเมืองมากเกินไป จะถูกนักการเมืองหลอกไปวันๆ ดังนั้น ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ต้องมีความรู้เรื่องการเมืองพอสมควร จะต้องพูดจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (กับคนที่พูดกันได้) ด้วยความรู้ มิใช่ด้วยความรู้สึก อีกทั้งประชาชนจะต้องเป็นคนมีคุณธรรม เพื่อการเลือกตั้งนักการเมืองที่มีคุณธรรมจริยธรรมอันดีงาม เข้าไปทำหน้าที่บริหารดูแลบ้านเมืองให้ประชาชนมีความสงบสุข ทำมาหากินอย่างปกติสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน ท่านนักการเมืองผู้ทรงเกียรติทั้งสองฝ่ายที่กำลังวิวาทะกันอย่างมันปากนั้น ขอได้โปรดทราบว่าประชาชน (อย่างน้อยก็ผู้เขียนคนหนึ่งละ) มีความรู้สึกไม่พอใจพฤติกรรมของพวกท่าน ขอให้พวกท่านรู้ตัวกันบ้างเถิด ขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์ (มติชน ฉบับวันที่ 21 พฤษภาคม 2549 หน้า 14) ซึ่งท่านพูดไว้ดีมาก เป็นคำพูดที่ตรงกับใจ ตรงกับความรู้สึกของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขออนุญาตนำคำพูดของท่านมาสรุปบทความนี้ พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์ กล่าวว่า "ทุกคนที่เป็นคนไทยปากบอกว่ารักพระเจ้าอยู่หัว แต่ทุกคนได้ทำบ้างหรือไม่ ทำในสิ่งที่ท่านสบายพระทัยหรือไม่ ต้องไปถามตัวเองบ้าง ถ้าเรารักพระองค์ท่าน และอยากให้พระองค์ท่านสบายพระทัย ทุกคนควรจะทำในสิ่งที่พระองค์ท่านน่าจะสบายพระทัย คือ ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยที่ทุกคนอยากได้ ซึ่งทุกคนควรยึดแนวทางพระราชดำรัสที่พระองค์ให้ไว้ พระองค์ท่านพระราชทานแนวทางให้แล้ว เราควรที่จะน้อมรับมาปฏิบัติ" หน้า 6
|