หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผลศึกษา ม.หอการค้า ชี้ดอลล์อ่อนดันเงินไหลเก็งกำไรตลาดเอเชีย

กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2549

ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ศึกษาผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดย ชี้ว่า ตั้งแต่ปลายปี 2548 เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากการไหลเข้า ของเงินทุนเงินระยะสั้นต่างประเทศ ประกอบการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จากการขาดเงินดุลบัญชีเดินสะพัด โดยในช่วงไตรมาส 4/2548 สหรัฐขาดดุลจำนวน 224.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียมีทิศทางแข็งค่าขึ้น โดยพบว่า ค่าเงินของจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐในเดือนเมษายน 2549 พบว่า ค่าเงินบาทแข็งค่ารองจากอินโดฯ อยู่ที่ 7.52% ญี่ปุ่น และจีน ค่าเงินแข็งค่า อยู่ที่ 1.29% และ 0.67% ตามลำดับ

สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนมายังภูมิภาคเอเชียเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามา ในตลาดหลักทรัพย์ ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2549 จำนวน 112,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.31%

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างประเทศคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากไทยไปสหรัฐเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ส่งผลให้มูลค่า ซื้อขายหลักทรัพย์สุทธิลดลง

นอกจากนี้การไหลเข้าของเงินทุนได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท โดยสามารถพิจารณาได้จากความสัมพันธ์ ระหว่างดุลบัญชีเงินทุนเกินดุล ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ทำให้เงินบาทแข็งค่าจาก 39.58 บาทต่อดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2549 เป็น 39.35 บาทต่อดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ แข็งค่าขึ้น 0.57% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนและแข็งขึ้นเป็น 37.94 บาทต่อดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2549

ผลการแข็งค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและภาคอุตสาหกรรมมาก เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ทำสัญญาซื้อข่ายล่วงหน้ากับประเทศคู่ค้า เมื่อเงินบาทแข็งค่าจะทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้ลดลง ขณะที่สินค้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตต้องนำมาเพิ่มขึ้น ซึ่งระยะสั้นการแข็งของค่าเงินบาท อาจจะกระทบต่อภาคการค้า โดยเฉพาะสินค้าส่งออกสำคัญๆ เช่น สิ่งทอ อาหาร รถยนต์ เป็นต้น เพราะศักยภาพด้านราคาลดลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญๆ เช่น จีน

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (ศปศ.) ได้ศึกษาผลกระทบจากการแข็งค่าเงินบาท และเงินสกุลอื่นๆ ในเอเชียต่อภาคอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อใช้แนวทางบริหารจัดการ โดยแบ่งการวิเคราะห์เป็น 2 ส่วน คือ วิเคราะห์ผลกระทบระหว่างเงินบาทต่อเงินดอลลาร์ ที่กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และมูลค่าการส่งออก โดยพิจารณาในรูปค่าความยืดหยุ่น

ส่วนที่สอง คือ วิเคราะห์ผลกระทบระหว่างเงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐในเชิงพลวัต ซึ่งปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศและต่างประเทศมีการเปลี่ยนได้ โดยการจำลองเศรษฐกิจรายไตรมาส เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ ซึ่งแบบจำลองประกอบด้วย ภาคเศรษฐกิจและปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ภาคการบริโภคของเอกชน การใช้จ่ายของรัฐบาล การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ รวมเป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเบื้องต้น (จีดีพี)

ผลการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้ คือ ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม การวิเคราะห์ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ต่อดอลลาร์ต่อภาคอุตสาหกรรม โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ พบว่า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1 บาท จะทำให้มูลค่าการส่งออกรวม ลดลง 4.24% โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์ลดลงมากสุด 10.79% รองลงมา ได้แก่ เคมีภัณฑ์ และพลาสติก เรซิ่น และผลิตภัณฑ์ ซึ่งลดลง 7.22% และ 5.93%

การลดลงของมูลค่าการส่งออก จากการเข็งค่าของเงินบาท พบว่าส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ลดลง 0.43% โดยคาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมขยายตัว 5.47% อุตสาหกรรมที่กระทบการผลิตลดลงมากสุด ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม ลดลง 0.77% รองลงมาได้แก่ ยานยนต์ และยาสูบ ลดลง 0.66% และ 0.65%

ส่วนที่สอง ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ พบว่า การแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง 0.3% และคาดว่าปี 2549 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.8% เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งต่ำกว่าอัตราขยายตัวในสถานการณ์ปกติ ที่คาดว่าจะขยายตัว 4.1% เพราะการใช้จ่ายเพื่อลงทุน ของภาคเอกชนลดลง 0.29% ส่งผลให้การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนทั้งปี ขยายตัว 13.75% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 14.03% ในสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบกับปีก่อน รองลงมาได้แก่ การใช้จ่ายการบริโภคภาคเอกชน ลดลง 0.16% คาดว่าทั้งปีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของเอกชนจะขยายตัว 3.15% จากเดิม 3.31% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคภาครัฐได้รับผลกระทบเล็กน้อยเท่านั้น

ผลกระทบด้านการค้า คาดว่าจะส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเพิ่มขึ้น 5,736 ล้านบาท โดยคาดว่าในปีนี้ จะขาดดุลการค้าจาก 279,213 ล้านบาท เป็น 284,969 ล้านบาท เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท ได้ส่งผลกระทบให้มูลค่าการส่งออกขยายตัวลดลง ขณะที่มูลค่าการนำเข้ายังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน

ด้านการส่งออก จะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกลดลงเล็กน้อย เนื่องจากการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราแลกเปลี่ยน และราคาน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น จึงคาดว่ามูลค่าส่งออกรวมจะขยายตัว 12.86% คิดเป็นมูลค่า 5,011,638 ล้านบาท ลดลง 0.08% จากมูลค่าการส่งออกในปี 2549 ที่คาดว่าจะขยายตัว 13.04% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา

ด้านการนำเข้า จะส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.05% โดยคาดว่ามูลค่าการนำเข้าจะอยู่ที่ 5,296,607 ล้านบาท ขยายตัว 11.05% เมื่อเทียบกับสถานการณ์การนำเข้าปกติในปี 2549 ที่คาดว่าจะมีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 5,294,283 ล้านบาท หรือขยายตัว 11.0% เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าในช่วงที่ผ่านมา โดยกลุ่มสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้นได้แก่ สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง สินค้าทุน และสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบ ขยายตัว 0.19% 0.05% และ 0.06% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มสินค้าเชื้อเพลิง และสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภค มูลค่าการนำเข้าลดลง 0.02% และ 0.03% ตามลำดับ เมื่อค่าบาทแข็งขึ้น

ข้อเสนอแนะ

1. ภาครัฐควรบริหารจัดการค่าเงินของประเทศให้สอดคล้องกับค่าเงินของประเทศในภูมิภาคเอเชีย เพื่อไม่ให้สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันด้านราคา เพราะผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาท จะส่งผลกระทบด้านการส่งออก มากกว่าการนำเข้า ซึ่งจะทำให้ดุลการค้าขาดดุลเพิ่มขึ้น

2. ภาครัฐไม่ควรใช้นโยบายการเงินโดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในสถานการณ์ที่ค่าเงินบาทแข็ง เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน และการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวม ของประเทศชะลอตัว

3. ภาครัฐควรหาแนวทางในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท เพื่อจะช่วยให้ผู้ประกอบการส่งออก สามารถวางแผนการผลิต และการจำหน่ายให้สอดคล้องกับค่าเงินในขณะนั้นๆ


จี้รัฐปราบพนันบอลชี้นำรายได้ใช้เลือกตั้ง

กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549

ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เมื่อพิจารณาจำนวนเงินเฉลี่ยที่ใช้จ่ายในช่วงฟุตบอลโลก พบว่าใช้จ่ายเพื่อการพนันบอลมากที่สุด 20,223 บาท รองลงไปเป็นการใช้จ่ายซื้อสินค้าอื่น

สำหรับประเด็นพฤติกรรมการพนัน กลุ่มตัวอย่างบอกว่าจะไม่เล่น 63% จะเล่นพนันบางนัด 25.6% เล่นเฉพาะทีมที่ชอบ 10.7% เล่นทุกนัด 0.8% รวมแล้วจะมีผู้เล่นการพนันครั้งนี้ 37% ของกลุ่มตัวอย่าง

โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการพนันฟุตบอลของกลุ่มอายุ 30-39 ปี สูงที่สุด 30,359 บาท รองลงมาอายุ 26-29 ปี ใช้จ่ายพนันเฉลี่ย 29,082 บาท อายุ 40-49 ปี ใช้จ่ายพนัน 20,735 บาท อายุ 50-59 ปี ใช้จ่ายพนัน 16,588 บาท อายุ 20-25 ปี ใช้จ่ายพนัน 15,669 บาท อายุต่ำกว่า 20 ปี ใช้จ่ายพนัน 10,042 บาท

เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายเฉลี่ย ในการพนันฟุตบอลต่ออาชีพ พบว่าเจ้าของกิจการ มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายพนัน เมื่อเทียบกับรายได้มากที่สุด โดยมีรายได้เฉลี่ย 30,831 บาท เล่นพนันบอล 38,170 บาท หรือเท่ากับนำเงิน 123% ของรายได้มาเล่นพนัน รองลงมาเป็นผู้กำลังศึกษา มีรายได้ 5,546 บาท เล่นพนัน 6,567 บาท เท่ากับนำเงิน 118% ของรายได้มาเล่นพนัน อาชีพค้าขายมีรายได้ 20,100 บาท เล่นพนัน 17,442 บาท เท่ากับนำเงิน 86.7% ของรายได้มาเล่นพนัน

ข้าราชการมีรายได้ 16,398 บาท เล่นพนัน 14,033 บาท เท่ากับนำเงิน 85.5% ของรายได้มาเล่นพนัน รับจ้างรายวันมีรายได้ 7,139 บาท เล่นพนัน 5,971 บาท เท่ากับนำเงิน 83.6% ของรายได้มาเล่นพนัน พนักงานเอกชนมีรายได้ 16,551 บาท เล่นพนัน 12,418 บาท เท่ากับนำเงิน 75% ของรายได้มาเล่นพนัน

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เล่นพนันมาจากรางวัลของการพนัน 37.4% ความสนุก 31.1% การชวนของเพื่อน 27.4% เป็นแฟชั่น 3.1% โดยเมื่อเทียบกับ 4 ปีที่แล้ว มีกลุ่มตัวอย่างที่ตอบว่า ค่าใช้จ่ายพนันเพิ่มขึ้น 65.5% เท่าเดิม 21.9% ลดลง 5.6% เมื่อนำผลการสุ่มตัวอย่างมาคำนวณหาค่าทั้งประเทศแล้วพบว่าจะมีผู้เล่นการพนันรวม 5.79 ล้านคน วงเงินการเล่นพนัน 19,534 ล้านบาท

จากการศึกษาของ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ชี้ให้เห็นว่าเจ้ามือหวยใต้ดินและเจ้ามือพนันฟุตบอลเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ซึ่งเจ้ามือกลุ่มนี้จะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น จึงมีโอกาสที่จะนำรายได้จากการพนันไปเป็นทุนในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะถึงนี้ และเห็นว่าถ้าไม่มีการปราบปราม การพนันฟุตบอลครั้งนี้จะมีการนำเงินไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งแน่นอน

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ กล่าวว่า การเล่นพนันครั้งนี้เพิ่มขึ้นจากฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว 10-15% ซึ่งในปี 2545 มีการเล่นพนันประมาณ 15,000-17,000 ล้านบาท เพราะประชาชนมีความรู้สึกว่าการเล่นพนันเป็นเรื่องปกติมากขึ้น

โดยมีเหตุผลของการเล่นมาจากหลายเหตุผล เช่น ความสนุก เพื่อนชวนและตามแฟชั่น ส่งผลให้มีผู้กำลังศึกษาเข้ามาเล่นมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าห่วง จึงเห็นว่าตำรวจควรเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงมหาวิทยาลัยและโรงเรียนควรควบคุมนักศึกษาและนักเรียนมากขึ้น