หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คอร์รัปชันทางการเมือง

ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : รัตพงษ์ สอนสุภาพ ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2549

ลอร์ด แอชตัน ได้กล่าวไว้ว่า "ที่ใดมีอำนาจเบ็ดเสร็จที่นั้นก็มีคอร์รัปชันอย่างเบ็ดเสร็จ แต่การคอร์รัปชันป้องกันได้ ถ้ามีกลไกที่ดีในการตรวจสอบควบคุม อย่างไรก็ดี อำนาจเบ็ดเสร็จที่มีอยู่ก็จะพยายามทำลายการตรวจสอบนั้นเสีย ดังนั้น การมีอำนาจเบ็ดเสร็จจึงหนีไม่พ้นการคอร์รัปชัน"

จากถ้อยคำข้างต้นเลยนึกถึงงานเขียนของ โรบิน โฮเดส (Robin Hodess) ที่ตีพิมพ์เป็นบทนำใน Global Corruption Report ,2004 ที่กล่าวถึงคอร์รัปชันทางการเมืองของผู้นำประเทศต่างๆ ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาไว้น่าสนใจ จึงขอหยิบบางประเด็นมาเขียน เพื่อเป็นข้อมูลให้สังคมไทยได้ตระหนักในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เพราะจากบทเรียนที่เกิดขึ้นในประเทศเหล่านั้น มีลักษณะสำคัญร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ "ผู้นำเหล่านั้นมีลักษณะเป็นผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองประเทศ เช่น ระบอบซูฮาร์โต ระบอบมาร์กอส และระบอบเซโก ล้วนแต่มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จและพยายามรักษาอำนาจของตนให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้"

โรบิน โฮเดส ได้พยายามจัดอันดับขนาดการคอร์รัปชันทางการเมืองของผู้นำประเทศต่างๆ โดยวัดจากมูลค่าของทรัพย์สิน ที่ผู้นำประเทศ ครอบครัว และคนใกล้ชิดถือครองอยู่ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมือง พบว่า มีผู้นำจาก 9 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซาอีร์ ไนจีเรีย เซอร์เบีย ไฮติ เปรู ยูเครน และนิการากัว

ผู้นำประเทศเหล่านี้มีสินทรัพย์ที่ได้มาจากการคอร์รัปชันรวมกันเป็นเงินประมาณ 29,000-53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2508-2545 หากคิดเป็นเงินไทยก็ราว 1.2-2.2 ล้านล้านบาท (คิดในอัตรา 40 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศเหล่านั้นอยู่ระหว่าง 99-2,051 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนา

ในเอเชีย มีประเทศอินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ โดยอินโดนีเซียเกิดขึ้นในช่วงปี 2510-2541 ในสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โต เงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันสูงถึง 15,000-35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประชาชนในประเทศมีรายได้ต่อหัว 695 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ส่วนฟิลิปปินส์เกิดขึ้นระหว่างปี 2515-2529 ในสมัยประธานาธิบดีมาร์กอส เงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันประมาณ 5,000-10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

และเกิดขึ้นในช่วงปี 2541-2544 ในสมัยประธานาธิบดีเอสตราดา เงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันประมาณ 78-80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประชาชนในประเทศมีรายได้ต่อหัว 912 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

ในแอฟริกา มี 2 ประเทศ คือ ซาอีร์ (ในขณะนั้น) และไนจีเรีย สำหรับประเทศซาอีร์ เกิดขึ้นในช่วงปี 2508-2540 สมัยประธานาธิบดีเซโก (Seko) เงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประชาชนในประเทศมีรายได้ต่อหัวเพียง 99 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไนจีเรีย เกิดขึ้นในช่วงปี 2536-2541 ในสมัยประธานาธิบดีอาบาชา (Abacha) เงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันประมาณ 2,000-5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประชาชนในประเทศมีรายได้ต่อหัวเพียง 319 ดอลลาร์สหรัฐ

ในอเมริกาใต้และอเมริกากลาง มี 3 ประเทศ คือ เฮติ เปรู และนิการากัว สำหรับประเทศเฮติ เกิดขึ้นในช่วงปี 2514-2529 ในสมัยประธานาธิบดีดูวาลิเออร์ (Duvalier) เงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันประมาณ 300-800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประชาชนในประเทศมีรายได้ต่อหัวเพียง 460 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศเปรูเกิดขึ้นในช่วงปี 2533-2543 ในสมัยประธานาธิบดีฟูจิมูริ (Fujimori) เงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประชาชนในประเทศมีรายได้ต่อหัวเพียง 2,051 ดอลลาร์สหรัฐ

และประเทศนิการากัว เกิดขึ้นในช่วงปี 2540-2544 ในสมัยประธานาธิบดีอลีแมน (Aleman) เงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประชาชนในประเทศมีรายได้ต่อหัวเพียง 490 ดอลลาร์สหรัฐ

ในยุโรป มี 2 ประเทศ คือ เซอร์เบีย และยูเครน สำหรับประเทศเซอร์เบียเกิดขึ้นในช่วงปี 2532-2543 ในสมัยประธานาธิบดีมิโลเซวิค (Milosevic) เงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชัน ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศยูเครน เกิดขึ้นในช่วงปี 2539-2540 ในสมัยนายกรัฐมนตรีลาซาเรนโก (Lazarenko) เงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันประมาณ 114-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประชาชนในประเทศมีรายได้ต่อหัว 766 ดอลลาร์สหรัฐ

ผู้นำประเทศเหล่านี้ต่างใช้อำนาจทางการเมืองที่ตนมีอยู่ไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบทั้งจากเงินภาษีอากรของประชาชน จากการเอารัดเอาเปรียบในเชิงธุรกิจเหนือคู่แข่งขัน ฉ้อฉอทางการเงินในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ธุรกิจของตน ของครอบครัว และพวกพ้องได้ประโยชน์

สำหรับประเทศไทย อาจจะมีสภาพที่ไม่แตกต่างจากประเทศเหล่านั้น หากประเทศได้ผู้นำ ละคณะรัฐบาลที่ขาดความรับผิดชอบ ต่อสังคมประเทศชาติ ปราศจากคุณธรรม และจริยธรรม รวมทั้งขาดหลักธรรมาภิบาล (Good governance) ในการปกครองประเทศ ตลอดจนการมีพฤติกรรมเพียงสร้างโอกาสให้ตนเอง ครอบครัว และคนใกล้ชิด สามารถแสวงหาความมั่งคั่ง จากระบบเศรษฐกิจและจากโครงสร้างสังคมภายในประเทศ ที่มีสภาพอ่อนแอนั้นได้ตลอดเวลา