หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ขุนคลัง-ผู้ว่าการธปท. ขัดแย้งเรื่องดอกเบี้ย เกมบนต้นทุนของสาธารณะ

มติชนรายวัน วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10313

กว่าจะถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งสังคมกำลังจับตาว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวเพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และชะลอความร้อนแรงของอัตราเงินเฟ้อที่ได้ปรับตัวสูงถึง 6% ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้วยการตัดสินใจ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (อาร์/พี) 14 วัน ซึ่งเป็นดอกเบี้ยนโยบาย จากระดับปัจจุบันที่ 4.75% หรือไม่ หลังจากที่ได้ทยอยปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาโดยตลอด จากระดับ 2.75% ตั้งแต่ต้นปี 2548 ถึงปัจจุบัน มีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นถึง 10 ครั้ง

วิวาทะว่าด้วยเรื่องดอกเบี้ย และการคาดเดาสถานการณ์ คงมีความเห็นแตกต่างกันไปต่างๆ นานา

ซึ่งการถกเถียง หรือ debate กันในวงแคบบนโต๊ะอาหาร หรือโต๊ะประชุม คงไม่สร้างผลสะท้านสะเทือน ต่อสาธารณชนเท่าใดนัก

แต่หากการปะทะทางความคิดถูกตีแผ่ออกมาทางหน้าหนังสือพิมพ์ จากปากคำของคนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง "ทนง พิทยะ" และ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งถือเป็น "คีย์แมน" ของการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของประเทศ ย่อมน่าติดตาม และส่งผลในวงกว้างอย่างยิ่ง

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ "ทนง พิทยะ" เดินทางกลับจากต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว จนกลายเป็นหัวข่าวใหญ่โตในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ที่มีเนื้อหาในทำนองว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงจะมีผลต่อการลงทุนที่มีการชะลอตัวและสภาพเศรษฐกิจในภาวะปัจจุบัน โดยอุปมาว่า

"ภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงถดถอย การลงทุนไม่มีเพิ่ม ก็เหมือนกับคนไข้ การให้ยาแรงไปก็จะทำให้เกิดอาการแพ้ยาได้"

วันรุ่งขึ้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธรตอบโต้ว่า "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่เคยพูดให้ ธปท.หยุดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแต่อย่างใด เพราะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นสุภาพบุรุษพอ จะมีก็เพียงแต่คนที่ไม่ใช่รัฐมนตรีเท่านั้นที่ออกมาพูด โดยการจะขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 7 มิถุนายนนี้หรือไม่ขึ้นอยู่กับภาวะเงินเฟ้อเป็นหลัก และต้องดูแลผู้ฝากเงินด้วย ถ้าผู้ฝากเงินได้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อ ประเทศก็อยู่ไม่ได้"

เป็นสัญญาณที่ ธปท.ส่งออกมาด้วยท่าทีชัดเจนว่าต้องการจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยต่อไปจนกว่าอัตราดอกเบี้ยแท้จริง (Real Interest Rate) จะเป็นบวก จากปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ของธนาคารขนาดใหญ่อยู่ที่ 4% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ราว 6% ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบถึง 2%

คำถามที่น่าสนใจสำหรับชาวบ้านร้านตลาดอย่างเราๆ คือ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวกหรือเป็นลบ มีผลต่อการดำรงชีวิต และทรัพย์สินอย่างไร แน่นอนว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวก คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ย่อมส่งเสริมให้เกิดการออม ขณะที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงเป็นลบ คือ อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ จะกระตุ้นให้เกิดการบริโภค ทั้งจากการที่เอาเงินออมมาบริโภค และจากการกู้ยืมมาบริโภค ฉะนั้น ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการออมหรือการกู้ยืมคืออัตราดอกเบี้ย

สำหรับประเทศไทยตั้งแต่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ธปท.เริ่มดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย ให้ระดับอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุนให้เกิดการบริโภคและการลงทุนมาโดยตลอด คำถามคือ หากประเทศมีอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบต่อไป จะส่งผลร้ายต่ออัตราเงินเฟ้อ และการดุลบัญชีเดินสะพัดหรือไม่

ขณะเดียวกันน้ำหนักอีกด้านที่ต้องพินิจพิเคราะห์ คือ อัตราดอกเบี้ยสูงเป็นยาที่แรงเกินไปสำหรับเศรษฐกิจไทย อย่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวไว้หรือไม่

คำตอบในเรื่องนี้ขึ้นกับว่าเราสวมแว่นสีอะไรในการมองภาพ ถ้าคุณใส่แว่นสีแดง ภาพที่เห็นก็ย่อมแตกต่างไปจากการสวมแว่นสีเขียว ซึ่งในประเด็นนี้ดูเหมือนว่าผู้ว่าการ ธปท.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะกลายเป็น "สองคนยลตามช่อง" ไปเสียแล้ว

เพราะ "ทนง พิทยะ" มองว่า แม้ว่าปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยยังดีอยู่ แต่นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างชาติ เริ่มไม่มั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุน ประกอบกับการลงทุนของภาครัฐจะขาดช่วงไป จากการความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 เป็นเหตุให้ รมว.คลังถึงกับเอ่ยปากว่า ไม่สามารถประมาณการได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท.กลับเห็นว่าเศรษฐกิจปีนี้ยังพอไปได้ ดูจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 17% รายได้ภาคเกษตรมีอัตราการเติบโต 33.2% นักท่องเที่ยวก็เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 3.2 ล้านคน เติบโต 21.7% ดังนั้น เศรษฐกิจในปีนี้เชื่อว่าน่าจะดีอยู่ แต่ที่เป็นห่วง คือ เรื่องของน้ำมันที่จะส่งผลให้การบริโภคลดลงบ้างจาก 4.5% ลงมาอยู่ที่ 4% แต่ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะน้ำมันแพงย่อมส่งผลให้สินค้าต่างๆ แพงขึ้น ส่วนผลกระทบจากการเมืองที่ไม่แน่นอนนั้น ทำให้การลงทุนภาครัฐที่มาจากงบประมาณมีการชะลอตัวลง โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐใน 3 เดือนสุดท้ายก่อนที่จะปิดงบประมาณปี 2549 นี้จะยังไม่มีการลงทุนใหม่เกิดขึ้น

อย่างไรดี ในเรื่องการเมืองคงต้องใช้เวลาในการคลี่คลายปัญหาอีกระยะหนึ่ง แต่ในช่วงที่รอเวลานี้ก็ต้องมีการรักษาฐานเศรษฐกิจให้เดินไปได้ แม้การเมืองจะมีผลกระทบการลงทุนภาครัฐ แต่ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนนั้นยังสามารถไปได้ แม้จะชะลอตัวไปบ้างก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศไทย 80% อยู่ในมือเอกชน

ตราบใดที่ภาคเอกชนยังไม่หมดกำลังใจ เศรษฐกิจก็ยังเดินหน้าได้อย่างแน่นอน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนชะลอลงนั้น ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดการลังเล และต้องการรอดูว่าจะหยุดนิ่งเมื่อไรเพื่อที่จะประเมินต้นทุนได้

"การเมืองต้องมีการเลือกตั้ง เราต้องเดินตามระบอบ วาดภาพกันเกินไปว่าเศรษฐกิจแย่ ต่างประเทศอ่านข่าวเจอก็กลัว รัฐมนตรีคลังพูดถูกว่ามีการชะลอการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติบ้าง เพราะนักลงทุนยังงงอยู่ว่าจะจบเมื่อไหร่ อย่างไร เพราะการเมืองตอนนี้ดื้อยามาก ส่วนน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีดีพีลดลง"

ฉายภาพแนวคิดของ 2 ขั้วให้เห็น คงเข้าใจได้ว่าทั้งสองบุรุษต่างมองภาพเดียวกัน แต่เลือกหยิบชิ้นส่วนบางชิ้นในภาพมาอรรถาธิบายตามแนวคิดของตน

ประเด็นที่แปลกตาไป อยู่ตรงที่ว่าตลอดมาฝ่ายการเมืองมักจะเป็นฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อว่าเศรษฐกิจยังดีอยู่ เพื่อเรียกความเชื่อมั่น ขณะที่ฝ่ายวิชาการ หรือเทคโนแครต จะเป็นผู้เผยภาพที่แท้จริงต่อสาธารณชน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาพในเชิงอนุรักษ์นิยมที่ไม่ได้สวยหรูเสมอไป

แต่ในครั้งนี้กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง!!

หรือว่าเบื้องหลังการหยิบฉวยเศษเสี้ยวของภาพเศรษฐกิจมาขยายความ ต่างมีวาระอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ภาพเหล่านั้น

เรื่องนี้ได้ยินแล้วต้องขบคิด!!

หน้า 20


เศรษฐกิจเสี่ยง 'คลัง-ธปท.' เสียงแตก

กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549

สศช.ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 4.2-4.9% จากปัจจัยด้านการลงทุนและการบริโภคที่ขยายตัวชะลอลง ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ไม่มั่นใจการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่จีดีพีไตรมาสแรกขยายตัวดีเกินคาด 6% โดยได้รับผลจากการขยายตัวการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ปรับสูงขึ้นมากจากฐานปีก่อน พร้อมแนะคลังกับแบงก์ชาติต้องสอดคล้องนโยบายการเงินและการคลังส่งสัญญาณให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึง อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในไตรมาสแรกของปีนี้ ว่า ขยายตัวได้ในอัตรา 6% โดยมีสาเหตุมาจากการส่งออกในไตรมาสแรกที่ขยายตัวในอัตรา 17.19% จากปีก่อน เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 21.7% ในไตรมาสแรก ขณะที่ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 25.2% จากปีก่อน นอกจากนี้ ด้านการเกษตรก็ขยายตัวสูงถึง 7.1% จากที่เคยหดตัวในปี 2548

สาเหตุหนึ่งของการขยายตัวของจีดีพีในระดับสูงถึง 6% นี้ เนื่องมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปีก่อน ซึ่งเป็นปีฐานของการคำนวณมีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำเพียง 3.2% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาปัจจัยด้านการลงทุน และการบริโภคในไตรมาสแรก ก็จะพบว่ามีสัญญาณที่เริ่มชะลอตัวลง โดยการลงทุนภาคเอกชนไตรมาสแรกขยายตัวเพียง 7.2% ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดจากปี 2548 ที่ทั้งปีขยายตัวได้ 11.3% ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในไตรมาสแรกปีนี้ ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4.1% เท่ากับการขยายตัวในปีก่อน สอดคล้องกับดัชนีการบริโภคและการลงทุนก็ขยายตัวในอัตราที่ลดลงเช่นกัน

จากสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกดังกล่าว ทำให้ สศช.ปรับลดการคาดการณ์อัตราการขยายตัวในปีนี้ลงเหลือ 4.2-4.9% จากเดิมที่เคยประมาณการไว้ว่า เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 4.5-5.5% ซึ่งนอกจากสัญญาณการชะลอตัวดังกล่าวแล้ว ดร.อำพน กล่าวว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลง

โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 62-65 ดอลลาร์ สรอ.ต่อบาร์เรล สูงกว่าที่เคยคาดไว้ว่าน้ำมันดิบจะอยู่ที่ประมาณ 55-58 ดอลลาร์ สรอ.ต่อบาร์เรล ทำให้อัตราเงินเฟ้อปีนี้อยู่ที่ระดับ 4.5-4.7% ซึ่งอัตราเงินเฟ้อนี้จะอยู่ที่ประมาณ 5.8-6% ในครึ่งปีแรกและจะลดลงในครึ่งปีหลัง เนื่องจากฐานราคาในปีที่แล้วอยู่ในระดับสูง

น้ำมัน-ดอกเบี้ยปัจจัยเสี่ยงครึ่งหลัง

การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันยังมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง ที่ยังมีความไม่แน่นอนว่า จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ทำให้ขยายตัวได้เพียงประมาณ 13-15% ซึ่งต่ำเป้าหมายการส่งออกที่คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวสูงถึง 17.5%

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี ก็มีผลทำให้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการบริโภค มีอัตราขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน โดยคาดว่าจะขยายตัว 11.7% ลดลงจากปีก่อนที่ขยายตัวได้ 14.7% ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว 9.5% ลดลงจากปีก่อนที่ขยายตัวได้ถึง 16% ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ สศช.ใช้ในการคำนวณดังกล่าวคืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดี (MLR) ที่ระดับ 7.6-8%

ทั้งนี้ สศช.ประมาณว่าปีนี้ การลงทุนรวมจะขยายตัว 4.7% เป็นการลงทุนภาคเอกชน 4.9% การลงทุนภาครัฐ 4% การบริโภคขยายตัว 3.5% โดยภาคเอกชนขยายตัว 4% เอกชนภาครัฐบาลขยายตัว 0.8% ด้านมูลค่าการส่งออกขยายตัว 13.6% มูลค่าการนำเข้าขยายตัว 10.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือคิดเป็นอัตราส่วน 0.5% ต่อจีดีพี

จี้คลัง-ธปท.ส่งสัญญาณตรงกัน

จากปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ ดร.อำพน เสนอว่าภาครัฐควรจะต้องมีมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลไม่ให้เศรษฐกิจชะงักงัน โดยข้อเสนอหนึ่งที่สำคัญ คือการที่ภาครัฐจะต้องมีการบริหารนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังที่สอดคล้องกัน ภายใต้การรักษาวินัยการเงิน และการคลังอย่างเคร่งครัด โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจต้องปรับตัวรุนแรงจนเกิดภาวะชะงักงัน

"ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ความมั่นใจเอกชนจะเป็นปัจจัยแรกที่มีผล แต่ถ้าเอกชน หรือผู้บริโภค เห็นการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ถูกต้อง โดยยึดพื้นฐานด้านการเงินและการคลังอย่างเคร่งครัด ออกมาดูแล และพูดจาไปในทิศทางเดียวกันก็จะช่วยให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวได้ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา" ดร.อำพนกล่าว

ทั้งนี้ ในเอกสารข้อเสนอในเชิงนโยบายนั้น สศช.ระบุว่า การบริหารเศรษฐกิจมหภาคที่สอดประสานระหว่างนโยบายการเงิน การคลัง โดยการดำเนินนโยบายการคลังที่สมดุล และการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย อย่างสอดคล้องกับเงื่อนไขด้านเงินเฟ้อ โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจ ต้องปรับตัวแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น อันเนื่องมาจากต้นทุนแรงงาน วัตถุดิบ และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

แนะรัฐเร่งเบิกจ่าย

ดร.อำพน กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังต้องเร่งรัดเร่งผลักดันงบประมาณ การลงทุนทั้งในส่วนของราชการ และรัฐวิสาหกิจที่ค้างเบิกจ่าย จำนวนประมาณ 478,000 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้การลงทุนที่ได้รับการอนุมัติไปก่อนนี้ สามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนภาครัฐในปีนี้ขยายตัวได้ประมาณ 8-10% นอกจากนี้ ภาครัฐยังต้องดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการด้านพลังงานทางเลือก เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

ส่วนกรณีที่การอนุมัติงบประมาณปี 2550 ต้องล่าช้าออกไปจากปัจจัยการเมืองนั้น ดร.อำพน กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลมีการบริหารจัดการงบประมาณการลงทุนที่ดี ซึ่งสามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ก็จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากความล่าช้าของงบประมาณได้ ประกอบกับงบประมาณต่างๆ ที่คาดไว้นั้นก็เป็นไปตาม พ.ร.บ.งบประมาณอยู่แล้ว ไม่ได้ขึ้นว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านการเมืองก็อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนบ้าง

นอกจากนี้ ดร.อำพน ยังเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรด้วย เพราะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ที่เคยขยายตัวได้ดีในปีก่อนอาจจะชะลอลงในปีนี้ ขณะที่สินค้าเกษตรในไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้จะเป็นตัวนำในด้านการส่งออก เพราะมีข้อได้เปรียบในหลายด้าน ทั้งปริมาณน้ำ โอกาสการแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นพลังงานทดแทน การปรับขึ้นราคายางพารา และโอกาสในสิทธิพิเศษทางการค้าต่างๆ

ดร.อำพนยังได้กล่าวถึง การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ด้วยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจะต้องมองปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านเงินเฟ้อ เงินทุนไหลเข้า การขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน ดร.อำพน กล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้คิดควรปรับขึ้นหรือชะลออัตราดอกเบี้ย เพราะจะต้องรอดูการนำเสนอผลของการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยในแบบต่างๆ ซึ่ง ธปท.จะนำเสนอในวันประชุม

นักวิชาการชี้ จีดีพีสูงเกินคาด

ด้าน ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวถึง การขยายตัวของจีดีพีในไตรมาสแรกที่ 6% ว่าสูงกว่าที่ตนคาดหมายไว้ว่าน่าจะขยายตัวประมาณ 5-5.5% ซึ่งการที่จีดีพีในไตรมาสแรกนี้ชี้ว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวมากกว่า 4.5% เป็นไปได้มากขึ้น โดยการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาสแรกนั้น เชื่อว่ามีผลมาจากทั้งฐานการคำนวณในปีก่อน ที่มีระดับต่ำและการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากการขยายตัวของการส่งออกแล้ว ในไตรมาส 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยบวกด้านการใช้จ่ายในประเทศ เพราะในช่วงเดือนมิถุนายนมีการใช้จ่ายเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติ ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินไปสู่ภาคธุรกิจบางประเภท เช่น สิ่งทอเพิ่มขึ้น อีกทั้งในไตรมาสนี้ยังมีการใช้จ่ายเกี่ยวกับบอลโลกอีก ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 ก็จะขยายตัวได้ประมาณ 4.5%

ส่วนในไตรมาส 3 เศรษฐกิจอาจจะชะลอลงเหลือประมาณ 4-4.5% แต่ก็จะได้แรงหนุนจากการเลือกตั้งในช่วงปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 ทำให้การขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 4 ขยายตัวมากกว่าไตรมาส 3 ทำให้รวมทั้งปีก็น่าจะขยายตัวได้มากกว่า 4.5% อย่างไรก็ตาม ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า ม.หอการค้ายังต้องรอดูรายละเอียดตัวเลขเศรษฐกิจก่อน จึงยังคงใช้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจระหว่าง 4-4.5% ตามที่คาดไว้เดิม

ด้าน ดร.เชาวน์ เก่งชน รองกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวเช่นกันว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรก สูงกว่าที่ศูนย์วิจัยคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวประมาณ 5.3% โดยสาเหตุหลักมาจากการที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีก่อน ซึ่งเป็นฐานในการคำนวณเศรษฐกิจปีนี้มีระดับต่ำมาก ซึ่งอาจจะช่วยให้จีดีพีดีขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกแต่ในครึ่งปีหลัง ซึ่งมีฐานการคำนวณสูงและมีปัจจัยลบต่างๆ เข้ามากระทบมากขึ้นถือเป็นสิ่งที่มีความท้าทายขึ้น อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังไม่จำเป็นต้องปรับประมาณการ เพราะตัวเลขที่ประมาณจีดีพีที่ 4-4.5% ก็ใกล้เคียงกับ สศช.

ขณะที่ ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้จัดการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่าอัตราการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาสแรก ที่ 6% นั้น ไม่ใช่อัตราที่สูงกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากคาดไว้แล้วว่า การส่งออกจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง มากกว่าไตรมาสแรก เนื่องจากการส่งออกในครึ่งหลังน่าจะขยายตัวชะลอลง เพราะเศรษฐกิจต่างประเทศไม่น่าจะขยายตัวได้มากนัก อีกทั้งไตรมาส 4 ปีนี้ก็ยังไม่มีเงินงบประมาณอีกด้วย จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้น่าจะขยายตัวที่ประมาณ 4-4.5% แต่เป็นไปได้ที่จะขยายตัวค่อนมาทาง 4.5% มากขึ้น


ถึงเวลาแบงก์ชาติรั้งจุด'อันตราย' หันตั้งหลักรักษาเศรษฐกิจ'สมดุล'

กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2549

วัชรา จรูญสันติกุล เดาใจผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันนี้ น่าจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยหันมาดูแล 'สมดุล' ทางเศรษฐกิจของไทย

คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ของธนาคารแห่งประเทศไทย มีนัดหมายประชุมพิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ย สมควรปรับขึ้นต่อไปหรือไม่ในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในลักษณะที่ 'ปรับขึ้นดอกเบี้ยล้ำหน้า' มาเป็นเวลานานเกินไป จนดูประหนึ่งว่า นโยบายการเงินเข้มงวดเพื่อรักษาเสถียรภาพของภาวะเงินเฟ้อนั้น ได้ไปซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจให้ถดถอยตั้งแต่ต้นปี 2549 โดยเฉพาะตกต่ำมากที่สุดในช่วงไตรมาสที่สองมานี้

คณะกรรมการนโยบายการเงินคงต้องชั่งน้ำหนักดูแล้วว่า ผลของการดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้ส่งผลลบกับ 'คุณภาพชีวิต' ของคนให้ย่ำแย่ลงด้วยหรือไม่ เพราะคนไทยมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และเมื่อปรากฏภาพการตกงานของคนไทยที่มีมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันแพงเป็นหลักนั้น

ยิ่งหากว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงใช้นโยบายการเงินปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นระยะอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ แล้ว จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยให้ต้องเสีย 'สมดุล' ไปในที่สุด

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินด้วยนั้น จะต้องหันมาตั้งหลักกันใหม่ และมองสถานการณ์เศรษฐกิจใน 'มุมกว้าง' ออกไปอีก ว่า เศรษฐกิจไทยจะทนรับกับแรงกดดันด้านลบได้นานเพียงใดและมากน้อยขนาดไหน โดยต้องหันมาดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เพียงพอกับการไม่ให้คนไทยต้องตกงานมากขึ้น แทนที่จะมองเพียง 'มุมแคบ' ยึดถือแต่คัมภีร์ควบคุมเงินเฟ้อไว้เป็นเป้าหมายหลักเพียงตัวเดียว

ถึงแม้ว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้หลุดคำพูดออกมาในการสัมภาษณ์หลายครั้ง เป็นทำนองว่า "รัฐบาลเป็นผู้แลให้เศรษฐกิจเติบโต แต่แบงก์ชาติมีหน้าที่ดูแลให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาเท่านั้น"...มาถึงวันนี้ ผู้ว่าการแบงก์ชาติคงปฏิเสธไม่ได้ว่า จะต้องทำหน้าที่ดูแลอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันไปด้วย หรือว่าจะยังดึงดันที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก เพื่อแลกกับคนไทยต้องตกงานเพิ่มมากขึ้นนั้น คุ้มค่ากันหรือไม่!!

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร คงไม่นำไปเป็นเรื่องอ่อนไหวให้ต้องคิดมาก ในการตัดสินใจที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงบ้าง เพราะความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แทนที่จะนำเอาคำพูดแนะนำให้ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของบุคคล ที่ไม่ใช่นายธนาคารกลาง ไปเป็นข้ออ้างที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน เพราะไม่ต้องการให้ใครมาชี้นำ ดังเช่น กรณี ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ออกมาแนะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ย เช่นเดียวกับ ดร.ทนง พิทยะ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แบบตอกย้ำมากขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้

โดยสถานการณ์ล่าสุด ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ว่า "ถ้าดูเหตุผลทางเศรษฐกิจแล้ว คณะกรรมการนโยบายการเงินจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่ถือว่าผิด" เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีข้อมูลทางเศรษฐกิจที่รอบด้านมากกว่าภาคเอกชน จะต้องมีเหตุผลที่สนับสนุนการตัดสินใจขึ้น หรือคงอัตราดอกเบี้ยในวันพุธนี้ เนื่องจากมีผลกับการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต

แต่จากตัวเลขเศรษฐกิจในขณะนี้การลงทุนและการบริโภคชะลอตัวค่อนข้างมาก ซึ่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจมีผลกระทบการลงทุน การบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับขณะนี้ก็มีสัญญาณจากต่างประเทศ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐเอง ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่

ขณะเดียวกัน แนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนตัว และดุลบัญชีเดินสะพัดก็ไม่ได้ส่อว่าจะเกิดอันตรายมาก ดังนั้น หากมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจของไทย ค่อนข้างจะชะลอตัวก็สนับสนุนว่าดอกเบี้ยนโยบายไม่จำเป็นต้องขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยแท้จริงมีโอกาสที่จะเป็นบวกได้ในระยะเวลาใกล้ๆ จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ใกล้ถึงจุดสูงสุด และค่อยๆ ทรงตัว ในระยะครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนเงินทุนไหลเข้าออกนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่านั้น โดยดุลบัญชีเดินสะพัดที่อาจจะไม่ขาดดุลมากจะช่วยลดแรงกดดันเงินทุนให้ไหลเข้าออก

ปัญหาทุกวันนี้จึงอยู่ที่แนวคิด ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีนักเศรษฐศาสตร์ที่ผ่านร้อนหนาว ในการจัดการดับปัญหาทางเศรษฐกิจมาหลายครั้งนั้น คงจะต้องมีโจทย์ชัดเจนกันแล้วว่า เป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงินนั้น ยึดถือปัจจัยเศรษฐกิจด้านใดเป็นเป้าหมายหลัก ระหว่างเรื่องต่างๆ เหล่านี้ คือ อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ภาวะการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างชาติ ค่าของเงินบาท และสถานการณ์ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ รวมทั้งปัจจัยต่างประเทศที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งเรื่องราคาน้ำมันแพง อัตราดอกเบี้ยและทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

ในวันนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องสามารถมีคำอธิบายที่จะตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนทุกข้อ รวมถึงมีความโปร่งใส ที่จะบอกกับคนไทยและนักลงทุนต่างชาติว่า ปัจจัยเศรษฐกิจตัวใดที่เป็นเป้าหมายแท้จริงของการดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบันและแนวโน้มอนาคต


ธปท.ห่วงเงินไหลเข้า-ออกรุนแรง

กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2549

"ปรีดิยาธร" ชี้เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้า-ออกรุนแรง ปัจจัยเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจไทย มั่นใจรับมือได้ เพราะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง เผยเข้าพบ "ทักษิณ" ไม่ได้พูดเรื่องนโยบายดอกเบี้ย ย้ำนายกฯ รักษามารยาทไม่ยุ่งเกี่ยวแบงก์ชาติ ระบุเศรษฐกิจไทยพื้นฐานดีรองรับปัญหาต่างๆ ได้ "ประสาร" ส่อหนุนไม่ขึ้นอาร์พี ระบุตลาดเงินรอฟังเหตุผลวันนี้เพื่อกำหนดทิศทาง

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจัยเดียวที่น่าเป็นห่วงสำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปคือ การเคลื่อนย้ายเงินทุนซึ่งอาจจะมีการไหลเข้าออกจำนวนมากกว่าที่คิดไว้ โดยเงินทุนที่ไหลเข้าออกนั้น ไม่ได้เป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ย แต่มีสาเหตุมาจากความผันผวนในตลาดแลกเปลี่ยน ซึ่งเกิดจากความกลัวของนักลงทุนในตลาดเงิน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ธปท.ได้เตรียมรับมือกับภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่อาจจะไหลเข้าออกรุนแรงกว่าเดิมไว้แล้ว โดยในส่วนของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมากแล้ว หากเงินทุนจะไหลออกจำนวนมาก เชื่อว่าจะรับมือได้ทัน ทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายก็เริ่มนิ่งแล้ว หลังจากที่ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีเงินทุนไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก

"ตอนนี้เงินทุนเคลื่อนย้ายนิ่งมาเดือนหนึ่งเต็มๆ แล้ว แต่ก็ต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลก เพราะภาวะที่น่ากลัวอยู่นอกประเทศ ตอนนี้ในประเทศทำอะไรก็ได้ไม่ต่างจากที่เป็นอยู่ ส่งออกก็ได้แค่นี้ ถ้าจะมีอะไรที่จะต้องดูแลจริงจัง ก็มีแค่เรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้าย" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

ทั้งนี้ เงินทุนที่ไหลเข้ามาขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้น ที่เข้ามาลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ ส่วนเงินทุนโดยตรงนั้น ขณะนี้ มีการไหลเข้ามาไม่มากนัก แต่เชื่อว่าถ้าปัญหาเรื่องการเมืองยุติลง ก็จะมีเงินลงทุนโดยตรงไหลเข้ามาเยอะขึ้น

แบงก์ชาติยันเศรษฐกิจยังแกร่ง

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวถึง ปัจจัยภายในประเทศที่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ว่าไม่มีปัจจัยใดที่มีผลต่อเศรษฐกิจมากนัก โดยภาวะเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ไม่ต่างจากปีก่อน เพราะเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น (resilience) เพียงพอที่จะรองรับปัจจัยที่เข้ามากระทบได้ดี เห็นได้จากในปีที่แล้วที่มีปัจจัยลบหลายด้านเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ในอัตรา 4.5% ส่วนปีนี้ก็เชื่อว่าแม้จะมีผลกระทบจากการประท้วง ราคาน้ำมันแพง และการเลือกตั้งที่ล่าช้า เศรษฐกิจก็ยังน่าจะขยายตัวได้ในระดับที่น่าพอใจ

"ปัจจัยในประเทศเวลาดีก็ดีซึมๆ เวลาไม่ดีก็ไม่ดีซึมๆ ค่อยๆ เปลี่ยน ไม่ส่งผลรุนแรง ก็รู้กันอยู่แล้วว่าการขยายตัวเศรษฐกิจเป็นยังไง ทำยังไงก็ไม่ได้มากกว่านี้ เห็นด้วยกับมาตรการของรัฐบาล ที่พยายามเร่งจ่ายเงินคลัง เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ที่ไปตั้งเป้านู่นนี่ ไม่รู้ตั้งไปทำไม" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

สำหรับอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในไตรมาสแรกนั้น ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ได้เข้าไปรับฟังจากสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้เข้าพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ 6% ในไตรมาสแรก ก็เป็นไปได้ เพราะฐานการคำนวณของปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ

ส่วนการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจทั้งปีของสศช.เห็นว่าอยู่ในช่วงที่ไม่ต่างจากที่ธปท.คาดการณ์มากนัก การปรับลดจีดีพีของสศช.นั้นเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และการที่ยังไม่มีงบประมาณการลงทุนในไตรมาส 4 ของปีนี้

อย่างไรก็ตาม สศช.คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า จะขยายตัวในอัตรา 4.2-4.9% ส่วนธปท.คาดไว้ก่อนหน้านี้ ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ จะขยายตัวได้ในอัตรา 4.25-5.25%

ย้ำรัฐบาลไม่แทรกแซงดอกเบี้ย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวอีกว่า ในการเข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไม่ได้พูดถึงเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยแต่อย่างใด ซึ่งนายกฯ ก็รักษามารยาทไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของธปท. ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังเห็นว่า ธปท.ไม่ควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น เห็นว่าควรรับฟังความเห็นของคณะกรรมการนโยบายการเงินมากกว่า ในการดำเนินนโยบายการเงินก็ต้องคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคต และก็ดำเนินนโยบายเพื่อรองรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิด "เงินเฟ้ออยู่ที่การคาดคะเนในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร นโยบายการเงินก็ต้องดักหน้า คาดว่าเป็นยังไงก็ดักไว้ก็เท่านั้น" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

ส่วนกรณีที่ สศช.เสนอว่า ธปท.กับกระทรวงการคลัง ควรมีการประสานงานกัน ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า การที่ธปท.กับกระทรวงการคลัง มีความคิดเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต่างกันเลย เพราะกระทรวงการคลังต้องดูแลเรื่องนโยบายการคลัง ส่วนธปท.ก็ดูแลนโยบายการเงิน ที่ผ่านมากระทรวงการคลังกับธปท.ก็มีการประสานงานให้ไปในทางเดียวกัน โดยการใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีให้เกิดประโยชน์ที่สอดคล้องกัน และหากมองการคาดการณ์เศรษฐกิจก็ยังอยู่ในช่วงที่ไม่ต่างกันมากนักด้วย

"การคลังกับการเงินประสานในทางเดียวกันตลอด ตอนนี้การคลังก็เร่งจ่ายเงินเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตก การประสานก็เท่ากับการใช้เครื่องมือทุกอย่าง ทำให้เกิดประโยชน์สอดคล้องกัน ผู้ว่าการ (ธปท.) เองก็รักษาประโยชน์ทุกด้าน ยกเว้นแต่ประโยชน์ที่เข้าพกเข้าห่อส่วนตัว หรือประโยชน์นักการเมืองเราก็ไม่รักษา" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ส่วนการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายวันนี้ (7 มิ.ย.) เป็นสิ่งที่ยากแต่ก็ต้องตัดสินให้ได้ ที่เคยบอกว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเป็นบวกในกลางปีนี้ ก็ยังคงยืนยันช่วงเวลาเดิมคือ ช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงกันยายน ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงสิ้นเดือนกันยายน ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยสหรัฐนั้น ก็ไม่มีใครที่ทราบแน่ชัดว่าเป็นอย่างไร

"ประสาร"หนุนคงดอกเบี้ย

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึง การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท.วันนี้ (7 มิ.ย.) ว่า ธปท.จะมีข้อมูลทางเศรษฐกิจที่รอบด้านมากกว่าภาคเอกชน การตัดสินใจขึ้นหรือคงอัตราดอกเบี้ยวันนี้ ธปท.ต้องมีเหตุผลที่สนับสนุนการตัดสินใจ เนื่องจากขณะนี้ ตลาดการเงินได้จับตาการตัดสินใจของธปท.เนื่องจากมีผลกับการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขเศรษฐกิจในขณะนี้การลงทุนและการบริโภคชะลอตัวค่อนข้างมาก การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจมีผลกระทบการลงทุน การบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับขณะนี้มีสัญญาณจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐเอง ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่

ขณะเดียวกัน แนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มอ่อนตัว และดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ส่อว่าจะเกิดอันตรายมาก ดังนั้น หากมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจะชะลอตัว ก็สนับสนุนว่าดอกเบี้ยนโยบายไม่จำเป็นต้องขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยแท้จริงมีโอกาส ที่จะเป็นบวกได้ในระยะเวลาใกล้ๆ จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ใกล้ถึงจุดสูงสุด และค่อยๆ ทรงตัว ในระยะครึ่งหลังของปีโดยหากเปรียบเทียบเงินเฟ้อเมื่อเทียบกับอีก 12 เดือนข้างหน้าคาดการณ์อยู่ที่ 4.3% ถ้าเทียบเคียงดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ระยะ 1 ปีในขณะนี้ค่อนข้างใกล้เคียง

ชี้เงินทุนเคลื่อนย้ายเพราะค่าเงิน

สำหรับภาวะเงินทุนไหลเข้า-ออกนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่านั้น ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังมีเงินทุนไหลเข้าอยู่จากอัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ ที่อาจไม่ขาดดุลมาก ก็เป็นการลดตัวกดดันเงินทุนไหลเข้าออก

"ถ้าดูเหตุผลทางเศรษฐกิจถ้าวันนี้ กนง.ไม่ขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่ถือว่าผิด หากขึ้นจะบอกว่าเขาผิดก็ไม่เชิง อยู่ที่ว่าเหตุผลที่เขาจะอธิบาย ที่สำคัญ ที่ตลาดเฝ้าดูไม่ว่ากนง.ตัดสินใจไปในทิศทางใด ก็คงสนใจอยากจะฟังเหตุผลว่าอย่างไรอยู่ที่เหตุผล เพราะธปท.มีข้อมูลมากกว่าภาคธุรกิจ แต่หากธปท.ขึ้นดอกเบี้ยก็จะมีผลกับตลาดเงิน เพราะจะมีผลกับผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรระยะสั้นให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าแบงก์พาณิชย์ก็คงจะปรับตามกลไกตลาด เพราะหากอาร์พีปรับขึ้นและธปท.มีการดูดสภาพคล่องไปด้วย จะทำให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แบงก์ที่เข้าตลาดอินเตอร์แบงก์หรือตลาดบอนด์ก็จะปรับขึ้นไปด้วย"

กสิกรไทยเชื่อแม้ครึ่งหลังเศรษฐกิจชะลอ

ดร.ประสาร กล่าวว่า แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังจะมีแนวโน้มชะลอตัว โดยธนาคารคาดว่าจีดีพีเฉลี่ยปีนี้จะอยู่ที่ 4-4.5% แต่เชื่อว่าจะสามารถรักษาเป้าหมายการลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของกลุ่มธนาคารให้ลดลงเหลือ 5% เศษภายในสิ้นปีนี้ จากระดับ 8.8% ณ สิ้นปี 2548

อย่างไรก็ตาม หากธนาคารสามารถเจรจาขายหนี้ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์(บสก.) ได้ และขายหนี้กองใหญ่ให้บสก.ได้ จะทำให้เอ็นพีแอลของธนาคารลดได้ต่ำกว่า 5% แน่นอน

"ขณะนี้ ลูกหนี้ที่ค้างเกิน 90 วัน ยังไม่สำแดงออกมาในลักษณะที่ผิดปกติ แต่พูดเรื่องพวกนี้ต้องพูดถึงกรอบเวลาที่ยาวกว่านั้น เช่น กลางปี หรือปีถัดไปเป็นอย่างไร แน่นอนตอนนี้ตัวเลขของการบริโภค การลงทุนในประเทศชะลอ ซึ่งก็ต้องมีผลทั้งทางตรง และทางอ้อม รวมถึงลูกหนี้ของธนาคารด้วย แต่ส่วนที่ค้าง 30 วันเริ่มมีให้เห็น โดยเป้าหมายการลดเอ็นพีแอลของธนาคาร ก็พยายามทำให้ได้ตามเป้า โดยไตรมาสแรกสามารถลดลงได้ในระดับหนึ่งแล้ว ต่อไปเราต้องดำเนินตามวิธีการของธนาคาร แต่หากขายยกล็อตก็จะลดได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ไม่ได้กดดันให้เราต้องเร่งเจรจากับบสก. เพราะหนี้ที่มีอยู่ ธนาคารได้ตั้งสำรองเพียงพอแล้ว"