|
||||||||||||||
|
ความรุนแรง
เป็นสิ่งที่คาดหมายได้
โดย ประสาร มฤคพิทักษ์ pmarukpitak@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10313 มีสิ่งควรทำอยู่ตรงหน้า รอการลงมือกระทำ แต่ผู้มีอำนาจเลือกที่จะไม่ทำกลับไปทำในสิ่งตรงกันข้าม ความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ บรรดาคนไทยรักไทยทั้งหลาย อย่าเพิ่งตีความว่าผู้เขียนถวิลหาความรุนแรงเป็นอันขาด โปรดอ่านให้จบกระบวนความ คุณสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ร้องขอว่า "ผมอยากอุทธรณ์มโนธรรมสำนึกไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงเวลาเสียสละครั้งสำคัญในชีวิตได้แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นพลเมืองไทยที่ได้ประโยชน์จากประเทศไปมาก อาจจะมากกว่าทุกๆ คนในประเทศนี้ แต่วันนี้สังคมแค่อยากได้ยินคำประกาศยุติบทบาททางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข สถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นทันที" (น.ส.พ.ผู้จัดการ 29 พ.ค.49) เป็นการมองโลกในแง่ดีด้วยหวังว่า สารพันเหตุผลที่ตกเป็นจำเลยของสังคมไทยด้วยข้อหาฉกรรจ์จะทำให้ คุณทักษิณ ชนิวัตร ถอยออกไปจากการเมือง ความจริงก็คือ คุณทักษิณ จะกระทำในทางตรงกันข้าม เพราะคุณทักษิณมีชุดเหตุผลของตนเองที่แปลกต่างอย่างตรงกันข้ามกับชุดเหตุผลของวิญญูชนโดยทั่วไป การไหวเคลื่อนของ กกต.ประธานวุฒิสภา และคุณทักษิณ ชินวัตร คือปรากฏการณ์อธิบาย สังคมไม่อาจยอมรับได้กับการขายหุ้นชินคอร์ป 73,000 ล้านบาท ด้วยวิธีซับซ้อนซ่อนเงื่อน ที่ไม่ต้องเสียภาษี และเป็นการขายทรัพยากรด้านการสื่อสารโทรคมนาคมอันเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงของชาติให้กับต่างชาติ สังคมต้องการตรวจสอบตามกระบวนการรัฐสภา แต่คุณทักษิณหลีกหนีการซักฟอกด้วยการยุบสภาทั้งๆ ที่มี ส.ส.ไทยรักไทย ถึง 375 คน เป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด สังคมเห็นว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 2 เมษายน 2549 เป็นกำหนดวันที่เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น แต่รัฐบาลและ กกต.ยังขืนจัดการเลือกตั้งต่อไป แม้การเลือกตั้งซ่อมเมื่อ 23 เม.ย.49 ก็เปิดโอกาสให้ผู้สมัครเวียนเทียน สมัครเลือกตั้งซึ่งผิดวิถีที่พึงปฏิบัติ กกต.ยังอวดดื้อถือดีว่าดำเนินการมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง จนฝ่ายตุลาการทั้ง 3 สถาบัน เข้ามาร่วมแก้ปัญหาตามแนวพระราชดำรัสของล้นเกล้าฯ เมื่อ 25 เมษายน 2549 ฝ่ายตุลาการชี้ว่าการเลือกตั้ง 2 เมษายน ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กกต.ถูกฟ้องเป็นจำเลยหลายคดีที่ส่อว่าดำเนินการไม่สุจริตไม่เที่ยงธรรม ถึงขนาด นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา ออกมาขอร้องถึง 2 ครั้ง ให้ กกต.เสียสละลาออก เพื่อเปิดทางให้ศาลฎีกาใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 138 (3) สรรหา กกต.ชุดใหม่ให้วุฒิสภาลงมติเลือกขึ้นมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ซึ่งจะเกิดผลสุจริตเที่ยงธรรม เป็นที่ยอมรับของสาธารณชนได้มากกว่า เป็นการผ่าทางตันที่ได้ผลตรงที่สุด ผลคือ กกต.ดันทุรังขอทำหน้าที่ต่อ โดยคุณทักษิณ ชินวัตร ยอมเสียสัตย์ที่จะเว้นวรรค กลับเข้ามารักษาการนายกฯ และหนุนเนื่อง กกต.ทั้งยังอาศัย นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา ให้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาสรรหา กกต.เพิ่มเติมมาแทนที่ กกต. 2 คน ที่ตายและลาออก กกต.ประธานวุฒิสภา และคุณทักษิณ ชินวัตร ประสบความผิดหวังสั่งสม ที่ประชุมผู้พิพากษาศาลฎีกา เมื่อ 31 พ.ค.49 ลงมติไม่สรรหา กกต.เพิ่มเติมด้วยคะแนนเสียง 72 ต่อ 4 และงดออกเสียง 6 คน ทั้งๆ ที่ศาลสามสถาบัน ชี้มูลความผิด ชี้ทางที่ควรทำ และพาดบันไดให้ลงดีๆ กลับไม่ยอมปฏิบัติ ทั้งๆ ที่ฝ่ายตุลาการเข้ามาแก้ปัญหาเป็นการสนองตอบพระราชดำรัสโดยตรงที่ผู้คนรับรู้และเห็นชอบกันทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่สื่อมวลชน วิญญูชน นักวิชาการ น้อมเกล้าฯ ต้อนรับทางออกที่สามารถเห็นได้ว่าจะแก้วิกฤตได้ตรงสู่ใจกลางของปัญหา แต่กลับเผชิญกับความแข็งขืน ทั้งๆ ที่อนุกรรมการชุด คุณนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธาน (โดยการแต่งตั้งของ กกต.เอง) สืบสวนตรวจสอบด้วยบุคคลและวัตถุพยาน ชี้มูลความผิดถึงขั้นยุบพรรคเล็กที่ถูกจ้าง และให้ดำเนินคดีพรรคใหญ่ผู้ว่าจ้าง และให้ดำเนินคดีพรรคใหญ่ผู้ว่าจ้างและปรากฏภาพจากวิดีโอวงจรปิด ซึ่งปลัดกระทรวงกลาโหมยอมรับว่าเป็นภาพจริง เป็นภาพเหตุการณ์ที่สอดคล้องต้องกันในเรื่องของเวลาสถานที่ตามสำนวนการสอบสวนของอนุกรรมการชุดดังกล่าว ปรากฏการณ์แจ่มชัดปานนี้ ที่ปรึกษาของประธานวุฒิสภายังยืนยันจะให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพื่อจะให้ กกต.เดินหน้าต่อไปให้ได้ ฝ่ายอธรรม แสดงบทบาทซ้ำซากในสามานย์พฤติกรรมของตน เย้ยหยันสถาบันตุลาการ และแข็งขืนต่อสถาบันเบื้องสูง อย่างไม่เกรงใจใคร เหมือนอยากสื่อสารเข้าซองข้อสี่ของสิ่งที่เรียกว่า ปฏิญญาฟินแลนด์ ฝ่ายธรรมะ คือสถาบันตุลาการ กำลังทำหน้าที่ปลดล็อควิกฤตการเมือง อย่างมีใจเป็นกลาง โดยปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง เดิมพันของฝ่ายหนึ่ง ยิ่งใหญ่นักกระมัง การยุบพรรคใหญ่ การถูกตามเช็คบิลเรื่องทรัพย์สิน กรณีอุ้มฆ่าในสามจังหวัดภาคใต้ ที่ปรากฏหลุมฝังศพนิรนามนับร้อยศพตลอดถึงการฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ กรณียาเสพติด รวมถึงสองรัฐมนตรีคนสำคัญ ที่เคลื่อนไหวป่วยภายในพรรคด้วยคิดว่าผู้นำพรรคจะเว้นวรรคไปนาน ทำให้สังคมไทยได้เห็นที่สุดความดื้อด้านของฝ่ายอธรรม มโนธรรมสำนึกเกิดไม่ได้กับคนที่มีชุดเหตุผลขึงตึงในมิจฉาทิฐิแห่งตน ความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ แม้จะไม่มีใครปรารถนาก็ตาม มองโลกในแง่ดี ศาลสถิตยุติธรรมลงดาบหนึ่งและดาบสองไปแล้ว ได้แต่หวังว่าดาบสาม และดาบสี่ของศาลทั้งสาม จะทำให้สังคมไทย ก้าวข้ามความรุนแรงไปได้ หน้า 6
|