|
||||||||||||||
|
ปฏิรูปการเมืองคู่ปฏิรูปการศึกษา
โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มติชนรายวัน วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10313 ระยะนี้กระแสการปฏิรูปการเมืองภาค 2 ลดความร้อนแรงลงไปมากทีเดียว ทั้งๆ ที่เป็นต้นตอของปัญหาทั้งมวล ที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ.2540 ซึ่งมีการประกาศใช้แล้ว 8 ปีเศษ ในข้อสรุปสาระข้อที่ควรแก้ไขในบรรดาผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมายมหาชนที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ดังเช่นศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ นายจรัญ ภักดีธนกุล นักการเมืองในพรรคใหญ่ 4 พรรคพรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน องค์กรภาคประชาชน ราษฎรอาวุโส และอื่นๆ ในการปฏิรูปการเมืองภาค 2 มีสิ่งที่ต้องแก้ไขเรื่องที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1.บทบัญญัติที่เกี่ยวกับอำนาจต่างๆ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกลไกในการคานอำนาจและตรวจสอบการใช้อำนาจมีปัญหามากที่สุด รัฐบาลที่กุมเสียงข้างมาก การตรวจสอบจากระบบรัฐสภา ทั้งสภาบนและสภาล่างเปลี้ยง่อยไม่สามารถกระทำได้ และไม่อิสระจนกลายเป็นองค์กรสีเทาในปัจจุบัน 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ในมาตรา 313 เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลเป็นกลางที่มีที่มาหลากหลายดังเช่น สภาร่างรัฐธรรมนูญมายกร่างรัฐธรรมนูญภาค 2 โดยเน้นประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม 3.การบรรจุและการให้ความสำคัญการตรวจสอบทางด้านคุณธรรม จริยธรรมทางการเมือง การเมืองแบบธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ 4.การแก้ไขการตรวจสอบการใช้อำนาจและถ่วงดุลทางการเมือง การสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระต่างๆ การเข้าชื่อของ ส.ส.ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ไม่จำเป็นต้องใช้จำนวน ส.ส.ดังเช่นในปัจจุบัน การปลดล็อคการสังกัดพรรค 90 วัน การเปลี่ยนแปลงสัดส่วน การคำนวณ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อใหม่ คุณวุฒิของผู้สมัคร ส.ส.ในระดับปริญญาตรี และอื่นๆ 5.การตั้งพรรคทางเลือกที่สาม (Third Alternative Party) ที่มาจากภาคประชาชน นักวิชาการ กลุ่มคนที่หลากหลายเพื่อวิเคราะห์ติดตาม เสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้กับสังคมไทยในภาพรวม 6.การทบทวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เป็นสาธารณูปโภค และการแปรสัญญาสัมปทานที่มีลักษณะเป็นผูกขาด โดยการแก้ไข พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ และอื่นๆ การปฏิรูปการเมืองยังมีรายละเอียดหัวข้ออีกหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการทบทวนนโยบายประชานิยม การดูแลสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และอื่นๆ สิ่งที่ผู้เขียนค่อนข้างแปลกใจไม่น้อยแนวคิดการสะสางรัฐธรรมนูญ ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อให้เกิดการเมืองคู่จริยธรรม แต่กลับไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในการปฏิรูปการศึกษาภาค 2 แต่ประการใด ทั้งๆ ที่ในระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบ 6 ปีเศษนับแต่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ประกาศใช้ออกมา สิ่งที่ปรากฏใหม่มีเพียงโครงสร้างและระบบใหม่ 5 แท่ง 5 สำนักงาน กฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวงกว่า 300 ฉบับ งบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น โครงสร้างระบบเงินเดือน ค่าตอบแทน วิทยฐานะของครูกว่า 4 แสนคนดีขึ้นอย่างทันตาเห็น เกิดนวัตกรรมทางการศึกษา เงินกู้ยืมการศึกษา (ICL) ระบบแอดมิสชั่นส์ใหม่ที่แสนจะสับสน มั่ววุ่นวายอุตลุด การกระจายอำนาจเกิดความขัดแย้ง แตกแยกรุนแรง ระบบหลักสูตรยังเต็มไปด้วยเนื้อหาราชการล้าสมัยที่อัดแน่นล้นปี่ ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสต้องกู้หนี้ยืมสินเป็นค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม 1-2 เท่าทั้งๆ ที่รัฐบาลบอกว่าเป็นการศึกษาฟรี หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงแต่สิ่งที่แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อยคือคุณภาพของนักเรียนยังคงย่ำอยู่กับที่ คะแนนผลสัมฤทธิ์ต่ำทั้งในวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ ระดับความสามารถในการแข่งขันนานาชาติอยู่เกือบท้ายสุดทั้งๆ งบประมาณลงทุนเกือบสูงสุด เด็กเครียด กดดัน ไร้ความสุข มีพฤติกรรมบริโภคนิยม ขาดคุณธรรมจริยธรรม ก้าวร้าว ไม่สนใจการเรียน คุณภาพการศึกษากระจุกตัวอยู่ตามตัวเมืองใหญ่ พื้นที่เมือง เด็กในชนบทได้รับการศึกษา ไร้คุณภาพยาวนานกว่าทศวรรษ นี่คือความแตกต่างของระบบการปฏิรูปการศึกษาไทยที่แทบไม่กระเตื้องเลยในเชิงคุณภาพ คนจนน่าจะส่งผลให้ระบบการเมืองสามารถเข้าถึงประชาชนได้โดยง่ายด้วยการซื้อขายเสียงดังที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์เชื่อมโยงของการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน แนวคิดการปฏิรูปการศึกษาภาค 2 ในหลายเรื่องน่าจะเกิดขึ้น คือ 1.การทบทวนโครงสร้างและระบบใหม่ที่ยิ่งรวมศูนย์ การเป็น 5 แท่งที่แยกเอกเทศ แท่งใครแท่งมัน ขาดการเชื่อมโยง และการประสานงานอย่างสิ้นเชิง ในอดีตแม้นจะมีการลดกรม 14 กรม เหลือ 5 แท่งกลับยิ่งอุ้ยอ้าย เทอะทะ ทุกแห่งต่างมีนโยบายของตนเองไม่สัมพันธ์กัน เป็นระบบราชการศักดินายิ่งกว่าเดิมเสียอีก มีการถ่ายทอดส่งต่อวัฒนธรรมการศึกษาแบบเดิมไม่มีที่สิ้นสุด ใครที่เข้าไปทำงานในกระทรวงนี้จะรู้ดีว่าที่นี่มีแนวคิดอนุรักษนิยม ปรัชญาการศึกษาแบบเก่าที่จัดกันแบบเดิมๆ มาไม่ต่ำกว่า 100 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศและวัฒนธรรมแบบนี้จะกินนักการเมือง นักวิชาการ บุคคลภายนอกได้แทบทุกคน นี้คือปมปฏิรูปการศึกษาที่แม้นโครงสร้างและรูปแบบจะถูกออกแบบมาเช่นไร วัฒนธรรมองค์กรไม่เคยเปลี่ยนแปลง การมีอำนาจแฝงของข้าราชการระดับสูงของกระทรวงนี้ดูได้จากคำบ่นของนายกรัฐมนตรี "รับปากในที่ประชุมว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง 6 เดือนกลับมาก็เหมือนเดิม" หรือผู้ช่วยรัฐมนตรีเปรยว่า "คุณภาพการศึกษา 12 ปี ไม่ดี หลักสูตรเปลี่ยนแปลงยากต้องรอหลังเดือนกันยายนไปก่อน" 2.นโยบายและทิศทางการปฏิรูปการศึกษาภาพรวมของประเทศไม่มีผลในทางปฏิบัติ แผนการศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา เป็นเพียงเอกสารราชการ ที่ไว้ใช้ในการประชุมสัมมนาอ้างอิงเท่านั้น นโยบายการศึกษาของไทยเป็นเรื่องเฉพาะกิจ ความสนใจของรัฐมนตรีที่ผลัดกันเข้ามาดูแล กลไกราชการจะเชื่อฟังและตอบสนองในช่วงดำรงตำแหน่งเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงจึงมีลักษณะเดินหน้าถอยหลัง ไม่ต่อเนื่อง กลับไปกลับมา ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีที่ดูแลกำกับขณะนั้น เราจึงเห็นการเริ่มต้นใหม่ เริ่มจากศูนย์แทบทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐมนตรี ข้าราชการต้องทุ่มเท เสียงบประมาณและเวลาเป็นอันมาก สุดท้ายก็หายเงียบไปเมื่อมีรัฐมนตรีใหม่เข้ามา 3.โครงสร้างงบประมาณที่ผิดพลาด ระบบบริหารจัดการงบประมาณที่กระทรวงนี้ได้รับล้วนไม่ส่งเสริมคุณภาพนักเรียน สื่อการสอน การเรียนรู้ของนักเรียนเลยแม้แต่น้อย ในรอบหลายปีที่ผ่านมางบประมาณกระทรวงนี้ได้รับสูงเกือบที่สุด เป็นกระทรวงเกรดเอที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง งบประมาณแต่ละปีสูงหลายหมื่นล้านบาทแต่คิดเป็นร้อยละ แล้วกลายเป็นสัดส่วนเรื่องเงินเดือนผู้บริหารและครูถึง 80% งบฯการบริหารจัดการ 17% งบฯเพื่อคุณภาพนักเรียน 3% ยิ่งในปัจจุบันเงินเดือนจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ผิดหลักการทางการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง 4.การเมืองนอกระบบเข้าสู่การศึกษามากเกินไป ครูเป็นเป้าหมายฐานการเมืองทุกพรรคส่งผลให้ครูจำนวนหนึ่งเป็น "ครูการเมือง" มากเกินไป วงการการศึกษาไทยมีองค์กรครู สหพันธ์ครู สมาพันธ์ครูไม่รู้กี่ร้อยแห่ง มีทั้งถูกต้องตามกฎหมายและอุปโลกน์เฉพาะกลุ่มก็มาก เป็นองค์กรวิชาชีพมีไม่น้อยแต่จำนวนไม่น้อยก็เข้าหานักการเมืองและมักจบลงด้วยผลประโยชน์ทั้งในเรื่องลงสมัครรับเลือกตั้ง ตำแหน่งงบประมาณก็มี การปฏิรูปการศึกษามีความขัดแย้งประเด็นการเมืองในองค์กรครูมาก มีกลุ่มสนับสนุนและต่อต้านในคราวเดียวกัน สุดท้ายแทบไม่มีอะไรดีขึ้น อยากเห็นองค์กรครูที่มีบทบาทเด่นในการรักษาปกป้องสิทธิผลประโยชน์ของครู กลับมาเรียกร้องสิทธิของเด็กนักเรียนให้มากยิ่งขึ้นจะดีไม่น้อย 5.การกระจายอำนาจทางการศึกษาล้มเหลว การมีส่วนร่วมในรูปคณะกรรมการระดับต่างๆ ต่ำ การระดมทรัพยากรไม่เกิดขึ้น ขณะนี้ส่วนกลางการรวมศูนย์นับวันจะยิ่งกลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิม ในทางตรงข้ามเขตพื้นที่การศึกษา 175 เขตกลับอ่อนแอลง คณะกรรมการในแต่ละพื้นที่ไม่ประสานกับผู้บริหารเกิดการโยกย้ายไม่เป็นธรรม มีการเล่นพรรคเล่นพวก ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแตกแยกกับผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา แยกสังกัดกันอยู่ สภาพโรงเรียนเป็นนิติบุคคลง่อยเปลี้ยแทบดำเนินการเองตามลำพังไม่ได้ 6.ระบบหลักสูตรการศึกษาเป็นเนื้อหาราชการที่ตายตัว ยืดหยุ่นยาก และมากเกินไป มีความพยายามที่จะปรับปรุง ด้วยการลดมาตรฐาน เนื้อหาให้ลดน้อยลงเพื่อเน้นกิจกรรมการเรียนรู้ การวิเคราะห์การศึกษาด้วยตนเอง แต่ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร การสร้างและพัฒนาหลักสูตรต้องไม่ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการต่อไป ควรกำหนดเป็นองค์กรมหาชนที่ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องน่าจะดีกว่า 7.การศึกษาไทยไม่มีระบบข้อมูลอย่างสมบูรณ์เพียงพอที่จะนำมาใช้วางแผนเชิงนโยบายได้ ยิ่งไปกว่านั้นแม้นการศึกษาไทย จะล้มลุกคลุกคลาน คุณภาพและประสิทธิภาพตกต่ำซ้ำซากเกิดขึ้นทุกปี ก็ไม่เคยเห็นความผิดไม่ต้องมีผู้รับผิดชอบ ข้าราชการขาดจิตสำนึกต่อความมุ่งมั่นให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นระบบการติดตามประเมินผลระบบนิเทศการศึกษา การประกันคุณภาพภายในภายนอกแทบไม่มีอำนาจหรือการชี้นำในการพัฒนาส่งเสริมการศึกษาแม้แต่น้อย เป็นจุดบอดยิ่งที่มีอยู่ ผู้เขียนขอให้ผู้เกี่ยวข้อง ทุกพรรคการเมือง คณะกรรมการชุดต่างๆ ที่จะเริ่มตระเตรียมการปฏิรูปการเมืองภาค 2 ได้มองทะลุการปฏิรูปการศึกษาอีกครั้งใน 7 ประเด็นที่นำเสนอเบื้องต้น ยังมีเรื่องที่ต้องแก้ปมการศึกษาไทยอีกมาก แต่ถ้าไม่ทำเลยทรัพยากรบุคคลที่ไหลเข้าไปอยู่ตามพรรคการเมืองต่างๆ จะมีสภาพน้ำเน่าดังที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ หน้า 7
|