|
||||||||||||||
|
พิพากษา
หาความยุติธรรมให้ประเทศ
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3798 (2998) ในวาระก้าวย่างขึ้นสู่ปีที่ 30 อันเป็นก้าวย่างที่เข้มข้นและเข้มแข็งของหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้มีการจัดงานสัมมนาพิเศษ ในหัวข้อ "วิกฤตประเทศไทย ยุคทุนนิยมไล่" เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ และ 1 ในวิทยากรที่ขึ้นอภิปรายคือ "ธีรยุทธ บุญมี" อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "พิพากษาหาความยุติธรรมให้ประเทศ เพิ่มดุลยภาพการเมืองไทย ก้าวสู่การปฏิรูปการเมืองหน 2" นับเป็นบทวิเคราะห์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิกฤตการเมือง ซึ่งทำให้ศาลต้องออกโรงมากู้วิกฤต 1.สาเหตุจากอิทธิพลทุนนิยมในสังคมไทยขยายตัวเฟื่องฟู ทั้งในแง่ปริมาณและความคิด ในช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ทุนเข้าไปมีอำนาจกำกับรัฐ และใช้อำนาจอธิปัตย์ของรัฐไทยได้อย่างสะดวก 2.กลุ่มทุนสัมปทาน สื่อสาร บันเทิง อุตสาหกรรมบางส่วน สามารถเข้ากุมฝ่ายบริหาร สามารถครอบงำรัฐสภา ส.ว. และองค์กรตรวจสอบต่างๆ ได้ ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน การคอร์รัปชั่น และนโยบายที่ส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของชาติอย่างมหาศาล จนทำให้เกิดความไม่พอใจของประชาชน ที่สูญเสียสิทธิอย่างกว้างขวาง จนเกิดวิกฤตการเมืองจนเกือบถึงขั้นเสียเลือดเนื้อชีวิตขึ้นหลายหน 3.พลังกดดันของภาคสังคม สื่อมวลชน และประชาชน รวมทั้ง "อารยะขัดขืน" ไม่พอเพียงที่จะล้มล้างอำนาจการเมืองแนวลัทธิเสียงส่วนใหญ่ ลัทธิ 16 ล้านเสียง หรือลัทธิรัฐสภานิยมอย่าง ทรท.ได้ แรงกดดันจึงตกอยู่ที่สถาบันอิสระที่เหลืออยู่เพียงสถาบันเดียว คืออำนาจตุลาการ หรือศาลที่จะก้าวออกมาสร้างดุลยภาพ ให้กับระบอบการเมืองไทยได้ กระบวนการปกป้องสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนโดยรวม และตรวจสอบถ่วงดุลทั้งอำนาจบริหาร และนิติบัญญัติโดยอำนาจตุลาการ เป็นการแก้ไขการขาดดุลยภาพของระบบการเมือง ด้วยกลไกระดับสถาบัน หรือที่เรียกตามสังคมวิทยาว่า "กระบวนการตุลาการภิวัตน์" หรือ "นิติธรรมภิวัตน์" (judicialization of politics) หรือที่เรียกตามภาษากฎหมายว่า "อำนาจการตรวจสอบความชอบตามรัฐธรรมนูญ" (judicial review) นี้ ในประเทศต้นแบบประชาธิปไตยทำกันมานานแล้ว เนื่องจากมองเห็นว่า การปกครองประชาธิปไตย มีข้ออ่อนแฝงอยู่ในกลไกตัวมันเอง คือการที่ผลประโยชน์ของทุน หรือบรรษัทขนาดใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง หรืออำนาจฝ่ายบริหารเข้ากุมฝ่ายนิติบัญญัติ จนนำไปสู่การใช้อำนาจมิชอบหรือเผด็จการเบ็ดเสร็จ หรือเป็นเพราะบ้านเมืองพัฒนาเติบใหญ่ซับซ้อนขึ้น เกิดปัญหาหรือสิทธิใหม่ๆ ของประชาชนซึ่งรัฐธรรมนูญต้องปกป้องรักษาให้กับประชาชน ในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1803 ในเรื่องการใช้อำนาจไม่ชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ประเด็นส่วนใหญ่เป็นการปกป้องประโยชน์ประชาชน จากบรรษัทใหญ่ๆ รวมทั้งการขยายสิทธิใหม่ต่างๆ ให้แก่ประชาชนอเมริกัน ฝรั่งเศสมีตุลาการภิวัตน์ตั้งแต่ปี 1971 เรียกว่า ศาลอาญาชั้นสูง และมีตุลาการรัฐธรรมนูญในปี 1958 เพื่อแก้ปัญหาการเมืองที่อลหม่านของตน เยอรมนีมีระบบศาลรัฐธรรมนูญในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อแก้ปัญหารัฐสภาถูกครอบงำโดยฝ่ายบริหารของพรรคนาซี จนสามารถล้มล้างรัฐธรรมนูญของตนเองและทำลายสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุด ประเทศยุโรปตะวันออก เช่น โปแลนด์ เช็ก ฮังการี ฯลฯ มีศาลรัฐธรรมนูญจำกัดสิทธิของรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ซึ่งมีอย่างมากในช่วงอยู่ใต้อิทธิพลของโซเวียต ในประเทศไทยก็เคยมีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2488 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตนเองไม่ใช่รัฐสภา ที่จะมีอำนาจตีความกฎหมาย "อาชญากรสงคราม" ว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ต่อมาศาลก็ไม่ได้มีข้อวินิจฉัย ในกรณีใดมาอีก จนรัฐธรรมนูญ 2540 จึงมีการให้อำนาจตุลาการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายการเมือง ในรูปศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ฯลฯ แต่ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซงหนัก จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสให้ศาลมองอำนาจของตนอย่างกว้างขวาง เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวได้ สะท้อนว่าประเทศไทยจำต้องมีกระบวนตุลาการภิวัตน์ที่เข้มแข็ง โดย 3 ศาล เพื่อจำกัดอำนาจที่ล้นเกินของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ 4.ภารกิจซึ่ง 3 ศาลถือเป็นภารกิจประวัติศาสตร์ของตนนี้ อยู่ที่ 2 ปัจจัย ปัจจัยแรก คือ การวินิจฉัยรากเหง้าของปัญหา ซึ่งทำให้ "ระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ไม่อาจดำเนินไปได้ คำวินิจฉัยว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการเลือกตั้ง ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ภารกิจก็จะจำกัด อาจส่งผลให้แก้วิกฤตได้ชั่วคราว เกิดวิกฤตซ้ำขึ้นมาอีกได้ ปัจจัยที่สอง คือ ความเป็นสถาบันของศาลเอง ว่าจะมีความเด็ดเดี่ยวมั่นคง มีวิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์แนวใด ซึ่งก็คือการมองภารกิจเกี่ยวพันกับอำนาจหรือสถาบันอื่นอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็คือการตระหนักถึงภารกิจตุลาการภิวัตน์ที่จริงจังเพียงใด ถ้ามีความเข้มแข็งในเชิงสถาบันเช่นนี้ วิกฤตก็คงคลี่คลายไปได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่อาจกล่าวได้ว่า สังคมไทยได้ใช้มาตรการทางสถาบัน (institutional mechanism) มาเป็นกลไกในการแก้วิกฤตในขั้นสุดท้ายของชาติ 5.ถ้าศาลจำกัดบทบาทของตนเพียงแค่การดูแลให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ไม่ขยายไปสู่กระบวนการตุลาการภิวัตน์ หรือนิติธรรมภิวัตน์อย่างจริงจัง แล้วปล่อยให้การปฏิรูปรัฐธรรมนูญรอบ 2 ดำเนินการไปโดยนักการเมืองฝ่ายเดียว มีโอกาสสูงที่วิกฤตจะเกิดขึ้นอีกครั้ง และมีโอกาสสูงที่ระบอบเผด็จการจะเกิดขึ้นในเมืองไทยได้อย่างยาวนานเกือบถาวร ประชาชนไทยเคยต่อสู้และชนะอำนาจเผด็จการมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้เป็นการต่อสู้กับเผด็จการประชานิยมหรือ "เผด็จการผีบุญ" ซึ่งมีชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา เป็นฐานกำลัง จะมีโอกาสเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่เกินไป และความสูญเสีย จะทำให้บ้านเมืองระส่ำระสาย มีโอกาสเกิดระบอบเผด็จการได้มาก สถานการณ์เช่นนี้ฟ้องว่า ดุลยภาพในสังคมไทยที่เสียไปไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในระดับสถาบันที่ใช้อำนาจปกครองด้านต่างๆ เท่านั้น แต่อยู่ในระดับรากหญ้าที่อยู่ภายใต้ความเหลื่อมล้ำทางฐานะรายได้โอกาสสูงมาก และขาดการแก้ไขอย่างจริงจังจากส่วนอื่นๆ ของสังคม จนนโยบายประชานิยมเหมือนเป็นฝนที่ชะโลมผืนดิน ที่แตกระแหงจนทำให้เกิดความชุ่มฉ่ำ แม้ระยะยาวฝนพิษนี้จะทำให้แผ่นดินไม่เพียงแตกระแหง แต่จะใช้ประโยชน์ไม่ได้อีกเลยก็ตาม หน้า 2
|