หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สวัสดีภูมิปัญญาไทย

ดนัย เทียนพุฒ กรรมการผู้จัดการ บจก. ดี เอ็น ที คอนซัลแตนท์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2549

บ้านเมืองเราโชคดีที่บรรพบุรุษได้สร้าง "ภูมิปัญญา" (Wisdom) หลายๆ อย่าง ไว้ให้ลูกหลานในรุ่นหลังๆ ได้แสวงหาความร่ำรวยทางปัญญา แต่ก็ดูเหมือนว่าคนรุ่นหลังไม่อาจรักษาภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ได้ ทั้งนี้ ก็เพราะว่า ในแต่ละปี เราจะได้ยินข่าวอยู่เสมอว่า "สินทรัพย์ทางปัญญา" (Intellectual Assets) ที่เรามีอยู่ได้ถูกปล้น หรือขโมย หรือสารพัดวิธีที่ถูกนำไปจดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือเป็นเครื่องหมายการค้า ตลอดจนสิทธิบัตรในทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ แมวไทยต่างๆ เช่น แมวโคราช แมวศุภลักษณ์ ข้าวหอมมะลิ กวาวเครือ และล่าสุดท่าฤๅษีดัดตน

ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงบรรดางานวิจัยที่ได้รับทุนอุดหนุนจากสถาบันวิจัยต่างชาติ และงานวิจัยเพื่อสำเร็จการศึกษา ในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับสินทรัพย์ทางปัญญาของชาติอีกเป็นจำนวนมากในหลายๆ ประเทศ ในบรรดาสิ่งที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายนี้ จะเรียกว่า "ทรัพย์สินทางปัญญา" (Intellectual Property)

ทรัพย์สินทางปัญญาแบบไฟไหม้ฟาง

ผู้เขียนเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์ในเรื่องการคิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งจำได้ว่ามีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า วิธีการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ควรจะฉลาดทำโดยการเข้าไปดูรายการที่ประเทศต่างๆ ยื่นจดสิทธิบัตรไว้แล้ว เราก็สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่โดย

- คิดต่อยอดจากสิ่งที่เขาคิดประดิษฐ์ไว้แล้ว ซึ่งทำให้เราประหยัดเวลาได้มาก

- หรือไม่ก็เอาสิ่งที่เขาคิดประดิษฐ์ไว้นั้นดูซิว่าจดสิทธิบัตรไว้ประเทศไหนบ้าง เราก็ทำไปขายในประเทศที่เขาไม่ได้จดสิทธิบัตร

ถ้าบ้านเราทำแบบหลังตามที่กล่าวมาแล้วคนในชาติอื่นทำแบบเดียวกับเราบ้าง ท่านผู้อ่านจะคิดอย่างไร หรือเป็นสิ่งที่เขาทำกันทั้งโลก ผู้เขียนคิดว่าเกิดปัญหาในเชิงจริยธรรมแล้วแทนที่จะภูมิใจในสิ่งที่ทำ ซึ่งเกิดขึ้นในวงวิชาการ เช่น การโคลนนิ่งของประเทศเกาหลีซึ่งทำไม่ได้จริง กับการผลิตชิพคอมพิวเตอร์ในประเทศจีน ซึ่งก็ทำไม่ได้จริง กลายเป็นตลกไม่ออกทางวิชาการ อับอายไปทั่วโลก

เรื่องของการคุ้มครองในทรัพย์สินทางปัญญา แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้คงต้องทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ แทนที่จะรอว่าใครหรือประเทศใดประกาศออกมาแล้วเราคิดว่าเป็นของไทยค่อยไปยื่นคัดค้านหรือทวงสิทธิ์

ขณะเดียวกัน เรามีการจัดการสินทรัพย์ทางปัญญา (Intellectual Assets Management) กันหรือไม่ คงไม่มีทางรู้ได้ เพราะเห็นเป็นข่าวที่โด่งดังมาก ก็คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจับละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ของฝรั่ง CD-DVD เพลงและหนังฝรั่ง กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไปจดสิทธิบัตรที่ได้รับรู้ก็มีเพียงเท่านี้จริงๆ ผู้เขียนคิดว่าคนไทยเราคงอยากรู้ว่า สินทรัพย์ทางปัญญาของไทยเรามีทั้งหมดเท่าไร มีกี่รายการที่ได้รับการคุ้มครองแล้วหรือรายการใดเสียสิทธิไป แต่จะมีวิธีต่อยอดอย่างไร

การสร้างทุนทางปัญญาให้เกิดในธุรกิจและประเทศชาติ

ในเชิงหลักการถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญานั้น ความจริงจะมีอยู่ 2-3 เรื่องที่จำเป็น

อย่างแรก เป็นเรื่องของสิ่งที่เกิดจากสมองของทุนมนุษย์ หรือคนในชาติเรานี่ล่ะที่สามารถสร้างความรู้ สร้างความเชี่ยวชาญ ตลอดจนหลักการและทฤษฎีต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ทางกายภาพหรือทรัพยากรธรรมชาติ กับสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ ตราสินค้า การออกแบบ เอกลักษณ์ความเป็นไทย

อย่างที่สอง ถ้าให้สามารถใส่รหัสความรู้ หรือ Codified Knowledge ให้สามารถเผยแพร่ออกมาต่อสาธารณะทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เหนือสิ่งอื่นใดคือสามารถสร้างเป็นนวัตกรรม (Innovation) ให้เกิดขึ้นมาจากความรู้และความคิด จนกระทั่งมีผลเชิงพาณิชย์ ทั้งหมดนี้จะเรียกว่า การจัดการสินทรัพย์ทางปัญญา

อย่างที่สาม เมื่อเรามีการจัดการสินทรัพย์ทางปัญญาได้ก็มีความจำเป็นต้องใช้กฎหมายเข้ามาคุ้มครอง สินทรัพย์ทางปัญญาดังกล่าว ถ้าเป็นการปฏิบัติของต่างประเทศจริงๆ แล้ว เมื่อเราคิดอะไรขึ้นมาได้ เขาจะใช้กฎหมายคุ้มครองทันที โดยการไปจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ ซึ่งในเชิงธุรกิจถือว่า มีความเป็นไปได้ที่จะลงทุนแล้ว

เรื่องราวตรงนี้ตามหลักการ จะเรียกว่ามี "ทรัพย์สินทางปัญญา" เกิดขึ้น เพราะใช้กฎหมายคุ้มครองสินทรัพย์ทางปัญญา ความจริงแล้วการที่ธุรกิจและชาติจะแข่งขันได้ดีมากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่มีทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมานี้มากน้อยเพียงใด โดยสรุปแล้วเราเรียกทั้งหมดนี้ว่า "ทุนทางปัญญา" (Intellectual Capital : IC)

ผู้เขียนเห็นในบ้านเรามีการพูดถึง การจัดการความรู้ องค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและเป็นสิ่งที่น่าส่งเสริม แต่ต้องก้าวให้ไกลและลึกกว่านั้น เพราะสิ่งที่ธุรกิจหรือประเทศชาติอยากได้ เช่น นวัตกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีโมเดลในการจัดการทุนทางปัญญาที่เหมาะสม

แล้วถ้าธุรกิจต้องการจะสร้างทุนทางปัญญา เราจะมีทางออกหรือแนวทางในเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจหรือไม่

ผู้เขียนเพิ่งทำวิจัยเสร็จเกี่ยวกับโมเดลเชิงกลยุทธ์ของทุนทางปัญญาสำหรับธุรกิจไทย โดยการเข้าไปศึกษาธุรกิจไทย หากจะใช้แนวคิดและหลักการของการสร้างทุนทางปัญญาจากต่างประเทศมาใช้ จะมีโมเดลหรือรูปแบบอย่างไร จึงจะสอดคล้องกับสภาพของธุรกิจไทย และปรับเข้ากับวัฒนธรรมแบบไทยได้อย่างลงตัว ซึ่งย่อๆ ในวิธีการที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้คือ

-ไม่ว่า ธุรกิจจะเป็นรูปแบบใด เช่น เน้นภารกิจขององค์กร หรือมุ่งเน้นคุณภาพ สามารถใช้โมเดลในการแปลงสิ่งเหล่านี้ ให้เกิดโมเดลทุนทางปัญญา พร้อมองค์ประกอบกับดัชนีวัดขององค์ประกอบในโมเดลดังกล่าว

-องค์ประกอบหลักๆ ของโมเดลทุนทางปัญญาที่ค้นพบสำหรับธุรกิจไทย จะมี 4 องค์ประกอบหลักๆ คือ ทุนความสัมพันธ์ ทุนองค์กร ทุนทรัพยากรบุคคล/ทุนมนุษย์และที่น่าสนใจมากคือ ทุนภาวะผู้นำ

-และถ้าธุรกิจอยากสร้างต่อให้เกิดนวัตกรรม ก็สามารถนำตัวแบบดังกล่าวสร้างความคิดตามกระบวนการ จนกระทั่งมีนวัตกรรมเกิดขึ้น

เราคงต้องลงทุนและทำกันอย่างจริงๆ ในเรื่องการสร้างทุนทางปัญญา เพราะมิฉะนั้น ภูมิปัญญาไทยก็จะอยู่กับปราชญ์ชาวบ้าน แต่สร้างคุณค่าต่อประเทศชาติไม่ได้อย่างเต็มที่เพราะขาดการต่อยอดหรือไม่ได้ช่วยกันรักษาไว้อย่างถูกวิธี