|
||||||||||||||
|
ปฏิญญาฟินแลนด์
กับความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2549 เกือบเดือนแล้วที่ "ปฏิญญาฟินแลนด์" ได้กลายเป็นประเด็นร้อน ที่ได้รับความสนใจจากสื่ออย่างต่อเนื่อง รายละเอียดต่างๆ พรั่งพรูออกมาอย่างมากมาย แต่ยังไม่มีใครสามารถหาหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอันได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าหากเรื่องนี้เป็นจริง ผู้เกี่ยวข้องคงไม่เสียยอมให้หลักฐานหลุดรอดออกมาได้ง่ายๆ อำนาจการทำลายล้างของปฏิญญาฟินแลนด์ไม่ได้รุนแรงเหมือนกับประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ก่อนหน้านี้ เพราะไม่ได้เป็นการเปิดประเด็นใหม่ เพียงแต่นำเอาเรื่องเก่าๆ มาประมวลออกมาเป็นภาพรวม โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคล เวลา และสถานที่ พอประเด็นนี้กำลังมีคนสนใจมากขึ้น ก็มีข่าวเกี่ยวกับน้ำท่วมในสี่จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เข้ามาแย่งพื้นที่หลักในหน้าหนึ่งไปเสียอีก กระแสน้ำที่ไหลบ่ามาท่วมบ้านเรือนไร่นาได้พัดเอาความสนใจของประชาชน ไปจากปฏิญญาฟินแลนด์ด้วยเช่นกัน การโจมตีทางการเมืองนั้น หากไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้ที่คอยติดตามจะลดลงไปเรื่อยๆ ยิ่งช่วงเวลาห่างกันมากเท่าไร การจะปลุกกระแสให้เกิดขึ้นก็ยิ่งยากขึ้นตามไปด้วย นอกเสียจากว่าการเปิดประเด็นนี้อีกครั้งหนึ่ง ผู้เปิดประเด็นจะนำเสนอข้อมูลใหม่ที่เป็นเนื้อเป็นหนัง มีความน่าเชื่อถือ ไม่เช่นนั้นแล้ว กระสุนสังหารทางการเมืองนัดนี้ ก็จะกลายเป็นกระสุนด้านที่ถูกยิงซ้ำๆ กัน ประเด็นสำคัญ 5 ประการ ที่ถือเป็นสาระสำคัญของปฏิญญาฟินแลนด์ ได้แก่ 1) การสร้างระบบการเมืองแบบพรรคเดียว 2) ลดทอนความเข้มแข็งของระบบราชการ และเปลี่ยนระบบราชการให้กลายเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง เพื่อใช้ในการแสวงหาผลประโยชน์ 3) แปลงสินทรัพย์ของรัฐให้กลายเป็นของเอกชนโดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และวิธีการอื่นที่คล้ายคลึงกัน 4) ลดทอนความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ และ 5) สร้างระบบพรรคการเมืองแบบรวมศูนย์ที่กรรมการบริหารพรรค โดยเฉพาะผู้นำพรรคเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจ ฝ่ายที่นำเอาประเด็นนี้ไปใช้ในการโจมตีพรรคไทยรักไทย ได้พยายามแสดงให้เห็นความน่ากลัวของปฏิญญาฟินแลนด์ สาระสำคัญทุกประเด็นได้ถูกขยายความเพิ่มเติม จนบางครั้งก็เป็นการเติมสีใส่ไข่จนเกินจริง ซึ่งหากวิเคราะห์กันแล้ว โอกาสที่ประเด็นเหล่านี้จะเป็นจริง และสร้างความเสียหายในระดับที่คาดการณ์กันนั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง ประเด็นแรก เรื่องการสร้างระบบพรรคการเมืองแบบพรรคเดียว เมื่อก่อนระบบพรรคเดียวเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะอำนาจในการต่อรองของประชาชนกับผู้ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือไม่เท่าเทียมกัน แต่เราต้องไม่ลืมว่า เมื่อประเทศมีการพัฒนา ประชาชนมีโอกาสได้รับการศึกษา มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ได้รับข่าวสารจากสื่อต่างๆ ที่เสนอมุมมองที่แตกต่างกัน ต่อให้มีระบบการเมืองแบบพรรคเดียวก็ไม่ได้หมายความว่า พรรคการเมืองนั้นจะสามารถกุมอำนาจทางการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จอีกต่อไป เพราะยิ่งสังคมพัฒนามากเท่าใด ระบบการตรวจสอบนักการเมืองและพรรคการเมืองของภาคประชาชน โดยเฉพาะสื่อและองค์กรอิสระต่างๆ ก็ยิ่งมีอำนาจมากขึ้น การวิเคราะห์ใน ประเด็นต่อมาซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบราชการ เพื่อเป็นแขนขาให้กับนักการเมืองนั้น จะต้องเข้าใจก่อนว่า การแทรกแซงทางการเมืองเพื่อใช้ระบบราชการเป็นเครื่องมือจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคงของบ้านเมืองก็ต่อเมื่อ 1) ก่อนการแทรกแซง ระบบราชการและผู้ที่เป็นข้าราชการได้ทำงาน เพื่อส่งเสริมให้สังคมอยู่กันอย่างผาสุก ไม่ได้แสวงหาประโยชน์เพื่อตนเอง และพวกพ้อง และ 2) การแทรกแซงนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยที่เป็นสมาชิกหรือเป็นผู้มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองในรัฐบาล หากเงื่อนไขแรกไม่เป็นจริง เงื่อนไขที่สองจะเป็นจริงหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป เพราะต่อให้เงื่อนไขที่สองจะเป็นจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นก็แค่การเปลี่ยนมือผู้รับผลประโยชน์จากผู้ที่อยู่ในระบบราชการ (บางคน) ไปยังนักการเมืองและพวกพ้อง (บางคน) เท่านั้นเอง นอกเสียจากว่า การแทรกแซงนี้ ทำให้ระดับความรุนแรงของการโกงกินรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ประเด็นที่สาม การแปลงสินทรัพย์ของรัฐให้กลายเป็นของเอกชน โดยเฉพาะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นไม่ได้ทำกันง่ายๆ เหมือนกับในอดีตอีกแล้ว เมื่อไรที่มีข่าวแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ผู้เกี่ยวข้องจะโดนตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทำอะไรตามใจตัวเองก็ไม่สะดวกเหมือนเมื่อก่อน ต้นทุนทางการเมืองของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นสูงขึ้นทุกวัน ถ้าไม่ได้รับไฟเขียวจากสังคมก็ยากที่จะทำได้สำเร็จโดยไม่เกิดความวุ่นวายและสูญเสียความนิยม ประเด็นที่สี่อาจคงไม่ต้องพูดถึง คงไม่มีใครคิดสั้นขนาดนั้นแน่นอน ประเด็นสุดท้ายยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ ระบบการรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดใช้ได้ในระยะสั้นเท่านั้น จริงอยู่พรรคที่มีเงินมากสามารถควบคุมสมาชิกในสังกัดได้ง่ายกว่าพรรคการเมืองถังแตก แต่อย่าลืมว่า นักการเมืองไม่ได้แสวงหาแค่ผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินเท่านั้น พวกเขาก็เป็นปุถุชนคนธรรมดาที่มีความรู้สึก ไม่มีใครอยากเป็นหุ่นเชิดตลอดไป ในท้ายที่สุด ก็จะพยายามหาทางเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระจากพันธนาการ การจะกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จที่แท้จริงได้นั้น ผู้นำจะต้อง "ซื้อ" ได้ทั้งกายและใจของบรรดานักการเมืองในสังกัด ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หากทุกคนในพรรคอยู่ร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้เอง ปฏิญญาฟินแลนด์จึงเป็นจริงได้ยากในบริบทของการเมืองไทย แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะสามารถวางใจ และปล่อยให้นักการเมืองบริหารประเทศโดยไม่มีการตรวจสอบ ปฏิญญาฟินแลนด์จะมีอยู่จริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญ สิ่งที่พวกเราทุกคนควรมีก็คือ "ปฏิญญาไทยแลนด์" ที่จะรักษาและสร้างสรรค์ดินแดนขวานทองแห่งนี้ตราบนานเท่านาน
|