หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กษัตริย์นักเกษตร กับ น้ำมันจากปาล์ม ต้นแบบพลังงานทดแทน

โดย มนตรี จุ้ยม่วงศรี วรินทร์ ตริโน มติชนรายวัน วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10310

"ที่ไม่ย่อท้อในการศึกษาแก๊สโซฮอล์ ก็เพราะทราบดีว่าวันหนึ่งเชื้อเพลิงจะน้อยลง เมื่อของมีน้อยราคาก็ต้องแพง.."

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่เอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก เกี่ยวกับพืชทดแทนพลังงาน ณ วังไกลกังวล เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2548

แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความห่วงใยของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อความทุกข์ร้อนของพสกนิกรชาวไทย ที่กำลังประสบปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในขณะนี้

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ "พืชพลังงาน" โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน เป็นที่โจษขานเลื่องลือกัน มายาวนานกว่า 30 ปีแล้ว ในฐานะ "กษัตริย์นักเกษตร" ผู้ริเริ่มและส่งเสริมให้เกษตรกร หันมาเพาะปลูกพืชชนิดนี้อย่างแท้จริง

ย้อนหลังกลับไป เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสวมปาล์ม ของเกษตรกรที่นิคมสร้างตนเองควนกาหลง จ.สตูล ซึ่งในขณะนั้นพืชชนิดนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากนัก

พระองค์ท่านทรงให้ความสนพระทัยปาล์มน้ำมันเป็นอย่างมาก ทรงเห็นว่าเป็นพืชที่จะสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรได้มากมาย โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักคิด และตระหนักถึงประโยชน์ของพืชชนิดนี้ให้มากกว่าแค่การเพาะปลูกเพื่อจำหน่าย

และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสำนักงาน กปร. ในการก่อสร้างโรงงานสาธิตสกัดปาล์มน้ำมัน ในปี พ.ศ.2526 ซึ่งก็ได้มีการค้นคิดวิธีการทดลองและต่อยอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้

ในกลางปี 2543 เริ่มมีการทดลองปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อนำมาใช้ในการทดแทนน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มมีความวิตกกังวลกับวิกฤตการณ์น้ำมันแพง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ มีพระราชกระแสรับสั่งให้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยให้มูลนิธิชัยพัฒนาเป็นผู้รับผิดชอบ แยกเป็นการทดลองผลิตไบไอดีเซลในเครื่องจักรกลให้แก่เรือประมงขนาดเล็ก และเครื่องจักรการเกษตร แม้ในช่วงแรกจะประสบปัญหาบ้างเนื่องจากการใช้ไบโอดีเซลจะต้องมีการถอดเครื่องมาล้างทำความสะอาด แต่ด้วยความสามารถของนักวิชาการไทย ที่มีความมุมานะในการคิดค้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ขึ้นมาแก้ไขปัญหาได้ ก็ทำให้ปัญหานี้หมดไป และคาดว่าปลายปี 2549 น่าจะสามารถเปิดตัวผลการทดลองเรื่องนี้ได้อย่างเป็นทางการ

 

สำหรับภาครัฐ หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น นโยบายการผลิตพลังงาน "ไบโอดีเซล" ถูกผลักให้เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งที่มีการพูดคุยให้สัมภาษณ์มาเป็นเวลานาน

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 มีมติเห็นชอบโครงการปลูกปาล์มน้ำมัน และการจัดหากล้าปาล์มที่มีคุณภาพ โดยระยะแรกปี 2549-2552 จะเริ่มปลูกปาล์มรวมทั้งสิ้น 6 ล้านไร่ และโครงการระยะที่สองจะเริ่มในปี 2553-2555

แต่ดูเหมือนว่าการดำเนินงานโครงการนี้จะไม่ราบรื่นเท่าที่ควร มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ขั้นตอนการส่งเสริมให้เกษตรกร หันมาเพาะปลูกกล้าปาล์มที่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบ โดยปัจจุบันเพิ่งอยู่ระหว่าง การคัดเลือกผู้เพาะกล้าปาล์มเอกชน เข้าร่วมโครงการเท่านั้น

มิหนำซ้ำเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ว่าปี 2549 จะมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 7 แสนไร่ แต่จนถึงขณะนี้จัดหาได้เพียง 3 แสนไร่เท่านั้น

สาเหตุสำคัญเพราะเกษตรกรไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจริงจังกับโครงการนี้มากน้อยเพียงใด เพราะนับแต่ที่รัฐประชาสัมพันธ์โครงการนี้เมื่อปลายปี 2548 จนถึงขณะนี้ก็ไม่มีอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอันให้เห็น

นอกจากนี้ภาพลักษณ์การดำเนินงานโครงการกล้ายางของกระทรวงเกษตรฯที่ถูกโจมตีมาโดยตลอดว่า นำกล้ายางไม่มีคุณภาพ ทั้งที่แจกฟรีให้เกษตรกร ขณะที่โครงการนี้ไม่ได้แจกฟรีกล้าปาล์ม เกษตรกรต้องควักเงินซื้อเอง แม้รัฐจะช่วยด้วยการให้เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ แต่เกษตรกรหลายรายก็ไม่กล้าที่จะเสี่ยง

ปัญหาข้างต้นส่งผลต่อเนื่องทำให้การส่งเสริมการใช้ "ไบโอดีเซล" ของรัฐบาลเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งที่ กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายให้มีการใช้ไบโอดีเซลผสมในน้ำมันในสัดส่วน 5% (B5) ทั่วประเทศภายในปี 2554 และสัดส่วนผสม 10% (B10) ในปี 2555 หรือประมาณวันละ 8.5 ล้านลิตร เพื่อจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้ปีละเกือบ 70,000 ล้านบาท

แต่การปฏิบัติจริงก็ยังไม่ค่อยเป็นรูปธรรมเท่าไหร่!!

นอกเหนือจากปัญหาด้านวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการทดลองใช้ในเชิงพาณิชย์ที่ยังไม่แพร่หลาย

เพราะนอกเหนือจากมูลนิธิชัยพัฒนาที่ดำเนินการอยู่ ก็มีเพียงกรมอู่ทหารเรือและบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เท่านั้นที่มีการทดลองและนำมาใช้อย่างจริงจัง

โดยในระยะเริ่มแรก "บางจาก" ได้ทดลองผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B2 ในระยะแรก และ B5 ในปัจจุบัน) ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก ถ.มหิดล จ.เชียงใหม่ เมื่อกลางปี 2547 จำหน่ายให้กับรถยนต์รับจ้างสองแถวที่เข้าร่วมโครงการ 1,300 คัน ในราคาที่ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลปกติ 50 สตางค์ต่อลิตร และได้ขยายการจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป และเปิดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่งที่ อ.สันกำแพง และต่อมาจึงได้เปิดจำหน่ายน้ำมันดีเซลสูตร B5 โดยระยะแรกจะเปิดจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ 4 แห่ง ที่สาขาประชาชื่น เรวดี บางบัวทอง และวัดกำแพง

แต่เมื่อการใช้ยังไม่แพร่หลาย การลงทุนการผลิตจึงมีน้อยไปด้วย โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตจำหน่ายไบโอดีเซลไม่กี่ราย ได้แก่ บริษัท โกลเด้น ไบโอดีเซล กำลังการผลิต 200,000 ลิตร/วัน และจะขยายเป็น 500,000 ลิตร/วัน บริษัท ราชาไบโอดีเซล กำลังการผลิต 20,000 ลิตร/วัน และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กำลังการผลิต 6,000 ลิตร/วัน ส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ บริษัท บางจาก กำลังการผลิต 300,000 ลิตร/วัน และบริษัท TOC กำลังการผลิต 200,000 ลิตร/วัน

จะเห็นได้ว่าปัญหาในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมักจะมีปัญหาในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น แก๊สโซฮอล์ ที่ใช้เอทานอลมาผสมในน้ำมันเบนซินในสัดส่วน 10% หรือก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) นั่นคือ "ความไม่มั่นใจ" ในนโยบายของรัฐบาล ส่งผลให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งเกษตรกร โรงงานผลิต ผู้จำหน่าย หรือแม้แต่ผู้ใช้น้ำมัน ที่ไม่กล้าตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน กลายเป็นปัญหา "ไก่กับไข่" ไม่รู้ว่าอะไรควรจะเริ่มก่อน หรือหลังดี

 

อย่างที่ข้างต้นได้กล่าวไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มและทดลองพลังงานทดแทนมากว่า 30 ปีแล้ว ด้วยทรงตระหนักถึงแนวโน้มราคาน้ำมันและความเดือดร้อนของพสกนิกรทั้งหลาย

หากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเกษตรกรทั้งหลายน้อมเอาความมุมานะ ความอุตสาหะ และมองการณ์ไกลของพระองค์ท่านมาไตร่ตรอง และร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้พลังงานอื่น ที่ทดแทนน้ำมัน

เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจะเกิดผลอย่างจริงจังและลดค่าใช้จ่ายของประเทศลงได้

หน้า 20