หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
30 บาทฯ พระเอกหรือผู้ร้ายของสังคมไทย?

โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข chanwaleesrisukho@hotmail.com มติชนรายวัน วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10310

ในบรรดานโยบายประชานิยมซึ่งเป็นจุดขายของพรรคไทยรักไทย "30 บาทรักษาทุกโรค" นับว่าเป็นนโยบาย ที่ถูกใจประชาชนมากที่สุด

จากข้อมูลผลการดำเนินงานการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี พ.ศ.2547 (1 ตุลาคม 2546-30 กันยายน 2547) ประชาชนชาวไทย มีหลักประกันสุขภาพจำนวน 59.770 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ขึ้นทะเบียนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) 47.099 ล้านคน คิดเป็นความครอบคลุมร้อยละ 95.48 ของประชาชนทั้งประเทศ

ผู้มีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าใช้บริการผู้ป่วยนอกทั้งสิ้น 119.641 ล้านครั้งคิดเป็นการใช้บริการคนละ 2.54 ครั้งต่อปี เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนร้อยละ 1.08

มีการใช้บริการผู้ป่วยใน (รับไว้นอนโรงพยาบาล) 4.329 ล้านคน คิดเป็น 0.092 ครั้งต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนร้อยละ 5.46

การวิจัยของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ พบประชาชนมีความพึงพอใจต่อโครงการนี้ร้อยละ 92.9 หรือคะแนนเต็ม 10 ประชาชนให้คะแนน 7.88 คะแนน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนๆ

แต่ความพึงพอใจของบุคลากรทางการแพทย์ต่อโครงการนี้ไม่เพิ่มขึ้น คะแนนเต็ม 10 ได้เพียง 4.94 คะแนน

ขณะที่ 30 บาทฯ เป็นพระเอกของสังคมไทยเพราะทำให้ประชาชนมีหลักประกันว่า จะได้รับการรักษาดูแล อย่างมีมาตรฐานยามเจ็บป่วย

แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ 30 บาทฯเป็นผู้ร้ายในสายตาของบุคลากรทางการแพทย์ในข้อหาสรุปรวบยอดคือ ทำให้การบริการทางการแพทย์ย่ำแย่ลง

ความชื่นชมนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของประชาชน คงทำให้ทุกพรรคการเมืองที่จะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ชูประเด็นนี้หาเสียงตามเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใด ใครเป็นนายกฯ ก็ขอให้คงนโยบายนี้ หรือนโยบายที่คล้ายคลึงกับนโยบายนี้ไว้

อันที่จริงไม่ใช่เป็นเรื่องน่าอับอายแต่อย่างไร หากรัฐบาลที่ขึ้นมาใหม่จะคงนโยบายประชานิยมดังกล่าว ด้วยนโยบายนี้ไม่ได้เกิดจากพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จึงไม่ใช่ลิขสิทธิ์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง จากรากเหง้าที่ว่า นโยบายนี้เกิดจากการมองเห็นปัญหาสาธารณสุข จึงมีการระดมความรู้ความสามารถ ความคิดเห็น การมีส่วนร่วม จากนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง โดยใช้เวลานานกว่า 10 ปี จึงเกิดนโยบายนี้ขึ้นมา

ผู้เขียนมีความเห็นว่า เป็นพระเอกก็เล่นบทผู้ร้ายได้ เป็นผู้ร้ายก็สวมบทพระเอกได้ หากจะให้นโยบาย 30 บาทฯเกิดประโยชน์สูงสุด รัฐบาลชุดใหม่ควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการ ปรับปรุงหาทางออก คงจุดแข็งลบจุดอ่อน เพื่อให้นโยบายนี้เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนอย่างแท้จริง เช่น

1.มีวิธีบริหารการเงินการคลัง ให้แต่ละโรงพยาบาลมีเงินพอใช้จ่ายอย่างแท้จริง

ที่เป็นอยู่คือ นโยบายนี้ทำให้แต่ละโรงพยาบาลมีแต่ขาดทุน ต้องใช้เงินส่วนอื่นมาโปะให้โรงพยาบาลอยู่รอด ปัญหานี้ตามมาด้วยการลดต้นทุน ซึ่งส่วนผลให้เกิดการร้องเรียน ยาไม่ดี ขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ บริการไม่มีคุณภาพ ฯลฯ ดังนั้น จึงควรเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล ที่จะต้องจัดหางบประมาณส่วนนี้ให้มีพอ ไม่ผลักภาระให้หน่วยงานดังที่เป็นอยู่

2.ไม่โฆษณาประชาสัมพันธ์เกินจริง เช่น

รักษาได้ทุกโรค เพราะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ด้วยนอกจากมีโรคที่ไม่สามารถรักษาได้แล้ว งบประมาณที่มีอยู่ก็ทำให้ไม่สามารถครอบคลุมทุกโรค

รักษาโรคยากๆ ได้โดยไม่ต้องใช้เงิน เช่น โรคมะเร็ง โรคสมอง โรคหัวใจ โรคตา ฯลฯ อันที่จริงรักษานั้นรักษาได้จริง แต่ที่เป็นอยู่คือการไม่ต้องใช้เงิน ทำให้คนที่พอจ่ายเงินได้ ซึ่งมักจะมีเส้นมีสิทธิมีเสียง มาเข้าคิวร่วมกับคนจน หรือคนด้อยโอกาส ทำให้ฝ่ายหลังนั้นต้องเข้าคิวรอนาน จนบางครั้งรักษาไม่ได้หรือเสียชีวิตก่อนรักษา

บริการมีคุณภาพดีเยี่ยม รวดเร็ว เป็นที่ประทับใจ ผู้รับบริการพอใจ ผู้ให้บริการมีความสุข อันที่จริงแต่ละโรงพยาบาลในโครงการ พยายามจะทำให้ได้ไปให้ถึงในแบบที่ว่า แต่ความเป็นจริงการไม่ต้องเสียเงินทำให้จำนวนคนไข้มากขึ้นเรื่อยๆ การดูแลรับผิดชอบสุขภาพอนามัยเบื้องต้นของตนเองน้อยลง เมื่อไม่พอใจก็ฟ้องร้อง ทำให้จำนวนบุคลากรที่มีน้อยอยู่แล้ว น้อยลงอีก (ส่วนหนึ่งทนไม่ไหวก็ลาออก) จำนวนบุคลากรที่มีอยู่จึงไม่สามารถตรวจแบบทั้งมีคุณภาพดีเยี่ยมและรวดเร็วได้

3.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงขั้นตอน ขอบเขตการใช้สิทธิ

นโยบายนี้ยังมีจุดอ่อนที่ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่รับผิดชอบการกระทำของตนเอง เช่น เลี้ยงสุนัขแล้ว ไม่ดูแลปล่อยให้สุนัขกัดชาวบ้าน แล้วให้ชาวบ้านใช้บัตร 30 บาทฯ มาฉีดวัคซีน และรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลในโครงการ, หรือหมอเถื่อนทำแท้งเถื่อนในคนตั้งครรภ์หลายเดือนโดยการเจาะน้ำคร่ำออก เมื่อเก็บเงินไปแล้วก็บอกว่าถ้าเด็กไม่ออกให้ใช้บัตรทองไปหาหมอที่โรงพยาบาลให้หมอเอาเด็กออกให้, สูบบุหรี่จัด/ดื่มสุราหนักตามมาด้วยโรคจากพิษของบุหรี่และสุรา, เที่ยวสำส่อนจนติดเชื้อกามโรค เป็นต้น

4.ดูแลบุคลากร ทั้งด้านรายได้ และมีวิธีกระจายจำนวนบุคลากรให้พอเพียง

นโยบายใกล้บ้านใกล้ใจ โดยให้คนไข้รักษาที่ศูนย์สุขภาพชุมชนในสถานพยาบาลใกล้บ้านเป็นนโยบายที่ดี แต่มีปัญหาในการปฏิบัติมาก ด้วยคนไข้จำนวนมากที่ไปรักษามักป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ แต่ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจำนวนเพียงพอไปให้การบริการ

สิ่งที่เป็นอยู่ คือคนไข้ได้รับการบริการต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งนอกจากโรคที่เป็นอยู่ไม่หายแล้ว ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รักษาได้ไม่ทันท่วงทีอีกด้วย

หน้า 7


ตัวประกันที่ชื่อ 30 บาท

โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ มติชนรายวัน วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10310

ท่ามกลางสถานการณ์ไม่เอานายกฯ ดูเหมือนว่า 30 บาทจะโดนลูกหลงไปด้วยมิใช่เพียงว่า 30 บาทจะถูกเหมารวมไปอยู่ในโครงการประชานิยมเท่านั้น แต่มันถูกใช้อ้างเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างของทุกฝ่ายด้วย

ไทยรักไทยว่า หากไม่มีไทยรักไทยจะไม่มี 30 บาท

พันธมิตรฯ ว่า 30 บาททำให้แพทย์งานหนัก และความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยเสื่อมทรามลง

หากประชาชนเชื่อไทยรักไทยก็อาจจะไม่กล้าทิ้งไทยรักไทยเพราะคนจำนวนมากเคยได้รับประโยชน์จาก 30 บาทแล้ว คนส่วนใหญ่เชื่อแล้วว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ คนเราเมื่อเจ็บป่วยไม่จำเป็นต้องเสียสามแสนบาท เพียง 30 บาทพอแล้ว

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านไม่เคยแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ได้ยินเลย นอกจากไม่แสดงแล้วยังให้ความเห็นเชิงเสรีทุนนิยมเหมือนเดิม คือคนรวยป่วยต้องจ่ายมาก คนจนป่วยต้องจ่ายน้อย แต่ไม่เคยตอบคำถามว่าทำไมคนรวยต้องได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีกว่าคนจนด้วย

เช่นนี้แล้วไทยรักไทยจึงสามารถจับ 30 บาทเป็นตัวประกันได้

ผู้เขียนเองก็ไม่ชอบ 30 บาท

เพราะที่แท้แล้วน่าจะไม่ต้องจ่ายเลยสักบาท

ความจริงคือ 30 บาทเป็นเรื่องของไทยรักไทย แต่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเรื่องของประชาชน นั่นคือคนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกัน

คำสำคัญคือ "คนทุกคน" นั่นคือขอให้เป็นมนุษย์ก็สมควรได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยไม่เสียค่าบริการทั้งสิ้น ปัจจุบันยังทำไม่ได้แต่ก็ควรช่วยกันพยายามทำให้ได้

คนทุกคนควรได้ ไม่ใช่คนไทยทุกคนควรได้ การให้หรือไม่ให้ใครได้รับการรักษาพยาบาลไม่ควรขึ้นกับมีหรือไม่มีบัตรประชาชน เพียงเป็นมนุษย์ก็ต้องให้

แดจังกึมยังรักษาศัตรูเลย

คำสำคัญอีกคำคือ "มีคุณภาพ" และอีกคำคือ "อย่างเท่าเทียม" นั่นคือถึงให้ฟรีก็ต้องดีด้วย และคนรวยคนจนได้เท่ากันด้วย

ข้อโต้เถียงที่ว่าโรคหลายอย่างพวกคุณหามาเอง เช่น โรคเอดส์ ขับรถเร็วชนกันติดเหล้า หรือฆ่าตัวตาย ล้วนเป็นข้อโต้เถียงที่หวังเอาเปรียบผู้คน ความจริงก็คือคนรวย คนจนหมอหรือคนไข้ล้วนสามารถเป็นโรคเอดส์ ขับรถเร็วชนกัน ติดเหล้า หรือฆ่าตัวตาย ได้พอๆ กัน

ให้บริการอย่างเท่าเทียมนั้นชัดเจนในตัว สิ่งที่แพทย์จะให้แก่ผู้ป่วยต้องขึ้นกับความจำเป็น มิใช่ขึ้นกับเงินที่จ่าย

ไทยรักไทยช่วยก่อตั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในนามของ 30 บาท แต่ไทยรักไทยก็ไม่จริงใจกับการทำให้ 30 บาท มีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งในแง่ธุรการและวิชาการ

ส่วนพันธมิตรก็ว่า 30 บาททำให้แพทย์ทำงานหนักและความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยเลวลง

ไม่จริง!

ความจริงคือแพทย์ทำงานหนักมานานแล้ว นานยี่สิบสามสิบปีแล้วโดยไม่มีใครเหลียวแล ตื่นเช้าเดินเยี่ยมคนไข้ 40 คน แล้ววิ่งมาตรวจผู้ป่วยนอก 100-200 คน แล้วอยู่เวรตอนกลางคืนแล้วมาทำงานต่อตอนเช้า

เป็นเช่นนี้มานานแล้ว

สามสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครแสดงความเห็นใจ แต่แพทย์ชนบทจำนวนมากมาย ก็ยังทำงานด้วยความซื่อตรง ต่อจริยธรรมวิชาชีพ ไม่เคยได้ยินแพทย์ชั้นผู้ใหญ่หรือสภาวิชาชีพที่ไหนโผล่หน้ามาเห็นใจสักคน พอ 30 บาทมาถึงกลับแย่งกันแสดงความรักรุ่นน้องรุ่นลูกกันอย่างออกนอกหน้า

ไม่ทราบที่ผ่านมาสามสิบปีหายไปไหน

ตอนนี้ออกมาแสดงความเห็นใจเพราะกำลังสูญเสียผลประโยชน์อะไร

เก้าอี้สภาวิชาชีพกับเก้าอี้ผู้ถือหุ้นในโรงพยาบาลเอกชนซ้อนทับกันมากน้อยเพียงใด

เพราะอะไรสภาวิชาชีพจึงไม่ธำรงจริยธรรมแห่งวิชาชีพให้สังคมเคารพ แต่กลับทำตนเสมือนหนึ่งสหภาพแรงงาน

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์พาณิชย์กับผู้ป่วยนั้นก็เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างไทยรักไทยกับประชาชนนั่นแหละ (แพทย์ไม่พาณิชย์ไม่เกี่ยว)

นั่นคือช่วยเหลือประชาชนตาดำๆ แล้วเอาคืนหนักกว่าเก่า

ถ้าการช่วยเหลือผู้ป่วยตาดำๆ แล้วเอาคืนหนักกว่าเก่าเรียกว่าความสัมพันธ์ที่ดีสังคม ลองกลับไปคิดใหม่ว่า เราจะยอมให้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย เป็นเช่นนี้ตลอดไป หรือ เช่นนี้หรือที่เรียกว่าความสัมพันธ์ที่ดี

ความจริงคือมันไม่เคยดีมาก่อนแล้ว

ไทยรักไทยไปได้ แต่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้องอยู่

แพทย์จำนวนมากที่ทำงานหนักในชนบทไม่รังเกียจ 30 บาท

และไม่เคยคิดว่าผู้ป่วยเป็นศัตรู เหมือนที่สภาวิชาชีพกำลังพยายามทำให้เป็นเช่นนั้นด้วย

หน้า 7