หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เปิดงานวิจัยทีดีอาร์ไอ ชำแหละจุดอ่อน "กองทุน กยศ." ไม่ต่อยอดการศึกษาเด็กยากจน

รายงานพิเศษ เอื้อมพร สิงหกาญจน์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1346

นับจากปี 2539 ที่มีการจัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขึ้น ปีนี้ก็ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ในฐานะเจ้าภาพในการจัดการเรื่องนี้ ได้ปล่อยเงินกู้ไปทั้งหมดกว่า 2 แสนล้านบาท มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 2 ล้านกว่าราย และในปี 2549 "ดร.เปรมประชา ศุภสมุทร" ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ยังให้ข้อมูลว่า

ได้อนุมัติเงินอีกจำนวน 30,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา ประมาณ 1.5 ล้านคน โดยได้ปรับเปลี่ยนระบบงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาใหม่ นำระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ผูกพันรายได้ในอนาคต (กรอ.) มาปรับใช้ในการกู้ยืมเงินกับกลุ่มนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ

และนำระบบกองทุนให้เปล่ามาช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนในระดับที่ต่ำกว่าระดับอุดมศึกษา โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกของโปรแกรมคำนวณเส้นความยากจน

ทำให้กองทุนการศึกษาวันแตกหน่อเป็น 3 กองทุนหลักๆ คือ 1.กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา 2.กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต และ 3.กองทุนแบบให้เปล่า

แต่ทว่า พัฒนาการของกองทุน กยศ. ในช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงสรรเสริญของผู้ได้รับประโยชน์ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการ และคนในสังคมถึงความไม่ชอบมาพากลของการบริหารจัดการ กยศ. มาตลอด

สิ่งที่สะท้อนผลการดำเนินงานของ กยศ. ประการหนึ่ง คือ ผลการชำระหนี้ของเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ครบกำหนด จากปี พ.ศ.2539 จนถึงปี 2548 จำนวน 213.361 ล้านบาท จะพบว่า 66.59% อยู่ระหว่างการผ่อนชำระ ที่เหลืออีก 31.40% อยู่ในระยะปลอดหนี้หรือขอผ่อนผัน 1.58% เป็นหนี้ที่สงสัยจะสูญ 0.43% เป็นหนี้สูญ หรือ 483 ล้านบาทเป็นหนี้สูญที่เกิดจากจากผู้กู้ 8,300 คน และในปี 2548 ยังมีผู้กู้อีกจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มหนี้สงสัยจะสูญอีก 10,000 ราย

นับตั้งแต่ปี 2547 มีผู้กู้ที่สำเร็จการศึกษาจำนวนมากไม่มาติดต่อขอชำระเงิน ทำให้ กยศ. ต้องฟ้องร้องดำเนินคดี ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการส่วนนี้เพิ่มอีก 247 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ กยศ. ต้องหันมาจับมือกับสำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม จัดโครงการรณรงค์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้สามารถชำระหนี้คืนก่อนถูกฟ้องคดี แล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งกันและกัน

ซึ่งหลังจากเปิดโครงการนำร่องใน 6 จังหวัด สถานการณ์ต่างๆ เริ่มผ่อนคลายขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และ ดร.อารียา มนัสบุญเพิ่มพูน นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ได้เข้าไปศึกษาวิเคราะห์กองทุน กยศ. พบว่า กองทุนนี้ยังมีปัญหาด้านหลักเกณฑ์และกระบวนการกู้ยืมที่มีความเสี่ยงในการกู้ยืมอยู่มาก ส่งผลให้ กยศ. ไม่ประสบความสำเร็จในการช่วยสนับสนุนให้นักเรียนตัดสินใจเรียนต่อมากนัก

แต่หากถามว่ากองทุน กยศ. มีส่วนดีไหม คงต้องตอบว่ามีส่วนดีอยู่ไม่ใช่น้อย อย่างน้อยก็ช่วยกระจายการศึกษาไปยังครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำได้ดีพอสมควร ทำให้เกิดความเสมอภาคระหว่างครัวเรือนที่มีรายได้สูงและครัวเรือนที่รายได้ต่ำ

งานวิจัยของ ดร.สมเกียรติ ระบุว่า กองทุน กยศ. อาจจะบรรลุวัตถุประสงค์ในการกระจายรายได้บ้าง เนื่องจากเงินกู้ยืมจาก กยศ. มีลักษณะเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ แต่จากผลการประมาณการโดยใช้ค่าพารามิเตอร์ที่สมเหตุสมผล ทำให้เห็นว่า เงินที่ผู้กู้ต้องชำระคืน กยศ. คิดเป็นมูลค่าเพียงร้อยละ 40 ของเงินต้น นั่นคือรัฐต้องให้การอุดหนุนผู้กู้สูงถึงร้อยละ 60 ของเงินที่กู้ยืมไป

ดังนั้น กองทุน กยศ. จึงไม่น่าจะเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการอื่น เช่น วิธีการทางภาษี หรือการให้เงินอุดหนุนโดยตรง

ที่สำคัญ จากการลงไปเก็บข้อมูลยังไม่พบว่ากองทุนนี้ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของประชาชน ที่มาจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยได้มากนัก

โดยสาเหตุหลักๆ มาจากการที่นักศึกษาจำนวนหนึ่งเห็นว่า ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการได้รับเงินกู้จาก กยศ. ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ผู้ที่มีสิทธิกู้ยืมเงินได้จะต้องได้เข้าเรียนในสถานศึกษานั้นก่อน โดยไม่มีหลักประกันว่าจะได้กู้ยืมแน่นอน แม้ว่าผู้ที่เคยกู้ยืมจาก กยศ. มาก่อนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษก็ตาม แต่การจะได้รับอนุมัติเงินกู้หรือไม่นั้นจะขึ้นอยู่กับงบประมาณที่สถานศึกษาได้รับว่าเพียงพอต่อจำนวนผู้ต้องการขอกู้หรือไม่

หากผู้ที่ต้องการกู้ยืมมีจำนวนมากก็จะเกิดการแข่งขันในระดับสูง ดังนั้น ผู้ที่มีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์จึงไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะได้กู้ยืม นอกจากนี้ การอนุมัติเงินกู้ยังมีความล่าช้า เนื่องจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องมีหลายขั้นตอนและการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ลงตัว โดยในบางกรณีกว่าผู้กู้จะได้รับเงินก็เมื่อจบภาคเรียนที่หนึ่งไปแล้ว ทำให้ผู้กู้เดือดร้อนเพราะไม่สามารถหาเงินมาสำรองจ่ายได้

นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ยังระบุอีกว่า ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของนักเรียน นักศึกษาอยู่ในระดับที่สูงกว่าเพดานเงินกู้ที่ กยศ. กำหนดไว้ เช่น ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาโดยเฉลี่ยของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยอยู่ที่ระดับ 17,000 บาทต่อปี ในขณะที่เพดานเงินกู้ของ กยศ. อยู่ที่ 6,000 บาทต่อปี เพดานเงินกู้ที่รัฐบาลกำหนดให้ จึงไม่จูงใจให้นักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ ตัดสินใจมาเรียนต่อ

ไม่เพียงเท่านั้น ระบบการดำเนินการของ กยศ. ยังเปิดช่องให้สถานศึกษาบางแห่งนำเงินกู้ไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ จากข้อมูลที่พบ จะเห็นว่าสถานศึกษาหลายแห่งได้รับอำนาจเต็มในการคัดเลือกผู้กู้และอนุมัติวงเงินกู้ โดยรัฐไม่มีกลไกในการตรวจสอบที่รัดกุม จึงทำให้มีสถานศึกษาเอกชนบางแห่งแสวงหาผลประโยชน์จาก กยศ. โดยจัดทำบัญชีราชื่อผู้กู้ปลอมและเบิกเงินกู้เข้าสถานศึกษา

และเมื่อพิจารณาอัตราหนี้สูญบวกกับต้นทุนในการบริหารจัดการกองทุนยังพบอีกว่า อัตราการคืนเงินของกองทุน กยศ. ยังอยู่ในระดับที่ต่ำไม่ถึงร้อยละ 30 ของเงินที่ปล่อยกู้ไปทั้งหมด

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่ กยศ. จะดำรงอยู่ได้ในลักษณะกองทุนหมุนเวียนโดยไม่พึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล

ดังนั้น คณะผู้วิจัย จึงเสนอว่า รัฐบาลควรมุ่งที่จะเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของประชาชนอย่างมีประสิทธิผล โดยใช้ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ ด้วยการออกแบบหลักเกณฑ์ และขั้นตอนการให้กู้ยืมที่ไม่ทำให้เกิดความเสี่ยง ในการได้รับอนุมัติเงินกู้

และที่สำคัญจะต้องวางกลไกการตรวจสอบการจัดสรรเงินกู้ยืมให้มีความรัดกุมมากขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกการติดตามการชำระหนี้คืน และมีการประเมินผลโครงการล่วงหน้า

เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ใช่งบประมาณมหาศาล และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินของอุดมศึกษาในวงกว้าง

หน้า 30