หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เปิดกรุปัดฝุ่นพลิกแฟ้ม... มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

รายงานพิเศษ  โดย อิศรินทร์ หนูเมือง  ประชาชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3797 (2997)

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยสรุปมีแนวทางดังนี้

ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลจะหาแนวทางช่วยเหลือ 5 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มข้าราชการและพนักงานบริษัทเอกชน ด้วยการให้กระทรวงการคลัง ไปหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อมาสนับสนุนธนาคารของรัฐในการปล่อยกู้ให้ข้าราชการและเอกชน เพื่อให้มีดอกเบี้ยต่ำหรือเปิดโอกาสให้ปรับโครงสร้างหนี้เพื่อยืดระยะเวลาออกไปและลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยสูงได้ เนื่องจากตอนนี้มีหน่วยงานภาครัฐเอาเงินไปฝากธนาคารอื่นๆ ประมาณ 100,000 ล้านบาท จึงควรจะเอามาฝากกับธนาคารของรัฐเพื่อมาปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำได้ พร้อมกันนี้ให้หน่วยราชการไปทบทวนวิธีการจ่ายเงินโบนัสในวงเงิน 5,550 ล้านบาท เพื่อกระจายให้กับผู้มีรายได้ต่ำมากกว่าผู้บริหาร นอกจากนั้นยังให้กระทรวงคมนาคมไปศึกษาเรื่องตั๋วการเดินทางร่วม รวมถึงการหาแรงจูงใจหรือคูปองมาลดค่าทางด่วนและการขนส่งสาธารณะ

2.กลุ่มเกษตรกรและประชาชนในชนบท ได้มีการมอบหมายให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง ไปดูแลราคาสินค้าเกษตรเป็นพิเศษ รวมถึงกระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในการส่งออก และให้ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดูแลเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้เกษตรกร อีกทั้งให้กระทรวงเกษตรฯส่งเสริมการจัดทำปุ๋ยชีวภาพ ที่ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีจำหน่วย ให้เร่งเบิกจ่ายงบฯเอสเอ็มแอลอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ทำโรงสีชุมชน ปุ๋ยชีวภาพ

3.กลุ่มผู้ใช้แรงงาน กระทรวงแรงงานแจ้งว่าขณะนี้มีผู้รับประกันสังคม 8 ล้านคน ในส่วนที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่า 7,000 บาท มีจำนวน 5.7 ล้านคน โดยกระทรวงแรงงานจะไปพิจารณามีมาตรการมาช่วยเหลือ หลังจากที่รัฐบาลเคยช่วยเหลือผ่านมาตรการมงตŒฟอร์ต ในรูปแบบการลดการจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลมาแล้ว

4.กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้ประกอบอาชีพอิสระ มอบหมายให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรมไปช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง เพราะช่วงนี้มีทั้งปัญหาดอกเบี้ยสูง และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัญหาราคาน้ำมัน นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และนายเนวิน ชิดชอบ รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งกระทรวงคมนาคมไปพิจารณาทบทวนกฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคในการเปิดเสรีให้กับผู้ประกอบการรถตู้และรถขนส่งต่างๆ โดยไม่ขัดกฎหมายและให้คำนึงถึงความปลอดภัย

5.กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุและผู้พิการ ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เร่งรัดการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงเพื่อการยังชีพให้กับผู้สูงอายุ และการฟื้นฟูสมรรรถภาพผู้พิการ

สำหรับมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจมหภาคสรุปได้ดังนี้ 1.จะส่งเสริมการสร้างรายได้ภาครัฐด้วยการพยายามผลักดัน ให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าหมาย 17.5% ขณะเดียวกันให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งหามาตรการชักจูงการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า 2.การเร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ได้มอบให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งการประชาสัมพันธ์ โครงการท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ที่จัดขึ้นในปีนี้ เพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและเร่งรัดเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ

3.ให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลสินค้าอาหาร เพื่อไม่ให้เงินเฟ้อทั้งปีสูงกว่ากำหนดไว้คือ 4-4.5% และให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคมเร่งติดตั้งเอ็นจีวี และให้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อจัดทำแผนแม่บทภาพการขนส่งมาให้ชัดเจน ส่วนงบประมาณการลงทุนภาครัฐ ได้มอบให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ไปเร่งรัดเบิกจ่าย นอกจากนี้ ได้ให้รักษาการ รมว.คลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปหารือเพื่อสร้างเสถียรภาพค่าเงินบาท และดอกเบี้ย เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและนักลงทุนในการวางแผนระยะยาว

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ ของคณะกรรมการติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ได้สรุปมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้นที่ต้องเร่งรัดดำเนินการในช่วง 7 เดือนหลังของปี 2549 ประกอบด้วย

มาตรการพลังงาน ต้องเร่งรัดมาตรการที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว ประกอบด้วย สนับสนุนการใช้ NGV โดยเร่งรัดสถานีบริการ และการอำนวยความสะดวกในการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ เร่งจัดตั้งสถานีบริการ NGV ทั้งสำหรับรถยนต์ และเรือประมงส่งเสริมการใช้ NGV ในรถขนส่งสาธารณะ กำหนดให้มีหน่วยงานดำเนินการอย่างจริงจังในการรับรองคุณภาพ และมาตรฐานของ NGV จัดทำมาตรฐานติดตั้งอุปกรณ์ NGV และลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์และพาหนะที่ใช้ NGV และส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตพาหนะที่ใช้ NGV กำกับและควบคุมการใช้ LPG ให้มีมาตรฐาน ลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ค่ Ft เพิ่มสูงขึ้น

เร่งรัดแหล่งพลังงานทดแทนเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามเป้าหมาย ดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนราชการ

ดำเนินการพัฒนาระบบลอจิสติกภายใต้แผนพัฒนาปี 2549-2553

มาตรการเพิ่มรายได้

เร่งรัดส่งเสริมการส่งออก ตามเป้าหมายร้อยละ 17

ส่งเสริมรายได้จากการท่องเที่ยว ในประเทศของคนไทยและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ด้วยการเร่งฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ กลุ่ม 8 จังหวัดล้านนา กลุ่มมรดกโลก กลุ่มอันดามัน โครงการริเวียร่าเมืองไทย กลุ่มภาคตะวันออก พร้อมกับผลักดันให้ไทยเป็น shopping center โดยพิจารณาลดภาษีสินค้าแบรนด์แนม ลดภาษีวัตถุดิบสำหรับการผลิตเครื่องสำอาง

เร่งรัดโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สามารถเปิดบริการได้ตามกำหนด

เร่งรัดโครงการเศรษฐกิจรากหญ้าของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน

มาตรการลดภาระรายจ่ายของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ

‘ ดูแลการปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งต้นทางและปลายทาง ให้มีความเป็นธรรม

‘ จัดมหกรรมส่งเสริมการขายสินค้าราคาถูกทั่วประเทศ

‘ บริหารการนำเข้าและดูแลระดับการเก็บสต๊อกสินค้า โดยจัดระบบการรายงานสินค้าที่เก็บสต๊อกให้เหมาะสมกับระดับการผลิตและการบริโภค และภาครัฐโดยความร่วมมือของภาคเอกชนในการบริหารการนำเข้าไม่ให้ผันผวน

มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายตามแผนการใช้จ่าย

และการลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้ว

‘ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ งบฯลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ในงบประมาณปกติและงบฯสำหรับลงทุนขนาดใหญ่

‘ เร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติแล้ว ได้แก่ 1.โครงการทางพิเศษบางพลี-สุขสวัสดิ์ 2.โครงการพัฒนาท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 จ.เชียงราย 3.โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงศรีราชา-แหลมฉบัง 4.โครงการบ้านเอื้ออาทรระยะ 4 และ 5.โครงการจัดหาคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนทั่วประเทศในปี 2549 จำนวน 250,000 เครื่อง ในงบฯกลาง

มาตรการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี

โดยการพบปะและการสร้างความเข้าใจแก่นักลงทุนให้เข้าใจถึงเงื่อนไขและสถานการณ์ที่แท้จริงของตลาด โดยไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก ต่อข่าวสารที่ไม่มีผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของตลาด รวมทั้งทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่จำเป็นสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการขับเคลื่อนในระยะปานกลาง

สำหรับโอกาสทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2549 สภาพัฒน์ ได้พยากรณ์ให้คณะรัฐมนตรีรับทราบโดยสังเขปว่ามีทิศทาง ดังนี้

1.เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ในอัตราใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือประมาณร้อยละ 4.5 โดยวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น จึงคาดว่าการส่งออกยังมีแนวโน้มที่ดี ทั้งปีขยายตัวได้ร้อยละ 15-16 สินค้าหลักที่มีโอกาสส่งออกได้ดี ได้แก่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางพารา และมันสำปะหลัง

2.การท่องเที่ยว มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวได้ดี และผลจากการฟื้นฟู 6 จังหวัดภาคใต้ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว คาดว่าทั้งปี 2549 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะมีจำนวนประมาณ 13-13.5 ล้านคน

3.ภาคเกษตรมีแนวโน้มดีขึ้นทั้งด้านราคา และปริมาณโดยที่น้ำในเขื่อนมีปริมาณสูงขึ้น ราคาสินค้ายังเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะยางพารายังเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคายางสังเคราะห์และราคาน้ำมัน ราคาอ้อย ราคาข้าว ราคาน้ำมัน สำปะหลัง และราคาปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนที่เพิ่มขึ้น จะเอื้ออำนวยให้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ได้มากขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา

4.การออมเริ่มเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยยังมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ และ ธปท.จะปรับอัตราดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับขึ้นอย่างชัดเจน การออมภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น จะเป็นแหล่งทุนภายในประเทศเพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อเมื่อการลงทุนฟื้นตัว โดยไม่เกิดผลกระทบด้านลบต่อเสถียรภาพของประเทศ

มาตรการทั้งหมดนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะนัดให้มีการประชุมติดตามผลการดำเนินการ อีกครั้งในวันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2549

หน้า 2