หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทิศทางดอกเบี้ยกับทางออก ของประชาชน ภาค 1

คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประชาชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3797 (2997)

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านครั้งก่อนผมตั้งประเด็นเป็นห่วงเรื่องเงินคงคลังไป โดยมีข้อสรุปว่า รัฐบาลควรเตรียมการระดมเงินคงคลัง ไว้เสียแต่เนิ่นๆ เนื่องจากในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า รัฐบาลจะมีปัญหาการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนของปีงบประมาณ 2550 อย่างมาก ซึ่งถ้ารัฐบาลยังบริหารสภาพคล่องไม่ดี ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบฯค้างท่อไม่ออกอีกแล้วละก็ ถึงตอนนั้นก็จะเกิดสุญญากาศทางการงบประมาณขึ้นอย่างไม่น่าเกิดครับ

หลังจากที่เขียนไปครั้งก่อน ผมรู้สึกเอะใจอะไรขึ้นมาบางอย่าง จึงเข้าไปดูข้อมูลการกู้เงินระยะสั้นของรัฐบาลผ่านตั๋วเงินคลัง ดูแล้วก็ยิ่งหนักใจขึ้นไปอีกครับ เนื่องจากตัวเลขล่าสุดปลายเดือน มี.ค.2549 รัฐบาลกู้เงินผ่านตั๋วเงินคลังทั้งสิ้นรวมกันแล้วอยู่ที่ 2.48 แสนล้านบาท จากวงเงิน 2.50 แสนล้านบาท

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจยังไม่เข้าใจกลไกในการระดมทุนของรัฐบาลเท่าไร ผมจึงขอยกตัวอย่างประกอบง่ายๆ ก่อนเราจะไปคุยกันต่อนะครับ โดยหลักการแล้ว การระดมทุนโครงการใดก็ตามอายุเงินกู้ กับอายุหรือกระแสรายรับ ของโครงการที่ลงทุน ควรมีความสอดคล้องกัน แต่ในทางปฏิบัติเมื่อหน่วยงานราชการวางฎีกา (ทำเรื่องขอเบิกเงิน) หากเงินในคลังมีไม่พอ กรมบัญชีกลางก็จะขอให้สำนักบริหารหนี้ (สบน.) ระดมเงินกู้มารองรับการเบิกจ่ายดังกล่าว

ซึ่งตรงนี้ สบน.โดยปกติจะระดมเงินผ่านตั๋วเงินคลังซึ่งมีอายุ 28-182 วัน โดยไม่สนใจว่าเงินกู้ดังกล่าวจะเอาไปทำโครงการอะไร อายุเงินกู้ควรสอดคล้องกับกระแสรายรับของโครงการหรือไม่ หรืออาจเรียกว่ารัฐบาลใช้วงเงิน quick cash ไปพลางๆ ก่อนในระยะสั้น แต่หลังจากนั้น ในระยะปานกลาง-ยาว รัฐบาลก็ควรจะ refinance โดยการออกพันธบัตรที่มีวงเงินและอายุที่เหมาะสมมาชดใช้ตั๋วเงินคลังที่ได้ออกไปก่อนหน้า เพื่อให้เรามีวงเงิน quick cash มาใช้รองรับการเบิกจ่ายในครั้งต่อๆ ไป ตอนนี้เรามีวงเงิน quick cash (เพดานการกู้ตั๋วเงินคลัง) อยู่ 2.50 แสนล้านบาท เป็นการขอเพิ่มมาแล้วรอบหนึ่ง 7 หมื่นล้านบาทเมื่อปลายปีก่อน ใช้วงเงินไปแล้ว 2.48 แสนล้านบาท อย่างนี้เราจะเร่งเบิกจ่ายได้อย่างไร ?! ต้องรีบครับ ต้องรีบ refinance เพื่อเอาวงเงินคืนมา มิฉะนั้นสิ้นปีงบฯใหม่ไม่ออก งบฯเก่าระดมทุนไม่ได้ ประเทศจะเสียหายมากไปกว่านี้ครับ

แล้วที่พูดมาทั้งหมด มันเกี่ยวอย่างไรกับดอกเบี้ยครับ ? ดอกเบี้ยคือราคาของเงินทุนครับ ช่วงที่เรามีสภาพคล่องส่วนเกิน เหลือเยอะๆ ธนาคารไม่รู้จะระดมเงินฝากไปทำไมก็ให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำๆ คนจะได้ไม่เอาเงินมาฝากมาก ส่วนสภาพคล่องเหลือที่อยู่ในธนาคารมาก ธนาคารก็ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้คนมากู้ออกไปลงทุน ตอนนี้สภาพคล่องส่วนเกินลดลงไปเยอะแล้ว ดอกเบี้ยก็เริ่มขึ้นโดยขึ้นจากดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวก่อนเพราะกลัวกันว่า ในระยะยาวสภาพคล่องจะหมดแล้ว ดอกเบี้ยจะสูงก็เลยกู้ดักกันไว้ก่อน ช่วงตั้งแต่ต้นปี 2549 มานี้ ดอกเบี้ยระยะสั้นก็ปรับขึ้นตาม ที่ผมเห็นก็เป็นการปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมถามเพื่อนที่เป็นนายแบงก์ว่า จะรีบแย่งเงินฝากโดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยกันไปถึงไหน สภาพคล่องส่วนเกินก็ยังพอมีอยู่ ไม่น่าหมดในระยะไม่กี่เดือน ปลายปีเศรษฐกิจอาจชะลอตัว แย่งเงินฝากกันไปตอนนี้แล้ว จะเอาไปปล่อยใครกู้ ? เขาก็บอกผมติดตลกว่า "ก็เอาไปปล่อยให้รัฐบาลกู้นะสิ รัฐบาลถังแตกอยู่ไม่ใช่หรอ ?" ผมก็เลยแหย่กลับไปว่า "สงสัยจะแย่งเงินฝากกันผิดตลาดแล้ว จริงๆ ควรไประดมเงินในตลาดเงินกู้ระยะยาวก่อน เพราะก่อนที่รัฐบาลจะกู้มาใช้จ่ายระยะสั้นได้ รัฐบาลต้องเคลียร์วงเงิน quick cash (ออกพันธบัตรระยะยาว เพื่อนำเงินมาไถ่ถอนตั๋วเงินคลังระยะสั้น) ก่อน"

เอาละครับ ไม่ว่าดอกเบี้ยระยะสั้น หรือดอกเบี้ยระยะยาวจะขึ้น ผู้มีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยก็เดือดร้อนทั้งนั้นแหละครับ เดือดร้อนทั้งคนมีหนี้บัตรเครดิต ทั้งผู้เข้าร่วมโครงการเอื้ออาทร ธนาคารประชาชนต่างๆ รวมไปถึงตัวรัฐบาลเองด้วย ที่ต้องมีภาระการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลกู้หนี้ระยะสั้นเกือบเต็มเพดานเสียขนาดนั้น

ทางออกหรือครับ ? กระทรวงการคลังก็ได้มีมาตรการ "ความร่วมมือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในการบรรเทาความเดือดร้อน จากภาวะเศรษฐกิจของลูกหนี้" ออกมาเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2549 โดยสาระหลักๆ ให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐตรึงอัตราดอกเบี้ยไม่ให้ขึ้นสูงไประยะหนึ่ง เพื่อบรรเทาปัญหาภาระดอกเบี้ยของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่กู้เงินในโครงการต่างๆ ของรัฐ ในขณะที่กระทรวงการคลังตรึงดอกเบี้ย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีนโยบายขึ้นดอกเบี้ยโดยมีเหตุผลหลักๆ คือ 1.เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวก (ให้ผู้ออมได้รางวัลจากการออม และผู้กู้จะได้โดนทำโทษจากการกู้) และ 2.เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเหตุผลทั้ง 2 ประการทำให้ผมงงน้อยกับงงมาก ตามลำดับ

เอางงน้อยก่อนนะครับ เรื่องอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวก จริงๆ ตั้งแต่วิกฤตแล้วครับที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของเราติดลบ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เกษียณหลายคนพึ่งพิงดอกเบี้ยเงินฝากในการดำรงชีวิตก็โอดครวญกันมานานแล้ว เพราะรายได้ที่ได้จากการฝากเงินโตไม่ทันราคาสินค้า แต่ก็อย่างว่าละครับมีคนเสียประโยชน์ก็ต้องมีคนได้ประโยชน์ ประชาชนฐานรากที่อยากมีโอกาสมีเงินทุนเป็นของตัวเองในการประกอบอาชีพ หรืออยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ฯลฯ ก็ได้กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ รัฐบาลก็ได้สนองตรงนี้ด้วยการทำโครงการต่างๆ ออกมามากมาย แล้วผมงงอะไรหรือครับ ก็งงว่าทิศทางนโยบายจะเอาอย่างไรกันแน่ครับ ฝั่งหนึ่งก็บอกว่าดอกเบี้ยควรจะสูง (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงควรจะเป็นบวก) เพราะผู้ออมจะได้ได้รางวัลจากการออม (แต่ผู้เป็นหนี้โดนดอกเบี้ยเยอะไม่เป็นไร) แต่อีกฝั่งหนึ่งบอกให้ตรึงดอกเบี้ยไว้ก่อน ไม่ควรสูง เพราะคนจนโดยเฉพาะผู้ที่เข้าร่วมโครงการต่างๆ เดือดร้อน (แต่ผู้ออมโดนทำโทษจากการออม หรือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐจะเสียผลประโยชน์ไม่เป็นไร) ผมเข้าใจครับว่าได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง แต่นโยบายจะไปด้านใดก็ควรจะสอดคล้องกันไม่ดีกว่าหรือครับ

สำหรับที่งงมาก ผมคงไม่พูดมาก เพราะเท่าที่ผมอ่านหนังสือพิมพ์มา ก็มีหลายท่านพูดกันมามากแล้ว นั่นคือเรื่องของเงินเฟ้อ ถ้าผมรวยขึ้น ท่านรวยขึ้น เพื่อนท่านได้รับอนุมัติบัตรเครดิตใหม่ ก็มีกำลังจะซื้อของมากขึ้น ของก็ราคาสูงขึ้น อันนี้เราเรียกว่าเงินเฟ้อที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ (demand-pull inflation) ตรงนี้ ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยก็อาจทำให้ผม ให้ท่าน ซื้อของน้อยลง เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นแรงจูงใจให้ผมเปลี่ยนใจเอาเงินไปฝาก เพื่อนท่านอาจรูดบัตรซื้อของน้อยลง เพราะไม่อยากผ่อนบัตรเครดิตภายใต้ดอกเบี้ยสูงๆ พอความต้องการซื้อลดเงินเฟ้อก็ลดตาม ตรงนี้นักเศรษฐศาสตร์เข้าใจกันดี แต่ในปัจจุบันเงินเฟ้อมันเกิดจากด้านต้นทุนที่สูงขึ้น (cost-push inflation) การขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันลดแต่อย่างใด ครั้นจะเป็นเหตุผลที่ว่าขึ้นดอกเบี้ยให้ภาระการผ่อนของประชาชนมากๆ ขึ้น จะได้จนกันแล้วไม่ซื้อรถ นั่งรถประจำทางเพื่อการประหยัดน้ำมันคงไม่ใช่ และเป็นการโหดร้ายเกินไปหน่อยครับ

ดอกเบี้ยจะขึ้นไปอีกซักเท่าไร รัฐบาลหรือ ธปท.จะมีมาตรการออกมาอย่างไร ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ ดอกเบี้ยขึ้นก็เป็นผลดีของผู้ออมอยู่แล้ว แต่ภาระมาตกกับผู้มีภาระหนี้สิครับ ประชาชนที่อยู่ในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลก็ได้รับการช่วยเหลือไประดับหนึ่งแล้ว แต่พวกที่มีหนี้และไม่ได้อยู่ในโครงการดังกล่าวนี่สิครับ ทำอย่างไรในภาวะทิศทางนโยบายดอกเบี้ยไม่ชัดเจน ? ถ้าใครเดาว่า ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ก็รีบกู้ยาวๆ ไว้ จะได้ไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่ตนคิดว่ามันสูงขึ้นกว่านี้อีก แต่ถ้าใครเดาว่าดอกเบี้ยที่ขึ้นคงน่าจะถึงจุดสูงสุดแล้ว ต่อไปคงจะลงก็หลีกเลี่ยงที่จะกู้ยาว กู้สั้นดีกว่าครับ ดอกเบี้ยลงจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ย ที่ตนคิดว่าจะสูงชั่วคราวไปนานๆ แล้วประเภทเดาไม่ออก ไม่มีความเห็นแต่จำเป็นหรือจำใจต้องกู้ละครับ จะทำอย่างไร ?

พี่น้องประเภทนี้ ถ้าอยู่ต่างประเทศก็จะไม่ต้องกลุ้มใจขนาดนี้ แม้ตลาดทุนไทยเราพัฒนาไปมากแล้ว ใครลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯไม่เป็น ก็จ้างคนเขาช่วยบริหารพอร์ตให้ โดยผ่านกองทุนรวม LTF RMF ฯลฯ แต่สำหรับตราสารหนี้ ไม่ว่าผู้ลงทุน หรือผู้ต้องการกู้รายย่อยก็ดูเหมือนว่าต้องทำ/แทง/เดา ด้วยตัวเองเป็นหลัก เดาถูกก็กู้เขามาถูก (หรือปล่อยกู้ได้สูง) เดาผิดก็เจ๊งกันไป

ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วตลาดตราสารหนี้ได้พัฒนาไปมาก ระบบการ refinance เงินกู้ หรือการซื้อขายตราสารหนี้มีช่องทางมากมายที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้กู้ หรือผู้ให้กู้ ใครกู้สั้นไว้เพราะเห็นว่าดอกเบี้ยต่ำดีแล้วพอดอกเบี้ยขึ้นก็เกิดทนพิษดอกเบี้ยขาขึ้นไม่ไหวอยากเปลี่ยนมาเป็นกู้ยาว เสียดอกเพิ่มขึ้นหน่อย แต่ไม่ต้องมาลุ้นระทึกกับทิศทางดอกเบี้ยดังเช่นประเทศไทยในปัจจุบัน ก็ทำได้ หรือใครไม่อยากเสี่ยงกับความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้าน 15-20 ปี จะกู้ดอกเบี้ยคงที่ตลอด 15-20 ปี ก็ทำได้ หรือแม้กระทั่งใครกู้ซื้อบ้านไปแล้วแต่ถังแตก หรืออยากเปลี่ยนใจอยากเอาเงินไปทำอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ก็เปลี่ยนใจ refinance ได้ ฯลฯ

สำหรับเมืองไทยแล้ว ใครชะล่าใจกู้สั้นไปแล้วดอกเบี้ยขึ้น ธนาคารก็ได้กำไรไป ใครอยากกู้ผ่อนบ้านยาวๆ ไม่อยากกังวลกับทิศทางดอกเบี้ย ธนาคารก็จะให้กู้ดอกเบี้ยคงที่ได้ 3-5-7 หรือมากสุดก็ 10 ปี จะมียาวๆ 15 ปีบ้างก็ต้องไปกู้บริษัทประกันชีวิตที่เขามีแหล่งรายได้จากการส่งเบี้ยประกันชีวิตยาวๆ เหมือนกัน หรือยิ่งไปกว่านั้นใครกู้เงินไปซื้อบ้านแล้วเกิดถังแตก ไม่มีเงินผ่อนต่อก็ถูกเขายึดบ้านไปซะดื้อๆ

ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น และทิศทางไม่ชัดเจนก็อย่างนี้แหละครับ ชนชั้นฐานรากที่เข้าโครงการต่างๆ ของรัฐบาลก็พอได้รับมาตรการช่วยเหลือกันไปบ้างแล้ว

คนที่รวยๆ ก็ไม่ต้องไปช่วยอะไรเขาเพราะดอกเบี้ยขึ้นก็จะมีแต่ว่าจะรวยมากขึ้นเท่าไร ส่วนชนชั้นกลางนี่สิครับ ที่ไม่มีใครช่วย ก็ต้องหาทางเอาตัวรอดเอาเอง เครื่องมือทางการเงินในตลาดสำคัญสำหรับกลุ่มนี้ในภาวะเช่นนี้มากครับ จริงๆ เมืองไทยก็เริ่มพอจะมีเครื่องมือต่างๆ บ้างแล้ว แต่วันนี้พื้นที่คอลัมน์ผมคงมีไม่เพียงพอ ไว้คราวหน้าค่อยมาดูกันนะครับว่าชนชั้นกลาง พอจะเอาตัวรอด หรือผ่อนหนักเป็นเบาจากสถานการณ์ดอกเบี้ยได้อย่างไรบ้าง สวัสดีครับ

หน้า 50


ทิศทางดอกเบี้ย กับทางออกของประชาชน ภาค 2

คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ศิริบรรณการ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3805 (3005)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน อย่างที่ได้คุยกันไว้ในคราวก่อนนะครับ ในภาวะดอกเบี้ยแพงเช่นนี้ ผู้กู้ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นล่าง หรือชนชั้นกลางต่างพากันเดือดร้อนกันไปหมด ชนชั้นล่างก็พอที่จะมีรัฐบาลเข้าไปช่วยเหลืออยู่บ้าง ไม่ว่าการช่วยเหลือ จะเป็นวิธีที่เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม หรือการช่วยเหลือนั้นจะส่งผลต่อพวกพี่น้องได้มากหรือน้อย วันนี้ผมขอไม่พูดถึงนะครับ เพราะเข้าใจว่ามีหลายท่านพูดกันไปมากแล้ว แต่สำหรับชนชั้นกลางที่มีหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากความฟุ่มเฟือยของตน (เช่น หนี้บัตรเครดิต) หรือหนี้ที่เกิดจากการเริ่มลงทุน หรือการที่เพิ่งเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว (เช่น หนี้จากการผ่อนบ้าน) ก็ต้องนับว่าเป็นปัญหาไม่น้อย และปัญหานี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันมากสักเท่าไหร่ ผมเดาว่าอาจเป็นเพราะพวกเรามองเห็นกันว่า พวกชนชั้นกลางนี้ไม่อดอยาก พอมีกินอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องช่วยเหลืออะไรมั้งครับ

ส่วนตัวผมก็เห็นด้วยในระดับหนึ่งนะครับ เห็นด้วยที่ว่าชนชั้นนี้มีโอกาสในสังคมมากพอสมควรอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับคนจนที่มีอยู่อีกมากในสังคมไทย หากจะต้องมีความช่วยเหลือ ความช่วยเหลือนั้นควรมีให้กับพี่น้องคนจน หรือผู้ด้อยโอกาสมากกว่า โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่มีหนี้จากความฟุ่มเฟือยของตน ขืนรัฐบาลเข้าไปช่วยก็เท่ากับว่า เป็นการส่งเสริมให้คนไทยดำเนินชีวิตตามกระแสวัตถุนิยม ไม่มีความพอเพียง ยิ่งจะทำให้รากฐานทางเศรษฐกิจอ่อนแอลงไปอีก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปัญหาดอกเบี้ยแพงจะไม่ส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลางตาดำๆ เลยนะครับ ชนชั้นกลางตาดำๆ ที่ผมพูดถึงคือชนชั้นกลางที่มีหนี้ตามครรลองของชีวิต พวกเขาอาจมีหนี้เพราะอยากมีบ้านให้ครอบครัว อาจมีหนี้เพราะอยากลงทุนเพื่อสร้างอนาคต มิได้อยากมีหนี้ตามกระแสวัตถุนิยม

อย่างที่คุยกันในครั้งที่แล้วแหละครับ ใครจะกู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย หรือซื้อตึกแถวทำกิจการ ถ้าเดากันว่า ดอกเบี้ยจะขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ก็ต้องรีบกู้ยาวๆ หรือกู้แบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ไว้ จะได้ไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ย ที่ตนคิดว่ามันสูงขึ้นกว่านี้อีก แต่ถ้าใครเดาว่าดอกเบี้ยที่ขึ้นอยู่ตอนนี้คงน่าจะถึงจุดสูงสุดแล้ว ต่อไปคงจะลดลงบ้าง ก็จะหลีกเลี่ยงที่จะกู้ยาว โดยหันไปกู้สั้น หรือกู้แบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ดอกเบี้ยลงจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่ตนคิดว่าจะสูงชั่วคราว ไปนานๆ แต่ประเภทเดาไม่ออก ไม่มีความเห็นแต่จำเป็นหรือจำใจต้องกู้ หรือกู้ไปแล้วและมารู้ว่าตัวเองตัดสินใจผิดนี่สิครับลำบาก

ใครชะล่าใจกู้สั้นไปแล้วดอกเบี้ยขึ้น ธนาคารก็ได้กำไรไป ใครอยากกู้ผ่อนบ้านยาวๆ ไม่อยากกังวลกับทิศทางดอกเบี้ย ธนาคารก็จะให้กู้ดอกเบี้ยคงที่ได้ 3-5-7 ปี หรือมากสุดก็ 10 ปี จะมียาวๆ 15 ถึง 30 ปีบ้าง ก็ต้องไปกู้บริษัทประกันชีวิตที่เขามีแหล่งรายได้จากการส่งเบี้ยประกันชีวิตยาวๆ เหมือนกัน หรือยิ่งไปกว่านั้น ใครกู้เงินไปซื้อบ้านแล้วเกิดถังแตก ไม่มีเงินผ่อนต่อก็ถูกเขายึดบ้านไปซะดื้อๆ

ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นและทิศทางไม่ชัดเจนก็อย่างนี้แหละครับ ที่ชนชั้นกลางในหมวดตาดำๆ ที่ผมพูดถึงต้องหาทางเอาตัวรอดเอาเอง ซึ่งต้องเข้าใจครับ ประเทศเรายังมีพี่น้องที่ด้อยโอกาส ที่ยังจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออีกมาก เครื่องมือทางการเงินในตลาด จึงสำคัญสำหรับกลุ่มชนชั้นกลางในภาวะเช่นนี้มากครับ

ในเมืองไทยเราตอนนี้พอได้เห็นเครื่องมือทางการเงินที่ให้ความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยง ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ย และในด้านการบริหารสภาพคล่อง เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในด้านการบริหารกระแสเงินสด (cash flow) ดังกล่าวอยู่บ้าง โดยในช่วงที่ผ่านมาเราพอเริ่มมองเห็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสินเชื่อบ้านเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคให้มีทางเลือกใหม่ๆ ในการหาสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านและการ refinance ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใครกู้ซื้อบ้านอัตราดอกเบี้ยลอยตัวแล้ว พบว่าไม่คุ้ม ต้องมานั่งลุ้นว่าเมื่อไหร่ดอกเบี้ยจะหยุดขึ้น อยากเปลี่ยนเป็นการกู้แบบดอกเบี้ยคงที่ไปตลอดก็ทำได้ ใครที่กู้แบบลอยตัวอยู่แล้ว แล้วอยากหาอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่ถูกกว่าก็ทำได้ หรือแม้กระทั่งใครมีบ้านของตัวเองอยู่แล้ว อยากได้เงินไปส่งลูกเรียนต่อให้จบๆ ก็สามารถเอาบ้านมาจำนองได้ ฯลฯ

ดังที่ผมกล่าวไว้ก่อนหน้าแหละครับ กลุ่มที่มีปัญหากับเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ต้องการเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้ คือพวกชนชั้นกลางตาดำๆ จากสถิติของบริษัท broker ด้านสินเชื่อบ้านบริษัทหนึ่งพบว่า ราว 3 ใน 4 ของผู้ซื้อหันมาบริหารความเสี่ยง และ/หรือ แสวงหาความยืดหยุ่นในการบริหารสินทรัพย์ของตนในภาวะดอกเบี้ยแพง เป็นพี่น้องในช่วงวัยที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว (ร้อยละ 65 มีอายุ 35-44 ปี และร้อยละ 12 อยู่ในกลุ่มอายุ 25-34 ปี)

(ดูกราฟกลุ่มอายุลูกค้า refinance ประกอบ)

2006june29p2.jpg (78637 bytes)

โดยกว่าร้อยละ 90 เป็นผู้ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท (ร้อยละ 53 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 38 มีการศึกษาระดับปริญญาโท)

(ดูกราฟระดับการศึกษาของลูกค้าที่ใช้บริการ broker ประกอบ)

และกว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มประชากรดังกล่าวมีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 8 หมื่นบาท (ร้อยละ 33 มีรายได้อยู่ระหว่าง 6-8 หมื่นบาท ร้อยละ 35 มีรายได้อยู่ระหว่าง 4-6 หมื่นบาท และร้อยละ 8 มีรายได้ต่ำกว่า 4 หมื่นบาท)

(ดูกราฟ รายได้ของลูกค้าที่ใช้บริการ broker ประกอบ)

จริงๆ แล้วคนที่มีรายได้ 4 หมื่นบาทถึง 8 หมื่นบาท (ร้อยละ 68 ของผู้มาใช้บริการ broker) ถ้าจะนับเป็นชนชั้นกลาง ก็ต้องนับว่าเป็นชนชั้นกลางที่ค่อนไปทางคนรวยนะครับ ดอกเบี้ยแพงเช่นนี้ก็เดือดร้อนกันไปหมดทั้งคนรวย คนจน จะมีก็แต่ผู้ที่ไม่มีหนี้ มีแต่เงินฝากล่ะครับ ที่ได้ประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็น ก็อย่าไปสร้างหนี้สร้างสินกันเลยครับ ถ้าจะกู้ก็ต้องมั่นใจว่ากู้ไปทำมาหากินให้เกิดประโยชน์ เชื่อพ่อ อยู่กินกันอย่างพอเพียงตามกระแสพระราชดำรัสนั่นแหละครับดีที่สุด

หน้า 50