|
||||||||||||||
|
สัมมนา 30 ปี
ประชาชาติธุรกิจ
องคมนตรี ห่วงวิกฤต
เงินนิยม ธรรมนิยมหาย-โกงไม่รู้สึกบาป
มติชนรายวัน วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10309 ร่วมงาน "30 ปี ประชาชาติธุรกิจ" คึกคัก ฟังสัมมนา "ยุคทุนนิยมไล่ล่า" องคมนตรีชี้ประเทศวิกฤต เพราะธรรมนิยมหาย กลายเป็นเงินนิยม โกงไม่รู้สึกบาป ห่วงทุนนิยมสามานย์ ระบุใช้นโยบายประชานิยมไร้กฎเกณฑ์อันตราย เตือนผู้อาสาทำงานให้สาธารณะต้องรู้จักพอ อย่ามากอบโกย ด้าน"บัณฑูร"แนะอย่าทำธุรกิจเกินตัว และอารยะขัดขืนกับกระแสที่ไม่ดี ขณะที่สำนักงานสถิติเผย เม.ย.แรงงานนอกภาคเกษตรลดกว่า 4.4 แสนคน ขณะที่ภาคเกษตรกลับเพิ่มเกือบ 1 ล้านคน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จัดงานสัมมนาพิเศษโอกาสครบรอบ 30 ปี ในหัวข้อ "วิกฤตประเทศไทย ยุคทุนนิยมไล่ล่า" โดยมี นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมอภิปราย ซึ่งมีประชาชนกว่า 1,000 คน ให้ความสนใจร่วมฟังอย่างหนาแน่นเต็มห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ นพ.เกษม วัฒนชัย กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นวิกฤตกับประเทศ เพราะระบบธรรมนิยมหายไป กลายเป็นเงินนิยม คนส่วนใหญ่มีทัศนคติว่าเงินสามารถซื้ออะไรได้หมด ฉะนั้น จึงไม่รู้สึกบาปกับพฤติกรรมการโกง เพราะว่าทำให้รวยได้ นอกจากนี้คำสั่งสอนก็เปลี่ยนจากมัธยัสถ์ นิยมที่สอนให้คนรู้จักเก็บออม เป็นบริโภคนิยม รวมถึงการหันไปชื่นชมต่างชาติ มากกว่าไทยด้วยกันเอง "สิ่งที่น่าวิตกที่สุดคือ ผลสำรวจทัศนคติเด็กไทยส่วนใหญ่พบว่า เด็กๆ รับได้ถ้าคอร์รัปชั่นแล้วมีผลงาน ซึ่งน่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศชาติ หากทุกคนคิดแบบนี้ประเทศจะมีปัญหา" นพ.เกษมกล่าว และว่า การพัฒนาที่ดีการเป็นทุนนิยม จะต้องมีเป้าหมายเพื่อการอยู่ดีมีสุขของคนทั้งชาติ และยึดความมั่นคงของประชาชนและประเทศชาติ นพ.เกษมกล่าวว่า แนวทางประยุกต์ใช้ของทุนนิยม มี 2 ขั้ว คือ 1.ทุนนิยมสามานย์ ที่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง เล่นพรรคเล่นพวก ที่จะได้ผลดีเมื่อกลไกการตรวจสอบอ่อนแอ การปฏิบัติหลายมาตรฐาน และการใช้นโยบายประชานิยมแบบไร้กฎเกณฑ์ ถือเป็นอันตรายกับประเทศ 2.ทุนนิยมชอบธรรม ที่สอนให้คนรู้จักเสียสละเพื่อแผ่นดิน รับผิดชอบต่อกฎหมายและศีลธรรม โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเพื่อสาธารณะ นพ.เกษมกล่าวว่า คนไทยขาดการสอนเรื่องการยึดถือความสัตย์จริง ไม่โกหก เพราะตอนนี้เด็กส่วนใหญ่จะโกหกโดยไม่รู้สึกว่าผิด โดยเฉพาะผู้ที่อาสาทำงานให้สาธารณะต้องรู้จักพอในสิ่งที่ได้ สิ่งที่มี และสิ่งที่เป็น ไม่ใช่ว่าเข้ามาทำงานสาธารณะเพื่อโกยหรือได้อำนาจ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง แต่กลับแพร่หลายในขณะนี้ "ประเทศไทยควรยึดสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนาและสถาบันครอบครัวให้มั่นคง เพื่อสร้างพื้นฐานทางจิตใจของคนไทย ให้มั่นคง จะได้เกิดสติปัญญา ไม่เช่นนั้นอาจจะบาดเจ็บจากระเบียบการเมืองของโลกใหม่ การค้า การเงิน การลงทุนที่ปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบเสรีมากขึ้น" นพ.เกษมกล่าว นายธีรยุทธ บุญมี กล่าวว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ทุนนิยมเฟื่องฟู โดยกลุ่มทุนสามารถเข้ากุมอำนาจฝ่ายบริหาร รัฐสภา และองค์กรตรวจสอบต่างๆ ได้ ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน การคอร์รัปชั่น ทำให้สังคมเสียดุลยภาพและเกิดวิกฤตทางการเมือง การปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 1 ยิ่งทำให้การเมืองเสียสมดุลมากขึ้น (อ่านรายละเอียด น.2) ด้านนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทุนนิยมอยู่ในชีวิตคนไทยมาโดยตลอด เพราะเป็นระบบเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเลือกใช้ทุนนิยมเป็นตัวกระตุ้นให้คนตื่นเช้า ลุกขึ้นไปทำงาน เพราะมีความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต แต่ก็มีความกดดันตามมาที่ต้องทำงานให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ทุกคนต้องแข่งขันเพื่อให้ชีวิตมีคุณภาพด้านวัตถุที่ดีขึ้น ถ้าไม่มีทุนนิยมเป็นตัวกระตุ้นก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ ไม่เกิดความพยายามให้ผลิตสินค้าที่ดีขึ้น "ตอนแรกทุนนิยมเหมือนเป็นเด็กตัวน้อยที่มีดวงตาสดใส มีพลังชีวิตบริสุทธิ์ แต่พอเติบใหญ่ไปกลายเป็นอสุรกายที่น่ากลัว มีแรงและมีฤทธิ์มาก นำไปสู่ความหลากหลายของความเป็นเจ้าของ จากธุรกิจเล็กๆ กลายเป็นบริษัทมหาชน เพราะธุรกิจมีการขยายตัวขึ้น หากไม่ระวังจะกลายเป็นอสุรกายเพราะมีความกดดันจากผู้ถือหุ้น" นายบัณฑูรกล่าว นายบัณฑูรกล่าวว่า ธรรมชาติของทุนนิยมคือ ใครทำงานได้ดีกว่าจากความกดดันที่มีมากขึ้น หน้าที่ของผู้บริหารคือทำให้ธุรกิจมีกำไรสูงสุด ความสำเร็จไม่เคยตัดสินด้วยตัวอื่นเลย ทำเพื่อกำไรอย่างเดียว ความดีในอดีตไม่พูดถึงเมื่อพ้นไปแล้วก็ผ่านไป ต้องทำปีหน้าให้ดีขึ้น ซึ่งคือความกดดัน "เมื่อทุนนิยมมาถึงจุดหนึ่งแล้วไม่สามารถหยุดได้ เมื่อมีการผลิตได้มากขึ้น คนที่อยู่ในระบบก็อยากได้ส่วนแบ่งมากขึ้น โลกนี้ตัดสินว่าคนเก่งมีประเภทเดียวคือหาเงินเก่ง ถ้าไม่ระวังจะเกิดความคิดว่าคนดี คนเก่ง มีประเภทเดียวคือคนมีทรัพย์ และปัญหาที่ตามมาคือ จะไม่มีความปราณีในการทำธุรกิจ เอาชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพันถ้าไม่สามารถทำงานได้ก็จะอยู่ไม่ได้" นายบัณฑูรกล่าว นายบัณฑูรกล่าวว่า ปัญหาที่ตามมาคือการแบ่งไม่เท่ากัน มีคนได้กับคนไม่ได้ แม้ว่าโดยรวมอาจมีผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่จะทำให้มีการแบ่งไม่เท่ากันมากขึ้น ความกดดันที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันทำให้ต้องเปิดตลาดเสรี ตะวันตกมีความต้องการแสวงหาประโยชน์ให้ได้มากขึ้นจากทั่วโลก ซึ่งก็สามารถทำได้เพราะเก่งกว่า มีเทคโนโลยีที่ดีกว่า ทำให้ได้ผลประโยชน์มากขึ้นจากการค้าเสรีที่ตะวันตกเรียกว่า WIN WIN Strategy (กลยุทธ์ชนะทั้งสองฝ่าย) ซึ่งแปลว่า ฝรั่ง WIN ฝรั่ง WIN หรือคนตัวใหญ่กว่าไล่เตะคนตัวเล็กกว่า นายบัณฑูรกล่าวอีกว่า ธนาคารกสิกรไทยก็ประสบมาเมื่อวิกฤตปี 2540 ที่ไม่สามารถโทษใครได้ เพราะเกิดจากการคนไทยทำเอง เป็นความลืมตัว อยู่บนความฟุ้งเฟ้อ แต่หลังจากที่ผ่านพ้นไปแล้วสิ่งที่เหลืออยู่มากมายคือ สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หนี้เสียมหาศาลในระบบการเงินไทย ซึ่งไม่สามารถเอาคืนมาได้ โดยหนี้เสียดังกล่าวผู้ถือหุ้นของสถาบันการเงินก็ต้องเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบตามระบบทุนนิยมที่จัดการไม่ได้ และที่เหลือจากนั้นประชาชนผู้เสียภาษีก็ต้องรับผิดชอบโดยการนำเงินงบประมาณมาชดใช้ "ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือ ผู้ที่อาสามารับจัดการสินทรัพย์ด้อยค่า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ โดยเรียกตัวเองว่า Distress Asset Management หรือเรียกเป็นภาษาไทยง่ายๆ ได้ว่า "แร้งลง" เพราะประเทศไทยไม่ได้เตรียมพร้อมจะเผชิญการแก้ปัญหามหาศาล ทุกคนต้องแก้ปัญหาครั้งแรกในชีวิต และเมื่อไม่พร้อมก็เป็นการเปิดช่องให้คนที่รู้เรื่องมาซื้อหนี้เสียในราคาถูก ซึ่งเมื่อเวลาผ่านมา 7-8 ปี ก็พิสูจน์ว่าสินทรัพย์ที่เสียหายได้คืนมาเพียง 60% หมายความว่ามีผู้ได้รับประโยชน์ฟรีๆ 40% ซึ่งเป็นต่างชาติ เป็นบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่า ที่ใดมีความอ่อนแอจะมีคนตัวใหญ่กว่า มีกำลัง มีความรู้มากกว่ามาหาประโยชน์จากความอ่อนแอ" นายบัณฑูรกล่าว นายบัณฑูรกล่าวว่า ขณะนั้นธนาคารมีเอ็นพีแอล (หนี้เสีย) มากมาย และมีคนอาสาซื้อหนี้เสียของธนาคารออกไป ซึ่งคิดว่าจำเป็นต้องทำเพราะไม่เคยเจอปัญหาลักษณะนี้ แต่เมื่อมีการประเมินสินทรัพย์และมีการตีราคาให้เหลือ 20% ต้องตัดทุน 80% แม้ว่าจะเป็นการตัดเนื้อร้ายทิ้ง แต่ก็ทำให้เลือดไหลมากไป จึงตอบไปว่าไม่เอา แต่นึกไม่ถึงว่าจะมากรี๊ดกร๊าดใส่ว่าธนาคารจะต้องเพิ่มทุน จึงโกรธมากคิดในใจว่า "ไอ้ฝรั่งตาน้ำข้าวถือดียังไงมากรรโชกทรัพย์ในบ้านของกู บ้านนี้เมืองนี้เคยเป็นเมืองขึ้นของมึงเมื่อไร" จากนั้นก็ไม่เคยร่วมสังฆกรรมร่วมกับเขาอีกเลย เพราะถือเป็นความร้ายกาจของทุน นายบัณฑูรกล่าวว่า ตะวันตกคิดเสมอว่าบรรดาทรัพย์สินที่มีอยู่ในโลกตะวันตกควรจะได้เท่าไร และส่วนที่เหลือพวกผิวเหลือง ผิวน้ำตาล ผิวดำก็ไปแบ่งกันเอง การแบ่งสินทรัพย์ที่ไม่ลงตัวนำไปสู่ความแตกหักของโลกมนุษย์ บางส่วนที่ไม่ยินยอม หากตัวใหญ่ก็ส่งเสียงสู้กันได้ แต่ถ้าตัวเล็กอย่างประเทศไทยก็เป็นปัญหา ทุนนิยมไม่ได้สนองความต้องการของมนุษย์ทุกคน แต่สนองเฉพาะมนุษย์ที่มีสตางค์เท่านั้น ปัญหาของทุนนิยมคือทำให้มีความแตกต่างเกิดขึ้นในโลกมากขึ้น เช่นประเทศจีนมีเศรษฐกิจโดยรวมที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก แต่มีความแตกต่างมากขึ้น ทุนนิยมทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น นายบัณฑูรกล่าวว่า ข้อคิดของธุรกิจไทยมี 4 ประเด็นคือ 1.ต้องเรียนรู้ให้เร็วขึ้น รู้เทคโนโลยี รู้ศาสตร์ของการจัดการ ซึ่งความรู้ยังเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย 2.อย่าทำเกินตัว อย่าบริโภคเกินตัว อย่ากู้เกินตัว 3.ต้องคงความเป็นชนชาติไทย 4.ต้องทำอารยะขัดขืน โดยขัดขืนกระแสที่ไม่ดี ทุนที่แท้จริงไม่มีคำว่าบุญคุณ เมื่อเกิดมาอยู่บนโลกใบนี้ไม่มีทางเลี่ยงจึงต้องสู้ไม่เช่นนั้นจะถูกกลืนด้วยทุนนิยมไล่ล่า วันเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติ แจ้งผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเดือนเมษายน 2549 ว่า จากจำนวนผู้มีงานทำ 34.94 ล้านคน เป็นผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรม 12.06 ล้านคน และนอกภาคเกษตรกรรม 22.88 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2548 พบว่า มีผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นประมาณ 5.4 แสนราย ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นในภาคเกษตรกรรมประมาณ 9.8 แสนคน จาก 11.08 ล้านคน เป็น 12.06 ล้านคน ส่วนนอกภาคเกษตรกรรมลดลงประมาณ 4.4 แสนคน จาก 23.32 ล้านคน เหลือ 22.88 ล้านคน สำหรับการลดลงของผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรกรรมในเดือนเมษายนพบว่า มาจากภาคการขายส่ง ขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์ และของใช้ส่วนบุคคลและครัวเรือนมากที่สุดประมาณ 2.9 แสนคน รองลงมาเป็นสาขาขนส่ง คมนาคม และคลังสินค้า และสาขาการบริหารราชการแผ่นดิน รวมประกันสังคมภาคบังคับ ประมาณ 1.1 แสนคน และสาขาโรงแรมและภัตตาคารประมาณ 2 หมื่นคน เป็นผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อที่ทยอยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจน สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่นิ่ง ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าอัตราผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรกรรมได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม ที่มีผู้มีงานทำ 21.92 ล้านคน เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2548 ที่มีผู้มีงานทำ 21.97 ล้านคน เดือนกุมภาพันธ์ 2549 มีผู้มีงานทำ 22.72 ล้านคน เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ที่มีผู้มีงานทำ 22.83 ล้านคน เดือนมีนาคม 2549 มีผู้มีงานทำ 22.9 ล้านคน เทียบกับเดือนมีนาคม 2548 ที่มีผู้มีงานทำ 23.17 ล้านคน และเดือนเมษายน 2549 มีผู้มีงานทำ 22.88 ล้านคน เทียบกับเดือนเมษายน 2548 ที่มีผู้มีงานทำ 23.32 ล้านคน หน้า 1
|