หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แนวโน้มอุตสาหกรรมไทยปี 2549 ... ยังต้องพึ่งพาการส่งออก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2549

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2549 ภาคอุตสาหกรรมมีการเติบโตสูง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศโดยภาพรวม มีทิศทางชะลอตัว แต่การเติบโตสูงของอุตสาหกรรมส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรม มีการเติบโตในอัตราที่เร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกในเดือนเมษายนมีทิศทางที่ชะลอตัวลงค่อนข้างมาก

การชะลอตัวของการส่งออกนี้เกิดขึ้นตามมากับภาวะที่ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้นตั้งแต่ต้นปี และคาดว่าการแข็งค่าของเงินบาทที่ขึ้นไปแข็งสุด ในช่วงเดือนเมษายน ยังไม่ปรากฏผลต่อตัวเลขการส่งออกในเดือนนี้ เนื่องจากการส่งออกในช่วงเวลาปัจจุบันเป็นผลของคำสั่งซื้อที่เข้ามาล่วงหน้า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2549 จึงเป็นตัวแปรสำคัญต่อภาวะการผลิตในภาคอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า ท่ามกลางภาวะที่อุปสงค์ ภายในประเทศยังเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน อีกทั้งไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามามากนัก

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2549 เครื่องชี้ภาวะในภาคอุตสาหกรรมขยายตัวสูงขึ้นกว่าในไตรมาสก่อนหน้า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ของธนาคารแห่งประเทศไทย มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 8.8 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจากร้อยละ 7.2 ในไตรมาสสี่ปี 2549 โดยเป็นผลมาจากอุปสงค์ในตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

อัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม (Capacity Utilization) ปรับตัวสูงขึ้น ตามภาวะการผลิตที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสแรกปี 2549 อยู่ที่ระดับ 75.2% จาก 72.5% ในไตรมาสก่อนหน้า

จากการวิเคราะห์การลงทุนขยายกำลังการผลิต (Capacity Expansion) ในภาคอุตสาหกรรมพบว่า ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2549 ยังมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของภาคอุตสาหกรรมอาจขยายตัวประมาณร้อยละ 6.5 ในไตรมาสแรกปี 2549 สูงขึ้นจากร้อยละ 6 ในไตรมาสสี่ ปี 2548 และเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉลี่ย ที่ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ในไตรมาสแรกอาจขยายตัวประมาณร้อยละ 5.3

สำหรับแนวโน้มของอุตสาหกรรมในช่วงที่เหลือของปี 2549 อุตสาหกรรมที่มีเป้าหมายตลาดภายในประเทศ อาจยังคงเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้าน โดยอุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัว การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ที่ยังมีทิศทางขาขึ้น ก็ได้ส่งผลให้ยอดขายสินค้าที่พึ่งพาสินเชื่อเพื่อการบริโภค มีแนวโน้มชะลอตัว สำหรับการลงทุนของภาคธุรกิจ จะสังเกตเห็นการชะลอการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตามการอ่อนตัวลงของอุปสงค์ นอกจากนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลยังเป็นรัฐบาลรักษาการ และทิศทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้นักลงทุนบางส่วนยังคงรอความชัดเจนในเชิงนโยบาย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หลังจากที่มีการเลือกตั้ง และได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ

การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม จึงมีสัญญาณการชะลอตัว แม้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตจะมีระดับที่สูงขึ้นก็ตาม ในด้านการลงทุนของภาครัฐ การที่รัฐบาลที่ทำหน้าที่บริหารประเทศในขณะนี้อยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ ทำให้มีข้อจำกัดในการตัดสินใจเดินหน้าแผนการลงทุนที่เป็นงบผูกพันระยะยาว รวมทั้งการที่ยังไม่มีทั้งรัฐบาลถาวร และสภาผู้แทนราษฎร ก็ทำให้เกิดความล่าช้า ในการผ่านร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2550 ซึ่งจะมีผลให้การลงทุนสำคัญของภาครัฐหลายโครงการ จะมีความล่าช้าออกไปมาก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในช่วงที่เหลือของปี 2549 อาจขยายตัวประมาณร้อยละ 6.7 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 8.8 ในไตรมาสแรก ส่งผลให้การเติบโตของผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในปี 2549 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 7.1 ชะลอลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 9.2 ในปี 2548 อย่างไรก็ตาม ระดับการผลิตที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวสูงขึ้นไปมีค่าเฉลี่ยที่ 74.8 ในปี 2549 จากระดับ 72.3 ในปี 2548

สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ของภาคอุตสาหกรรมในปี 2549 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 2.71 ล้านล้านบาท เทียบกับ 2.47 ล้านล้านบาท ในปี 2548 คิดเป็นอัตราการขยายตัว ณ ราคาคงที่ประมาณร้อยละ 5.4 ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 5.5 ในปี 2548 เล็กน้อย

ท่ามกลางแนวโน้มความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก และสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เผชิญกับแรงกดดันดังกล่าวนี้ ผู้ประกอบการไทยคงต้องหาแนวทางปรับตัว ปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนในการผลิต ขณะเดียวกัน ก็ต้องพัฒนารูปแบบและคุณภาพของสินค้าที่หลีกหนีการแข่งขันในด้านราคา

รวมทั้งการปรับปรุงระบบกระบวนการผลิต ที่จะสร้างประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรให้ได้ประโยชน์สูงสุด ลดการสูญเสียให้ได้มากที่สุด ซึ่งแนวทางสำคัญประการหนึ่งคือ การส่งเสริมจิตสำนึกและความคิดริเริ่มของพนักงานในองค์กร ต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพและการลดต้นทุนในสายการผลิต แนวทางการบริหารที่กระตุ้นให้ทุกหน่วยย่อยในองค์กร มีส่วนร่วมในกระบวนการปรับตัว เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อการนำพาธุรกิจ ให้ฝ่าพ้นจากภาวะวิกฤติภายใต้สภาวะแวดล้อม ที่มีปัจจัยบวก ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจน้อยลง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่กดดันธุรกิจกลับมีเพิ่มมากขึ้น