|
||||||||||||||
|
เก่งแต่เสียค่าโง่
คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย เจตนา จนิษฐ มติชนรายวัน วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10309 ในฐานะชาวบ้านเบี้ยน้อยหอยน้อย เท้าหนากว่าหน้า เลี่ยงภาษีไม่เป็น เต็มใจยินดีถูกหักเงินทุกเดือน เอาไปเป็นงบประมาณแผ่นดิน เพื่อพัฒนาชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ให้พวกนักการเมืองขี้ฉ้อผู้โลภใช้ผลาญกันสนุกมือ หรือจ่ายเป็นเงินเดือนให้มาบริหารบ้านเมืองแบบโง่เซ่อสัตย์! เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมอ่านบทสรุปผลการสอบสวนโครงการจัดซื้อรถ และอุปกรณ์ดับเพลิงของ กทม. มูลค่า 6.7 พันล้านบาท จากบริษัท สไตเออร์-เดมเลอร์-พุค สเปเชียลฟาห์รซอย เอจี แอนด์ โค เคจี แห่งออสเตรีย ที่ท่าน ศ.ดร.บุญเสริม วีสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานสอบสรุปยื่นเสนอต่อผู้ว่าฯกทม.แล้ว รู้สึกสงสารตัวเองและประเทศไทยจริงๆ พับผ่า ผลสอบสรุปว่า "ซื้อแพงเกินจริงถึงร้อยละ 50" ! ในผลสอบเต็มๆ สรุปไว้หลายประเด็นที่น่าชอกช้ำหัวใจประชาชน คงยกรายละเอียดมาแจงให้ฟังกันทั้งหมดไม่พอ แต่พอยกประเด็นสำคัญๆ มาช่วยสะกิดหัวแม่เท้าผู้เสียภาษีทั้งประเทศ เผื่ออยากจะขยับแข้งขยับขา จะหาใครเป็นกระสอบทรายกันบ้าง ประเด็นสำคัญหนึ่งสรุปว่า บริษัท สไตเออร์ฯ ใช้อุปกรณ์ผลิตในประเทศไทย ได้แก่ โครงรถหรือแชสซีส์ รถมิตซูบิชิ และเรือดับเพลิง ผลิตโดยบริษัทซีทโบ๊ต คณะกรรมการพิจารณาการกำหนดสเปค ไม่ได้ตรวจสอบว่าขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 ที่ระบุว่า ให้นำเข้าเฉพาะในส่วนที่จำเป็นและไม่มีหรือที่ไม่สามารถผลิตได้เองในประเทศเท่านั้น อีกประเด็นหนึ่งสรุปว่า การลงนามเอโอยูระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกับเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ไม่ปรากฏกระทรวงมหาดไทย หรือ กทม.ส่งเอโอยูให้สำนักงานอัยการสูงสุดหรือส่วนราชการที่รับผิดชอบตรวจร่างก่อนลงนาม ทั้งที่เป็นข้อตกลงกำหนดการซื้อขาย กำหนดงวดการจ่ายเงิน รวมทั้งมีพันธะผูกพันระหว่างประเทศ และอีกประเด็นสำคัญระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบสัญญาชุดนี้ ได้วิเคราะห์ราคาและทางเลือกในการจัดซื้อเพื่อให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดใน 3 วิธี คือ 1.จัดซื้อโดยผ่านการค้าต่างตอบแทนและเป็นเงินผ่อนเหมือนกับที่จัดซื้อกับบริษัทสไตเออร์ฯผ่านรัฐบาลออสเตรีย 2.ซื้อด้วยเงินสดจากบริษัทนำเข้าในประเทศไทย โดยใช้อุปกรณ์ผลิตในยุโรป 3.ซื้อด้วยเงินสดแต่แบ่งอุปกรณ์เป็นประเภทๆ กำหนดสเปคให้เหมาะสมพอเพียง ผลจากการวิเคราะห์ราคาทั้ง 3 วิธีพบว่า การจัดซื้อกับบริษัท สไตเออร์ฯมีราคาสูงกว่าทั้งสิ้น โดยวิธีที่ 1 นั้น การซื้อกับบริษัทสไตเออร์ฯมีราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่น 2,687 ล้านบาท หรือแตกต่างกัน 50%! การจัดซื้อวิธีที่ 2 ราคาของบริษัทสไตเออร์ฯสูงกว่า 4,536 ล้านบาท หรือ 129% และการจัดซื้อวิธีที่ 3 ราคาของบริษัทสไตเออร์ฯสูงกว่า 5,558 ล้านบาท หรือ 222% รายงานผลสรุปทั้งหมดของ ศ.ดร.บุญเสริมประธานสอบสวนโครงการนี้ ส่งไปถึงผู้บริหาร กทม.แล้ว! แปลกนะครับ ! ยังไม่มีการสรุปว่าจะเอากันยังไง ทั้งๆ ที่รู้กันเต็มหูเต็มตาแล้วว่าราคาที่จัดซื้อไปมันแพงกว่าสูงกว่าถึง 2.6 พันล้าน เห็นแต่ผู้บริหาร กทม.ออกอาการโยนไปที่กระทรวงมหาดไทย แล้วผู้รับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยก็เตะกลับมาที่ กทม. ยังหาทางกันไม่ได้ว่าจะลงเอยอย่างไร? จริงแล้วไม่น่ายากนะครับ ถ้าจะหาวิธีรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ จะเอาเงินที่จ่ายแพงเกินไปกลับคืนมาอย่างไร หรือจะยกเลิกทั้งโครงการดีหรือไม่ อยู่ที่ว่าใครจะกล้าทุบโต๊ะแสดงความรักชาติจริงๆ ไม่ใช่รักแต่ปาก! ที่ได้ยินออกมามีแต่เสียงอ้อมแอ้มในลำคอ ตามกระแสสังคมไม่ได้ อ้างว่าต้องตามสัญญาข้อกฎหมายที่ผูกพัน แล้วก่อนที่จะทำสัญญาผูกพันทำไมไม่ตรวจดูกันให้ดี ได้เปรียบเสียเปรียบ! ผมถามจริงๆ เถอะครับ ถ้าไม่ใช่เงินภาษีของชาวบ้านของแผ่นดิน เป็นเงินส่วนตัวของพวกท่านทั้งหลาย แล้วไปซื้อของที่รู้แก่ใจมันแพงเกินจริง จะทนนิ่งกันอยู่อย่างนี้หรือไม่? จะทนก้มหน้าก้มตาปล่อยเลยตามเลยใช้กันไปหรือครับ เห็นแล้วรู้สึกวังเวง มันเวรกรรมอะไรของประเทศนี้ ! แล้วที่ร้องแรกแหกกระเชอไม่ได้หวังว่าขนาดต้องหาตัวคนรับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตามนำมาลงโทษให้ได้นะครับ เพราะรู้ว่ายุคนี้ทั้งแนบเนียบทั้งอย่างหนากันทั้งนั้น แต่รู้สึกเสียดายเงินภาษีแผ่นดิน ต้องจ่ายเงินเดือนจ้างผู้บริหารองค์กรบริหารประเทศที่เก่งแต่เสียค่าโง่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า !?! หน้า 6 ระทึกผลสอบซื้อ รถดับเพลิง แพง อภิรักษ์ โยนมหาดไทยผ่าทางตัน มติชนรายวัน วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10310 "อภิรักษ์" ลุ้น "ศ.ดร.บุญเสริม "เปิดแถลงผลสอบสวนโครงการจัดซื้อ"รถดับเพลิง" 6.687 พันล้านบาท วันนี้ อ้างจะได้ซักถามโดยตรง เตรียมส่งให้ รมว.มหาดไทยพิจารณาหาทางออก โยนปม"ของแพง"ให้สไตเออร์ฯแจงเอง ฝ่ายประธานคณะกรรมการสอบสวน ปฏิเสธยันทำหน้าที่ในฐานะนักวิชาการ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบความไม่โปร่งใส ของการจัดซื้อรถ และอุปกรณ์ดับเพลิงของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม. มูลค่า 6,687 ล้านบาท จากบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุคฯ แห่งประเทศออสเตรีย โดยคณะกรรมการตรวจสอบสัญญาตามโครงการพัฒนาระบบบริหาร และเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน และการบรรเทาสาธารณภัยของ กทม. ชุดศาสตราจารย์ ดร.บุญเสริม วีสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานว่า ในวันที่ 2 มิถุนายน ศาสตราจารย์ ดร.บุญเสริม จะแถลงข่าวผลตรวจสอบดังกล่าวด้วยตนเอง หากมีข้อสงสัยจะได้ซักถามในประเด็นต่างๆ ได้โดยตรง ทั้งนี้ คงจะไม่ร่วมแถลงข่าวด้วย แต่จะส่งผลตรวจสอบทั้งหมด รายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรับทราบ พร้อมนัดหารือทางโทรศัพท์เป็นการเร่งด่วนว่า กทม.จะสามารถดำเนินการอย่างไรต่อไป นายอภิรักษ์กล่าวว่า ส่วน กทม.จะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับสัญญาจัดซื้อดังกล่าว รวมทั้งจะตรวจรับของ หรือยกเลิกสัญญาหรือไม่นั้น ต้องรอผลการหารือจากกระทรวงมหาดไทยก่อน อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่ากระทรวงมหาดไทยจะให้ความร่วมมือในการหารือดังกล่าว เพราะถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะมีการลงนามในข้อตกลงความเข้าใจ หรือเอโอยู (Agreement of Understanding) ระดับรัฐบาลและสัญญาจัดซื้อของ กทม. ส่วนประเด็นการจัดซื้อราคาแพงเกินจริงนั้น ยังยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของบริษัท สไตเออร์ฯ ที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมรับทราบ ศาสตราจารย์ ดร.บุญเสริมให้สัมภาษณ์ว่า ทำหน้าที่วิจัยและวิเคราะห์โครงการในฐานะนักวิชาการ เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ถือว่าเสร็จหน้าที่จึงขอไม่แถลงใดๆ และหลังจากนี้จะศึกษางานวิจัยด้านการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ ในเชิงวิชาการ โดยจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ทั้งนี้ เป็นความสนใจส่วนตัว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาสตรจารย์ ดร.บุญเสริม รายงานผลตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ให้นายอภิรักษ์รับทราบ ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำของคืนวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเนื้อหาสรุปว่า การจัดซื้อโครงการรถดับเพลิงจากบริษัท สไตเออร์ฯมีราคาแพงสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดซื้อกับสินค้าชนิดเดียวกัน จากบริษัทในยุโรปโดยผ่านการจัดซื้อ ในระบบการค้าต่างตอบแทน (เคาน์เตอร์เทรด) ทั้งนี้ ในรายงานยังมีความเห็นเพิ่มเติมจากคณะกรรมการ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสัปดาห์หน้าผู้บริหารบริษัท สไตเออร์ฯ จะเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อร่วมเจรจากับคณะกรรมการบริหารสัญญาของ กทม. มีนายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯกทม. เป็นประธาน โดยจะหารือเรื่องข้อขัดแย้งของสัญญาจัดซื้อดังกล่าว รายงานข่าวความคืบหน้าการสอบสวนโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงฯของกรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของดีเอสไอเดินทางไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงที่โรงงานของบริษัท สไตเออร์ฯ ประเทศออสเตรีย จากนั้นจะเดินทางไปยัง กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เป็นโรงงานประกอบรถดับเพลิง โรงงานทั้งสอง แห่งยังไม่เคยมีหน่วยงานไหนของประเทศไทยเข้าตรวจสอบมาก่อน แม้แต่นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองโฆษก กทม. ที่เดินทางไปตรวจสอบความไม่โปร่งใสเรื่องดังกล่าวถึงประเทศออสเตรีย แต่ไปตรวจสอบเพียงที่ทำการสำนักงานใหญ่ของบริษัท สไตเออร์ฯ เท่านั้น ไม่ได้เข้าตรวจสอบโรงงานดังกล่าวแต่อย่างใด หน้า 1 ผลรถดับเพลิงชุด บุญเสริม ชี้ เซ็น ล็อคสเปค เอื้อ สไตเออร์ มติชนรายวัน วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10327 เปิดผลสอบจัดซื้อรถดับเพลิง"กทม."ชุด"บุญเสริม" ยื่นถึงมือ"อภิรักษ์"พบเงื่อนงำ 13 ปม แฉประเด็นสำคัญ"สไตเออร์ฯ" ขายแพงเกินจริงระบุการเซ็น"เอโอยู" ล็อคสเปคให้บริษัทออสเตรียรับไปเต็มๆ ปูดขั้นตอนลงนามข้อผูกพันระหว่างประเทศใช้เวลาแค่วันเดีย ความคืบหน้ากรณีการทุจริตในโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร (กทม.) จากบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียลฟาร์หซอย เอจี แอนด์ โค เคจี แห่งประเทศออสเตรีย มูลค่า 6,687 ล้านบาท ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ว่าผลสรุปการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบสัญญาตามโครงการพัฒนาระบบบริหาร และเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย กทม. ซึ่งมีศาสตราจารย์ ดร.บุญเสริม วีสกุล เป็นประธานยื่นให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการนั้น พบเงื่อนงำถึง 13 ประเด็นด้วยกันโดยประเด็นสำคัญ นำไปสู่การจัดซื้อสินค้าในราคาแพงเกินจริงนั่น คือ การจัดทำข้อตกลงว่าด้วยความเข้าใจหรือเอโอยู (AOU : Agreement of Understanding) ระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยและรัฐบาลออสเตรีย ในผลสรุปของคณะกรรมการชุด ศ.ดร.บุญเสริม ชี้ว่า การเซ็นเอโอยู เมื่อวันที่ 30กรกฎาคม 2547 ระหว่างนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น กับ ดร.เฮอร์เบิร์ต ทรักเซิล เอกอัครราชทูตออสเตรีย ประจำประเทศไทย โดยทั้งสองฝ่ายตกลงให้บริษัท สไตเออร์ฯเป็นผู้จัดหารถดับเพลิง เรือดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิง ส่งมอบให้ กทม. เนื้อหาของเอโอยูกำหนดคุณลักษณะสินค้าหรือสเปค (specification) รวมถึงราคาสินค้าไม่สอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติของทางราชการ และ กทม.ไม่มีอำนาจต่อรองหรือเจรจาเพราะสเปคถูกล็อคไว้ล่วงหน้าแล้ว นอกจากนี้ ในเอโอยูไม่ได้ระบุถึงการค้าต่างตอบแทนหรือเคาน์เตอร์เทรด และไม่ได้ระบุเรื่องความช่วยเหลือที่รัฐบาลออสเตรีย จะให้แก่ประเทศไทย และผลของข้อตกลงมีการกำหนดเงื่อนไข ระยะเวลาการปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 2 ปี กำหนดชำระในเดือนที่ 25 และทุกๆ 6 เดือน จนถึงเดือนที่ 73 ทำให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินของบริษัท สไตเออร์ฯสูงขึ้น ทางบริษัทจึงนำมาบวกในราคาสินค้าทำให้แพงกว่าซื้อด้วยเงินสดประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การตั้งเงื่อนไขว่าการจัดซื้อโครงการนี้ต้องผ่านระบบเคาน์เตอร์เทรด ทำให้บริษัท สไตเออร์ฯเกิดภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัท สไตเออร์ฯต้องจ่ายค่าบริการให้แก่บริษัท ซีพีเมอร์แชนไดส์ซิ่ง (ซีพีเอ็ม) ที่รับมอบอำนาจการส่งสินค้าออกแล้วนำมาเข้าโควต้าการค้าต่างตอบแทน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ซีพีเมอร์แชนไดส์ซิ่ง ส่งสินค้าไปยังต่างประเทศเป็นปกติอยู่แล้ว และส่งไปประเทศใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องส่งให้ประเทศออสเตรียโดยตรง ดังนั้น โครงการจัดซื้อรถดับเพลิง โดยผ่านระบบเคาน์เตอร์เทรด จึงไม่ได้มีผลให้ประเทศไทยส่งสินค้าเกษตรในปริมาณเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับบริษัท สไตเออร์ฯคู่สัญญากับ กทม.อีกต่างหาก สำหรับประเด็นเอโอยูนั้น ในผลสอบของคณะกรรมการชุด ศ.ดร.บุญเสริม พบอีกว่า เอโอยูเป็นข้อสัญญาที่มีพันธะผูกพันระหว่างประเทศ แต่กระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้ลงนามกับฝ่ายออสเตรีย กลับไม่ได้ส่งให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบสัญญา ส่วนข้อตกลงซื้อขาย (Purchase/Sale Agreement) ระหว่างนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าฯกทม. กับ นายมาริโอ มีนาร์ รองประธานฝ่ายบริหารบริษัท สไตเออร์ฯ ฉบับวันที่ 27 สิงหาคม 2547 พบว่า มีการส่งร่างข้อตกลงดังกล่าว ไปให้สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อตรวจร่างแต่ปรากฏว่า กทม.ถอนเรื่องกลับไปโดยสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ได้ตรวจร่างให้ ผลสอบของคณะกรรมการชุด ศ.ดร.บุญเสริม ระบุอีกว่า กระบวนการจัดซื้อโครงการรถดับเพลิงฯที่มีมูลค่าสูงถึง 6,687 ล้านบาท ทำกันอย่างเร่งรีบ ใช้ระยะเวลาสั้นมาก ทั้งในการกำหนดสเปคและราคา ดังจะเห็นจากในวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ก่อนลงนามเอโอยูระหว่างนายโภคินกับนายทรักเซิลเพียง 1 วัน ทูตพาณิชย์ออสเตรีย ไปยื่นร่างเอโอยูให้กับ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าร่างเอโอยูดังกล่าวเสนอให้คณะกรรมการโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงฯในวันเดียวกัน และมีความเห็นขอรับทราบร่างเอโอยู "ในวันเดียวกันคือวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 นี้เอง นายสมัคร สุนทรเวช มีหนังสือเรียนไปถึงนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ร่วมกับคณะกรรมการบริหารโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงฯ พิจารณาร่างเอโอยูแล้ว ไม่มีข้อท้วงติง กทม.มีความเห็นสอดคล้องกับผลการพิจารณาดังกล่าว จึงเรียนรัฐมนตรีฯ โปรดพิจารณาลงนามเอโอยู ร่วมกับเอกอัครราชทูตออสเตรียต่อไป และในวันเดียวกัน ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีหนังสือแจ้งนายทรักเซิล ว่าได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าขอเชิญนายทรักเซิลไปลงนามเอโอยูในวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2547 เวลา 09.30 น. ณ สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย" จากลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่าร่างเอโอยูพิจารณาโดย กทม.เพียงไม่ถึงครึ่งวัน โดยประชุมครั้งเดียวของคณะกรรมการบริหารโครงการจัดซื้อรถดับเพลิง และในวันนั้นผู้ว่าฯกทม. (นายสมัคร) ส่งร่างเอโอยูให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาลงนาม แต่ปรากฏว่าผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ออกหนังสือลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 เชิญเอกอัครราชทูตออสเตรียมาลงนามในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 น่าจะสรุปได้ว่ากระทรวงมหาดไทยไม่ได้ตรวจสอบร่างเอโอยูก่อนเซ็นสัญญากับนายทรักเซิลแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในผลสอบสวนยังพบเงื่อนงำการจัดซื้อที่ไม่โปร่งใส ในเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อ ที่ใช้เวลาอันเร่งรัดเพียง 5 วัน ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม -25 สิงหาคม 2547 สามารถกำหนดคุณสมบัติสินค้า ต่อรองราคาสินค้า และอีกสองวันต่อมาคือวันที่ 27 สิงหาคม 2547 คณะกรรมการจัดซื้อส่งเรื่องถึงนายสมัครเพื่อขออนุมัติและส่งถึงนายโภคิน เพื่ออนุมัติการจัดซื้อที่ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 6 พันกว่าล้านบาท ทั้งนี้ นายโภคินเซ็นอนุมัติในเดียวกันคือวันที่ 27 สิงหาคม 2547 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลสอบสวนโครงการดังกล่าว นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. ส่งให้กระทรวงมหาดไทย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อดำเนินการสอบสวนไปแล้วนั้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยังมีปัญหาที่สำคัญของ กทม. ที่กำลังเผชิญในขณะนี้ อยู่ที่ขั้นตอนของการตรวจรับมอบสินค้า เพราะถ้า กทม.จะไม่รับมอบสินค้าดังกล่าว จะถูกดำเนินคดีได้หรือไม่อย่างไร จึงอยากจะเรียกร้องไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ โดยเฉพาะนายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีส่วนสำคัญในการตกลงซื้อขายดังกล่าวได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหานี้ และที่ผ่านมานายโภคินเคยออกมาบอกว่า กทม.สามารถที่จะยกเลิกสัญญาซื้อขายดังกล่าวได้ทันที โดยไม่ทำให้รัฐบาลและ กทม.เสียหาย เพราะขณะนี้ กทม.และรัฐบาลยังไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากสัญญาการชำระเงินในงวดที่หนึ่ง จะถึงกำหนดชำระในเดือนที่ 25 หลังจากมีผลบังคับใช้ซึ่งหมายถึงเดือนกุมภาพันธ์ "นายโภคินบอกว่าตัวเองนั้นรู้ข้อกฎหมายในเรื่องนี้ดีและถ้าใครไม่ทราบวิธีการในการยกเลิกเป็นอย่างไรให้มาถามได้ ดังนั้น ผมจึงอยากให้นายโภคินได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบในการที่จะชี้ช่องของกฎหมาย เพราะท่านได้มีส่วนในการที่ไปตกลงทำสัญญาดังกล่าว กับทางรัฐบาลออสเตรีย ทั้งนี้ ผมจะติดต่อขอเข้าพบนายโภคินเพื่อขอข้อแนะนำถึงเรื่องข้อกฎหมายในเรื่องนี้ด้วย" นายยุทธพงศ์กล่าว ทางด้านหนังสือพิมพ์ เวอร์ชาร์ฟบลัตต์ (Wirtschafts Blatt) ประเทศออสเตรีย รายงานข่าวความคืบหน้ากรณีความไม่โปร่งใส ในการจัดซื้อรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร (กทม.) จากบริษัท สไตเออร์ฯ ว่าผลจากโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงจำนวนมาก จากบริษัท สไตเออร์ฯ โดย กทม. ทำให้นายมาริโอ มีนาร์ รองประธานฝ่ายบริหารบริษัท สไตเออร์ฯลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ บริษัท สไตเออร์ฯแจ้งเป็นทางการว่านายมีนาร์ย้ายไปทำงานที่บริษัทอื่นในตำแหน่งที่สูงขึ้นในบริษัทใหม่ หนังสือพิมพ์ เวอร์ชาร์ฟบลัตต์ ฉบับตีพิมพ์วันที่ 17 มิถุนายน ระบุว่า นายมีนาร์เป็นผู้บริหารคนแรก ที่ต้องสังเวยจากโครงการรถดับเพลิง หลังจากบริษัท เจนเนอรัล ไดนามิคส์ สหรัฐอเมริกา เข้าซื้อกิจการทั้งหมดของบริษัท สไตเออร์ฯ และได้ตรวจสอบบัญชีของบริษัทเป็นการภายใน พบมีข้อมูลความผิดปกติจำนวนมากออกสู่สาธารณะ เป็นสาเหตุให้นายมีนาร์ต้องถูกออกจากงาน ผู้สื่อข่าวของเวอร์ชาร์ฟบลัตต์พยายามติดต่อทางโทรศัพท์กับนายมีนาร์ และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอีกคนหนึ่ง คือ นายฮันมิเชล มาลซาเซอร์ แต่ทั้งสองคนไม่ยอมรับโทรศัพท์แต่อย่างใด ทั้งนี้ จากกรณีปัญหาการจัดซื้อรถดับเพลิงจากบริษัท สไตเออร์ฯ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ กระทั่งตรวจสอบ พบความผิดปกติหลายรายการ โดยเฉพาะมีราคาสูงเกินจริงนั้น นายมีนาร์อ้างเหตุผลว่า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน หน้า 1 ค่าโง่ "ดับเพลิง" คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย ทวีศักดิ์ บุตรตัน มติชนรายวัน วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10334 พยายามแกะรอยโครงการจัดซื้อรถดับเพลิง เรือดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) สั่งซื้อจากบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเซียลฟาห์รซอย เอจี แอนด์ โค เคจี ประเทศออสเตรีย ยิ่งตามก็ยิ่งได้เห็นความพิลึกกึกกือกับการบริหารจัดการโครงการนี้มากขึ้นทุกที อย่างที่รู้กันอยู่ว่า จุดเริ่มต้นของการจัดซื้อครั้งนี้เกิดขึ้นในสมัยคุณสมัคร สุนทรเวช ยังเป็นผู้ว่าฯ กทม. โดยเสนอโครงการให้กระทรวงมหาดไทยอนุมัติจัดซื้อ รถดับเพลิง 315 คัน เรือดับเพลิง 30 ลำ และอุปกรณ์อีกหลายรายการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,687 ล้านบาทเศษ การเขียนโครงการทำอย่างแนบเนียน มีการอ้างรัฐบาลออสเตรียว่ายื่นข้อเสนอให้ความช่วยเหลือแบบรัฐต่อรัฐ และเอาระบบการค้าต่างตอบแทน หรือเคาน์เตอร์เทรด มาพ่วงใส่เข้าไปด้วยเพื่อให้เห็นว่าทั้งฝ่ายไทย และออสเตรีย ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน กระทรวงมหาดไทย สมัยคุณโภคิน พลกุล ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบในหลักการ ส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ หลังจากนั้นกระทรวงมหาดไทย ทำข้อตกลงความเข้าใจ หรือเอโอยูร่วมกับเอกอัครราชทูตออสเตรีย ประจำประเทศไทย ความน่าพิลึกของเอโอยู อยู่ตรงที่ล็อคให้เฉพาะบริษัทสไตเออร์ฯเป็นบริษัทเดียวเท่านั้นที่ได้รับสิทธิขายสินค้าให้กับ "กทม." และไม่มีข้อความใดในเอโอยูอ้างถึงเรื่องความช่วยเหลือของรัฐบาลออสเตรีย ที่จะให้กับรัฐบาลไทย ไม่เอ่ยถึงการค้าต่างตอบแทน ตรงกันข้ามกับมีข้อผูกมัดให้ฝ่ายไทยต้องเปิดแอล/ซีหลังทำข้อตกลงซื้อขายระหว่าง "สไตเออร์" กับ กทม.ภายใน 30วัน ข้อสัญญาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบออสเตรีย แต่ทำไมกระทรวงมหาดไทยจึงไม่ส่ง "เอโอยู" ให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ตรวจสอบก่อน ทำไมจึงต้องเป็น "สไตเออร์" ทำไมต้องเปิดแอล/ซีชนิดที่ยกเลิกไม่ได้? นี่คือปริศนา "เอโอยู" ที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถให้คำตอบได้ชัดเจน ผลจากเอโอยูทำให้ กทม.ต้องเซ็นสัญญาซื้อขายกับ "สไตเออร์" โดยระบุสเปคสินค้าและราคาไว้เฉพาะ ความพิลึกกึกกืออยู่ตรงที่ "กทม." ใช้เวลาแค่ 5 วันในการพิจารณาสเปคและต่อรองราคาสินค้ามูลค่า 6 พันกว่าล้านบาท และพิลึกยิ่งกว่านั้นก็คือไม่มีใครสงสัยว่า สินค้าที่ "สไตเออร์" จะส่งมาให้นั้น ชิ้นส่วนหลักคือตัวถังรถดับเพลิง และเรือดับเพลิง ผลิตจากประเทศไทย ถ้ามีสามัญสำนึกต้องคิดออกว่าของที่ผลิตได้ในไทยซื้อในเมืองไทยถูกกว่าแน่นอน หลังเซ็นสัญญาซื้อขายและเปิดแอล/ซีเรียบร้อยแล้ว โครงการนี้ตกใส่มือคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่เข้ามาเป็นผู้ว่าฯกทม.แทนคุณสมัคร ความพิลึกกึกกือของโครงการในช่วงคุณอภิรักษ์บริหารจัดการ ก็คือ ทำไมจึงระงับการเปิดแอล/ซีถึง 2 ครั้ง และเมื่อตั้งกรรมการขึ้นมาเจรจากับฝ่ายสไตเออร์แล้วแต่ปรากฏว่า กทม.ยังได้สินค้าในราคาแพงไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี ในเวลานั้น คุณอภิรักษ์ปล่อยให้โครงการเดินหน้าต่อไปโดยเซ็นอนุมัติเปิดแอล/ซีให้กับ "สไตเออร์" ทั้งที่น่าจะระงับเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อราชการ เมื่อต้นปีนี้สไตเออร์ส่งมอบสินค้าล็อตแรกให้ กทม. คนที่เห็นรถดับเพลิง เรือดับเพลิง พากันส่ายหัว เกิดความรู้สึกเหมือน "ออสเตรีย" แหกตาคนไทย ขายสินค้าย้อมแมวทั้งที่อ้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีต่อกัน คุณอภิรักษ์ไม่กล้ารับสินค้า หวั่นเสียงครหา มีการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกรอบ แต่คณะกรรมการที่มี ศ.ดร.บุญเสริม วีสกุล เป็นประธาน สรุปผลว่าสินค้าสไตเออร์แพงและการจัดซื้อผิดระเบียบทางราชการ ขัดมติคณะรัฐมนตรี และงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้บานปลายเพราะต้องเสียภาษีนำเข้าสินค้าอีก 1,200 ล้านบาท คุณศิธา ทิวารี โฆษกพรรคไทยรักไทย คุณยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็เรียกร้องให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสของโครงการและระงับโครงการ แต่นายอภิรักษ์และฝ่ายรัฐบาลมองเป็นเรื่องเล็กๆ ขี้ปะติ๋ว ทั้งที่จริงแล้ว หาก กทม.ยอมรับสินค้า เงินที่ฝ่ายไทยต้องจ่ายแพงมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท ว่ากันว่า เงินค่าหัวคิวโครงการนี้ตกราวๆ 20 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 1 พันล้านบาท ไม่รู้หล่นใส่หัวใครมั่ง ถ้าเอา "รถดับเพลิง" ไปเทียบกับกรณีจัดซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด "ซีทีเอ็กซ์" มีมูลค่าแค่ 2 พันกว่าล้านบาท บอกได้เลยว่า "ซีทีเอ็กซ์" กระจอกกว่ากันเยอะ หน้า 6
|