หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เสียดาย เสียดาย และเสียดาย

หน้าต่างความคิด:เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2549

ตลอดเวลากว่าสี่เดือนที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองกันอย่างรุนแรงขนาดนี้ เหตุการณ์ต่างๆ มีการพลิกผันกันแทบจะวันต่อวัน ฝ่ายที่ดูเหมือนจะเป็นต่อในวันหนึ่งกลับเสียท่าในอีกไม่กี่วันต่อมา คอการเมืองทั้งหลายก็เลยต้องคอยเงี่ยหูฟังข่าวอยู่ตลอดเวลา ขนาดชาวบ้านร้านตลาดที่ไม่ค่อยสนใจการเมือง ก็ได้รับผลพวงจากการที่สื่อทุกๆ แขนงทุ่มเทสรรพกำลังไปในการนี้ด้วย เปิดทีวีช่องไหนก็เจอกับรายงานข่าวการเมือง ฟังวิทยุก็มีข่าวการเมือง เปิดหนังสือพิมพ์ก็ยังหนีข่าวการเมืองไม่พ้นอีก

ทั้งฝ่ายพรรคไทยรักไทย อดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน และเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่างก็พยายามช่วงชิงโอกาสเพื่อหาความได้เปรียบ ต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อรักษาประชาธิปไตย ถ้าทุกฝ่ายตั้งใจทำเพื่อชาติจริงก็มีเรื่องที่น่าเสียดายอยู่สามเรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก เป็นเรื่องของพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะตัวท่านนายกทักษิณ หากท่านยอมลาออกเสียตั้งแต่ตอนที่เหตุการณ์ต่างๆ ยังอยู่ในช่วงก่อตัว กระแสต่อต้านท่านคงจะไม่รุนแรงขนาดนี้ และถ้าท่านได้กลับเป็นนายกอีกสมัยจริงๆ ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่สามารถจะนำเอาประเด็นต่างๆ ในอดีตมาโจมตีท่านได้อีก เพราะท่านได้ล้างตัวไปเรียบร้อยแล้ว แต่ท่านกลับปฏิเสธกระแสสังคม ยิ่งท่านฝืนกระแสนานขึ้น ภาพลักษณ์ของท่านในสายตาของประชาชนก็ยิ่งตกต่ำลง

นอกจากนี้แล้ว การลาออกของท่านยังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับนักการเมืองไทยในอนาคต ท่านจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้ยกระดับการเมืองไทยให้สูงขึ้น จริงอยู่คนไทยลืมง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะลืมไปหมดทุกอย่าง อย่าลืมว่า สังคมได้คาดหวังกับท่านนายกเอาไว้มาก พรรคของท่านได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนเสียงอย่างล้นหลาม ยิ่งคาดหวังมากก็ยิ่งผิดหวังมากขึ้นไปอีก ของแบบนี้มันลืมกันยาก แหม...คิดแล้วเสียดายแทน...

เรื่องที่สอง คือการตัดสินใจของอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ไม่ยอมเข้าร่วมการเลือกตั้งคราวนี้ ลองนึกกันเล่นๆ ว่า ถ้าคะแนนโนโหวตคราวนี้สักร้อยละเจ็ดสิบเปลี่ยนเป็นคะแนนที่ลงให้กับพรรคฝ่ายค้าน บวกกับคะแนนของคนที่ไม่มาเลือกตั้ง เพราะไม่รู้จะเลือกใคร จับพลัดจับผลูอดีตพรรคร่วมอาจมี ส.ส. มากพอที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าที่นายกฯ คนใหม่ (ซึ่งน่าจะเป็นคนเดิม) ก็ได้ หรือถึงจะได้ ส.ส. ไม่มากพอ ก็จะยังได้ใจประชาชน หากรัฐบาลชุดใหม่ทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร การวิพากษ์วิจารณ์ของอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้านก็จะมีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก

การไม่ยอมเข้าร่วมการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมานี้ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่า อดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน เล่นเกมการเมืองมากเกินไป หลักฐานและการออกมากล่าวหาเรื่องพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างพรรคเล็กให้ลงประกบ ตลอดจนถึงความโปร่งใสในการทำงานของ กกต. จึงไม่ประสบผลในการสร้างกระแสสังคมเท่าที่ควร ยิ่งพยานหลักฐานส่วนใหญ่ได้มาจากพื้นที่ทางภาคใต้ ซึ่งรู้กันอยู่แล้วว่าเป็นถิ่นของพรรคประชาธิปัตย์ ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก คิดแล้วมันน่าเสียดายจริงๆ

เรื่องที่น่าเสียดายเรื่องสุดท้ายคือการเคลื่อนไหวของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีโอกาสจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยภาคประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการเมืองไทย คงจะจำกันได้ถึงกระแสความนิยมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่ฮิตกันถึงขนาดต้องปั๊มซีดีออกมาขายกันเลย

แต่พักหลังๆ มานี้ การเคลื่อนไหวของเครือข่ายพันธมิตรฯ ชักจะ “กลายพันธุ์” ไปจากเดิม การเคลื่อนไหวในระยะหลัง กลับใช้รูปแบบที่ไม่ได้ต่างอะไรกับม็อบในอดีตที่เข้ามาปิดล้อมทำเนียบเพื่อเรียกร้องสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นตั้งเวทีเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ (และด่าทอ) การปิดถนน การเดินขบวน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพที่คนไทย คุ้นเคยกันมาเป็นสิบปีแล้ว ยิ่งนานวันเข้าความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชนก็เลยยิ่งลดลง

จริงอยู่ การเคลื่อนไหวของเครือข่ายพันธมิตรฯ มักจะตกเป็นข่าวอยู่เสมอๆ แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ เหตุใดการเคลื่อนไหวเหล่านี้ถึงได้สร้างกระแสได้ในวงจำกัดเท่านั้นทั้งๆ ที่มีสื่อของตัวเอง แถมยังได้สื่อมวลชนมาช่วยประชาสัมพันธ์ทางอ้อมให้อีก? น่าเสียดายจริงๆ สังคมไทยพลาดโอกาสดีอีกครั้งหนึ่ง ที่จะสร้างการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ไม่รู้จะต้องรออีกนานแค่ไหนกว่า “กาล” และ “เทศะ” จะเอื้อให้เกิดโอกาสเช่นนี้อีก

โชคของเรายังดี ในขณะที่สังคมไทยกำลังถึงทางตันเช่นนี้ ด้วยพระปรีชาและพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ความอึมครึมในบ้านเมืองก็ได้คลี่คลายลงไประดับหนึ่งแล้ว ตอนนี้ต้องคอยดูกันว่าผลการประชุมของประมุขศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลฎีกา ในวันนี้จะได้ข้อสรุปอย่างไร