หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
2 ปี "กรือเซะ-ตากใบ" ชายแดนใต้ยังสะอื้น

สุชาฎา ประพันธ์วงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10275

หากเปรียบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นร่างกายของคนเรา ก็คงเป็นร่างกายที่ป่วยเรื้อรัง ขาดภูมิต้านทานโรค และยังต้องต่อสู้กับโรคร้ายที่นับวันมีแต่จะลุกลาม

เข้าลักษณะโรคเก่ายังไม่ทันจะรักษาหาย โรคใหม่ก็เข้ามาแทรก ไม่หยุดหย่อน

แม้จะมีหมอดีลงไปรักษาอาการ พยายามเท่าไหร่ ก็ทำได้เพียงไปวินิจฉัยโรค ที่ถูกบ้างผิดบ้าง ถ้าถูกก็ทุเลา ถ้าผิดอาการก็กำเริบมากขึ้น

จนถึงบัดนี้ยังไม่มีหมอดีคนไหนรักษาโรคของ 3 จังหวัดภาคใต้ได้เลย!

28 เมษายน 2549 เป็นวันครบรอบ 2 ปี ของเหตุการณ์ถล่มมัสยิดกรือเซะ ต.ตันหยงลุโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี ที่เวียนมาถึงอีกครั้ง

กระนั้นในความรู้สึกของชาวปัตตานี และชายแดนใต้แล้ว ดูราวกับว่าเหตุการณ์เพิ่งจะเกิดขึ้นและผ่านพ้นไปไม่กี่วัน

ทั้งๆ ที่หากจะนับนิ้วกันจริงๆ แล้ว เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จัวหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดขึ้นกว่า 3,000 ครั้ง นับตั้งแต่ต้นปี 2547 เป็นต้นมา

โดยเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากเหตุการณ์ปล้นปืน 403 กระบอก สังหารทหารทั้งหมด 4 นาย กระทั่งถึงเหตุการณ์ "ถล่มมัสยิดกรือเซะ" และ "ล้อมปราบม็อบตากใบ"

เตือนความทรงจำกันก่อนก็ได้-

ย้อนไปเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 มีการปล้นปืนจากค่ายอิงคยุทธบริหาร พร้อมๆ กับการลอบวางเพลิงอาคารโรงเรียน และที่พักสายตรวจทั่วจังหวัดนราธิวาสทั้งหมด 22 จุด

*การปล้นปืน และการฆ่าทหาร เท่ากับเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลว่าไม่สามารถปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนได้*

จากนั้นเหตุการณ์ดำเนินต่อไปด้วยความรุนแรงที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งวันที่ 22-24 มกราคม 2547 ชาย 2 คน ใช้มีดยาวเชือดคอพระภิกษุอายุ 64 ปี ที่เพิ่งกลับจากบิณฑบาต ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส และ 3 วันต่อมามีผู้ดักทำร้ายและสังหารพระภิกษุสามเณรอีก 3 รูป ที่ อ.เมือง จ.ยะลา

*เหตุการณ์สังหารพระสงฆ์ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจังหวัดชายแดนภาคใต้*

ต่อมา 28 เมษายน 2547 ผู้คนนับร้อยถืออาวุธมีดพร้าเข้าโจมตีที่ทำการรัฐพร้อมกันใน 3 จังหวัดภาคใต้ เจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยอาวุธปืน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเสียชีวิต 5 นาย ส่วนผู้ก่อความไม่สงบเสียชีวิตถึง 106 คน

ต่อเนื่องกันไปนั้น เกิดเหตุการณ์ยิงถล่มมัสยิดกรือเซะทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดในมัสยิดถึง 32 คน นับเป็นการสูญเสียชีวิตที่รุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในภาคใต้

เหตุการณ์ที่ละเลงกันเรื่อยมาตลอดระยะ 2 ปี ยังไม่หมดเท่านี้ อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจความรู้สึก ของชาวมุสลิมอย่างมาก คือการล้อมปราบม็อบตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547

ชาวบ้านกว่า 3,000 คน เดินทางไปชุมนุมที่หน้า สภ.อ.ตากใบ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เรียกร้องให้มีการอนุญาตให้ประกันตัวชาวไทยมุสลิม ซึ่งเป็นชุดรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน 6 คน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ แต่การเจรจาในการชุมนุมไม่สำเร็จ นำไปสู่การนำกำลังเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนถึง 106 คน

ส่วนหนึ่งเพราะขาดอากาศหายใจเนื่องจากถูกจับโยนอัดกันเข้าไปในรถยีเอ็มของทหาร ขณะลำเลียงผู้ถูกจับกุมไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร

เหตุการณ์นี้ทำร้ายความรู้สึกของคนทั้งประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พอๆ กับหมดความไว้วางใจต่อรัฐในหมู่ประชาชน

เหตุการณ์กรือเซะและตากใบ เป็นสองเหตุการณ์รุนแรงในรอบปีที่ยังค้างคาอยู่ในใจของพี่น้องชาวใต้ จนถึงทุกวันนี้

*เพราะทำให้ชาวไทยเชื้อสายมลายูรู้สึกว่ารัฐปฏิบัติไม่เป็นธรรม และไม่ได้รู้สึกเสียใจอย่างแท้จริงกับความตายของคนเหล่านั้น*

ความรู้สึกเจ็บแค้น ขมขื่น จากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักโดยไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็น พ่อ พี่ น้อง ลูก เพื่อน ก่อให้เกิดปัญหาเด็กกำพร้า หญิงม่าย ประชาชนอีกหลายพันคนขาดที่พึ่งพิง เป็นความเจ็บปวดที่เกินจะเยียวยา

เหมือนวันนี้..ที่ผู้หญิงคนหนึ่ง ได้เปิดใจเรื่องของ "น้องชาย" ที่ชื่อ "สุรเชษฐ์ ลาเต๊ะ" ซึ่งเธอบอกว่าไม่เคยลืมเลือนเลยแม้ผ่านมา 2 ปีแล้วก็ตาม

พี่สาวคนนี้เล่าว่า น้องชายอายุ 25 ปีพอดีที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ สภ.อ.ตากใบ เริ่มแค่ประโยคแรกที่ออกจากปาก น้ำตาของคนเป็นพี่ก็เอ่อท้นไหลอาบแก้ม เธอบอกว่าทุกวันนี้ยังเห็นใบหน้าน้องชายในความรู้สึก เพราะน้องเป็นคนร่าเริง ชอบสร้างเสียงหัวเราะเฮฮาให้กับครอบครัวเสมอ แต่วันนี้เธอไม่เคยได้ยินเสียงอันคุ้นเคยอีกแล้ว..นอกจากเสียงสะอื้นของคนในบ้าน

"น้องชายคนที่ตาย ปกติไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย ช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงที่น้องเดินทางกลับมาบ้านเพราะเป็นฤดูถือศีลอด วันเกิดเหตุฉันไปซื้อของกับน้อง ขากลับเห็นว่ามีการชุมนุมจึงเข้าไปดู แล้วพลัดหลงกัน ที่บ้านเห็นว่าเหตุการณ์ไม่ดีจึงโทรศัพท์ให้รีบกลับบ้าน แต่ว่ายังหาน้องชายไม่เจอ หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อกัน"

เสียงร้องไห้ที่เล็ดลอดจากอาการกลั้นสะอื้น ทำให้คนฟังพลอยเศร้าไปด้วย หลังกล้ำกลืนความรู้สึกพักใหญ่เธอก็เล่าให้ฟังต่อ..

"พยายามตามหาว่าน้องอยู่ไหน แต่..ไม่เจอ มาเจออีกที เขา- -เสียชีวิตแล้ว สภาพศพจำแทบไม่ได้ ทั้งบวม ทั้งอืด มารู้ตอนหลังว่าน้องชายเสียชีวิตระหว่างที่ถูกขนย้ายผู้ถูกจับกุมไปที่ค่ายอิงคยุทธฯ น้อง..ขาดอากาศหายใจเพราะถูกจับโยนซ้อนทับกันหลายชั้น" เธอเว้นวรรคกับถอนสะอื้น ก่อนบอกว่า

"ทำแบบนี้ใช้ปืนยิงหัวเลยยังดีกว่า"

เธอผู้นี้ยังเหลือรอดน้องชายอีกคนจากเหตุการณ์เดียวกัน เธอว่าถึงแม้จะหนีรอดมาได้แต่ก็ฟกช้ำไปทั้งตัว

พี่สาวของสุรเชษฐ์เริ่มต้นเล่าอีก ว่าน้องชายที่ตายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของบ้าน ต้องทำหน้าที่แทนพ่อ เพราะพ่อเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งเมื่อถึงตอนนี้ไม่มีใครดูแลแม่ โดยเฉพาะจิตใจที่แตกสลายจากการสูญเสียลูกชายที่รักไป

"รู้ว่ากฎธรรมชาติมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ก็เสียใจเพราะเขาไม่สมควรจะมาตายอย่างนั้น ตายด้วยการกระทำของคนอื่น ถูกกระทำแบบไม่มีมนุษยธรรม ภาพที่เห็นจากทีวีที่ประเทศมาเลเซียรุนแรงมากมีทั้งตีทั้งเตะ ขนาดคนที่ถอดเสื้อกำลังคลานอยู่ยังถูกกระทืบ ทั้งที่เขายอมแล้ว เจ็บใจมากๆ บอกว่าคนไทยเหมือนกันแต่ทำไมทำกันถึงขนาดนี้"

พี่สาวสุรเชษฐ์บอกว่า อยากให้เหตุการณ์ตากใบเป็นบทเรียนแก่ทุกคน

"พวกเราถูกกระทำหนักมาก สิ่งที่เราต้องการคือให้ทุกคนมีจิตใจดีงาม จะได้ไม่ทำร้ายกันไม่อยากเห็นสิ่งร้ายๆ เกิดขึ้นในเมืองไทยไปจนถึงในโลก"

การเสียชีวิตในมัสยิดกรือเซะครั้งนั้นที่มีผู้เสียชีวิต 32 ศพ หนึ่งในนั้นร่างของชายวัย 60 ที่หมดลมหายใจ ถูกกล่าวหาว่าเป็น หัวหน้าโจร

*ปารีดะห์ สตาปอ* เป็นลูกสาวของชายผู้นั้น เธอเล่าว่าครอบครัวอาศัยอยู่ที่ควนโนรี อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี วันเกิดเหตุพ่อออกจากบ้านไป โดยบอกกับแม่ว่าจะไปร่วมทำบุญที่มัสยิดกรือเซะ ส่วนใหญ่พ่อไปค้างคืนที่มัสยิด แต่วันเกิดเหตุตอนแรกที่ได้ยินข่าวก็คิดว่าคงไม่ใช่พ่อ ไม่เชื่อว่าพ่อจะไปทำอย่างนั้น พ่อเป็นคนขยันทำงาน เช้าไปกรีดยาง บ่ายเลี้ยงวัว ทำมาหากินตามแบบชาวบ้าน และพ่อแก่แล้วอายุ 60 ปี

"สื่อกล่าวหาว่าพ่อเป็นหัวหน้าโจร เราไม่เชื่อ วันที่พ่อออกจากบ้านไปมัสยิด พ่อนุ่งโสร่ง ไม่ใช่ใส่กางเกงชุดดำเหมือนผู้ก่อการร้าย ไม่ได้พกมีด ไม่ใช่พ่อแน่ๆ ตั้งแต่เสียพ่อไป เวลาไปไหนจะระแวงมากๆ ช่วงค่ำก็จะไม่เดินทางไปไหนไกลๆ หรือไปคนเดียว"

ไม่เฉพาะ "ปารีดะห์ สตาปอ" เท่านั้นที่ความรู้สึกโศกเศร้าเกาะกุมหัวใจ

สองพี่น้อง "ฟริตตี มะยูโซ๊ะ" วัย 4 ขวบ และ "มูฮัมหมัด ไฮฟัด" อายุ 8 ขวบ ก็ตกเป็นเหยื่อแบบไม่รู้ตัว ทั้งสองต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า กลายเป็นเด็กซึมเศร้า ไม่ร่าเริงเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน

เพราะเหตุการณ์พ่อ-แม่ตายต่อหน้าต่อตาในวันวางระเบิดร้านน้ำชา

"ซีตีรอเบียะห์ ขะเร็มเต๊ะ" น้าสาววัย 23 ปี ของเด็กทั้งสอง เล่าว่า ในวันเกิดเหตุลูกคนเล็กอยากกินไอศกรีมที่ร้านน้ำชา ซึ่งเป็นร้านที่มีทหาร ตำรวจ ชอบมานั่งกิน ระหว่างที่เดินไปซื้อไอศกรีมอยู่นั้น ลูกคนโตก็ได้ยินเสียงนาฬิกา จึงไปบอกพ่อ-พ่อก็ตะโกนให้ภรรยาคือพี่สาวของตนระวังระเบิด พี่สาวไม่ได้ยิน พี่เขยจึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปดึงภรรยาออกมา แต่ไม่ทัน ระเบิดเกิดขึ้นก่อน แรงระเบิดทำให้พี่สาวซึ่งเป็นภรรยากำลังท้อง 4 เดือนเสียชีวิตคาที่ ส่วนพี่เขยนั้นไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนลูกคนเล็กนั้นถึงกับสลบไปเลย ขณะที่ลูกคนโตได้รับบาดเจ็บที่ขาจากสะเก็ดระเบิดทะลุกระดูก แต่ยังตั้งสติได้

เธอบอกต่อว่า มูฮัมหมัดลูกคนโตที่ยังมีสติวิ่งเข้าไปหาป้าที่ร้านข้างๆ เพื่อจะบอกว่าพ่อแม่และน้องได้รับบาดเจ็บ แต่ป้ากลัวจะเกิดเหตุซ้ำอีก จึงไม่กล้าออกมาช่วย ได้แต่มองรอยเท้าที่เปื้อนเลือดของหลานชายที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าได้รับบาดเจ็บวิ่งออกมาจากหลังร้าน และไปนั่งกอดศพแม่ ก่อนที่จะมีคนนำส่งโรงพยาบาล

สำหรับลูกชายคนเล็กไปฟื้นที่โรงพยาบาล ได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้า หลังจากฟื้นแล้วก็ไม่ยอมนอนอีกแพทย์ต้องให้ยานอนหลับ พอเคลิ้มหลับก็ต้องสะดุ้งตื่นและร้องไห้หาแม่ตลอด จากนั้นมาก็เป็นเด็กที่ไม่พูดคุยกับคนอื่น

*ผ่านมาถึงวันนี้ เด็กทั้งสองคนยังต้องต่อสู้กับภาพเหตุการณ์อันน่าสยองเกินกว่าที่เด็กวัยนี้จะรับได้*

"นี" อายุ 25 ปี ชาว อ.แม่ลา จ.ปัตตานี ยังทนทุกข์อยู่กับความทรงจำกับเหตุการณ์ตายหมู่ในวันที่ 28 เมษายน 2547

นี ต้องสูญเสียคนรักและคนรู้จักในคราวเดียวกันถึง 4 คน เธอบอกว่าทั้งสามี พี่เขย น้องเขย และหลาน โดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มารู้อีกทีตอนที่กำนันมาบอกว่าเสียชีวิตหมดทั้ง 4 คน

"กำนันบอกว่าทั้งหมดไปที่ สภ.อ.แม่ลา ไปทำร้ายเจ้าหน้าที่ ตอนนั้นว้าวุ่นสับสนมาก คิดมากมายสารพัด เป็นไปได้ยังไง แล้วจากนี้จะอยู่ยังไงใครจะมาเลี้ยงดูลูก ยังเล็กๆ ทั้งนั้น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ที่สุดต้องให้ลูกไปอยู่กับแม่สามี เดือนหนึ่งมีโอกาสเจอลูกแค่ 2 ครั้ง ถึงจะมีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เหมือนเดิม ไม่มีบ้านอยู่ ต้องซื้อบ้านต่อจากญาติ แต่ก็เป็นบ้านไม่มีประตู ไม่มีหลังคา อยากให้คนที่เห็นใจช่วยเหลือสร้างบ้านให้สมบูรณ์ที ที่จะได้รับลูกกลับมาอยู่ด้วย"

เมื่อถามว่าหากเลือกได้ เธอจะทำอย่างไร นีบอกว่าอยากได้คนกลับมา ไม่ต้องการเงิน เพราะถ้าสามียังอยู่ ทุกคนที่รักยังอยู่ ครอบครัวก็จะมีความอบอุ่น เธอว่า "แม้จะอยู่อย่างจนๆ แต่ก็มีความสุขทางใจ"

จาก 28 เมษายน 2547 มาถึง 28 เมษายน 2549 เหตุการณ์ของการสูญเสียที่ภาคใต้ ยังไม่มีทีท่าจะยุติ หลายทฤษฎี หลายแนวความคิดที่ต่างคนต่างนำออกมาเสนอ ทั้งจากนักวิชาการ นักการเมือง คนในพื้นที่ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ นักปกครอง

พยายามอธิบายสาเหตุแห่งปัญหาก็แล้ว ระดมความคิดหาทางแก้ปัญหาก็แล้ว

ไม่มีทางออกที่บรรลุผล ชายแดนภาคใต้ยังหาความสงบไม่ได้ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเหือดหาย

*เหตุการณ์ฆ่ารายวันยังเกิดขึ้นต่อไป*

หน้า 33