หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ค่าบาทแข็ง ธุรกิจจะปรับตัว หรือรัฐบาลต้องปรับปรุง

ธนวรรธน์ พลวิชัย  ECO-NO-MISS : Bizweek กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2549

หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย ปัญหาใหม่ก็เริ่มเข้ามาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจนนักธุรกิจ และประชาชนเริ่มมีเสียงโอดโอยให้เห็นแล้ว หรือแม้แต่การทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ สุดท้ายค่าเงินบาทก็กลับมาแข็งค่าขึ้นอีก

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลายคนเริ่มคิดแล้วว่า ปีนี้เป็นปีอะไรของประเทศไทยที่มีแต่ปัจจัยแย่ๆ ทั้งนั้น แต่โดยข้อเท็จจริง ปัญหาที่บอกมาไม่ใช่ปัญหาใหม่ที่พึ่งจะเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาเดิมที่ประเทศไทยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้มีการปรับตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมันแพง หรือดอกเบี้ยขาขึ้น

แต่ปัญหาที่หนักหนาจริงๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ส่งออกก็คือ เรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างไม่ได้คาดการณ์มาก่อน

ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมาก โดยเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 37.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี

ในวันนี้ผมขอพูดถึงค่าเงินบาทและแนวโน้มของค่าเงินบาทอีกสักครั้งนะครับ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจและรู้ถึงที่มาและที่ไปของการแข็งค่าของเงิน รวมทั้งเพื่อที่ท่านผู้อ่านจะทำการปรับตัวอย่างไร เพราะการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้น จะส่งทั้งผลดีและผลเสียต่อธุรกิจและประเทศ ดังนั้นการปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ก่อนอื่นผมขอเริ่มจากปีที่ผ่านมาคือปี 2548 ค่าเงินบาทของประเทศไทยทรงตัวอยู่ในระดับ 40-41 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. มาโดยตลอด แต่เมื่อเริ่มต้นของปีใหม่ คือปี 2549 ค่าเงินบาทก็เริ่มมีทิศทางของการแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 40 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 39 บาท 38 บาท และปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 37-38 บาท โดยช่วงที่มีทิศทางการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดอยู่ในช่วงเดือนมกราคม 2549 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีเงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างมาก

หลังจากนั้นค่าเงินบาทก็เริ่มมีทิศทางทรงตัวแข็งค่าขึ้น ประกอบกับในช่วงเวลาหลังๆ สหรัฐมีดุลการชำระเงินขาดดุลต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ ทำให้ค่าเงินบาทของไทยปรับตัวแข็งค่าตามค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อน ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีสถานการณ์ผันผวนทางการเมืองก็ตาม (ดังภาพ)

นั่นคือภาพคร่าวๆ ที่ทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า ทำไมค่าเงินบาทของประเทศไทยจึงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ได้ทำให้ภาครัฐนิ่งนอนใจ เพราะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ภาคส่งออกมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 50 ของ GDP ของประเทศ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ทำการประเมินผลกระทบเบื้องต้นว่า หากค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่ากว่าที่ได้วางสมมติฐานคือค่าเงินบาทอยู่ระหว่าง 38.8-40.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะมีผลกระทบทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปรับตัวลดลง

โดยพบว่าหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาท จะทำให้จีดีพีลดลง 0.29% และทำให้อัตราการส่งออกขยายตัวลดลงประมาณ 0.2% แต่จะส่งผลให้อัตราการนำเข้าเพิ่มขึ้นประมาณ 0.38% และส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงประมาณ 0.5%

นั่นคือผลกระทบที่ได้ทำการประเมินเบื้องต้น ดังนั้นโดยภาพรวมแล้ว การแข็งค่าของเงินบาทยังคงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมากนัก แต่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจบางธุรกิจ เนื่องจากภาคธุรกิจได้มีการซื้อการขาย และการทำสัญญาการจ่ายเงินไว้ล่วงหน้า บางธุรกิจก็อาจจะได้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งก็คงขึ้นอยู่กับจังหวะและการวางแผนของแต่ละธุรกิจ

อย่างไรก็ตามหากเราคิดว่าการแข็งค่าของเงินบาทนั้น จะส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างไร หรือส่งผลดีต่อธุรกิจของเราอย่างไรแล้วละก็ พวกเราทุกคนก็จะเห็นโอกาสบางประการที่มีอยู่ในขณะนี้ครับ

เหมือนคำกล่าวที่ว่า พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสไงละครับ

หลายคนคงงงแล้วว่าทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ แล้วธุรกิจอะไรจะมีโอกาสในช่วงค่าเงินบาทแข็งบ้างหาน้อยมาก นอกจากธุรกิจที่นำเข้ามา เพราะจะได้ของที่ถูกลง แต่สำหรับธุรกิจในประเทศและธุรกิจการส่งออกแล้ว การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทไม่ได้ส่งผลดีต่อธุรกิจเลยก็ว่าได้

แต่สิ่งที่ผมจะบอกต่อจากนี้ว่าทุกธุรกิจไม่ว่าจะเป็นในประเทศ ส่งออก หรือนำเข้าก็ได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน เพียงแต่จะหยิบฉวยโอกาสนี้ไว้หรือไม่เท่านั้น

ผมเริ่มอย่างนี้ครับว่า ทุกท่านคิดแล้วว่าธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นก็ต้องเป็นธุรกิจนำเข้า เพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่านั่นย่อมหมายถึงการจ่ายเงินให้กับต่างประเทศลดลง แต่ของยังเท่าเดิม คุณภาพเดิม ผมก็ต้องตอบว่าถูกต้องแล้วครับ นั่นคือธุรกิจที่จะได้รับผลประโยชน์โดยตรง แต่สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอคือปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ย่อมหมายถึงราคาสินค้าก็จะแพงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ และหลายบริษัทก็จะขายสินค้าได้น้อย แต่ต้นทุนการผลิตยังคงสูงอยู่ใช่ไหมละครับ ซึ่งหลายธุรกิจกำลังคิดที่จะทำการลดต้นทุนดังกล่าวอยู่

ดังนั้นการที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จึงถือเป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกไทยควรจะปรับเปลี่ยนและปรับตัวในหลายๆ ด้าน และอาจรวมถึงการปรับปรุงในส่วนของเครื่องจักร เพราะช่วงนี้การนำเข้าสินค้าค่อนข้างที่จะถูกเมื่อเทียบกับช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อน จึงเป็นโอกาสหนึ่งที่นักธุรกิจอาจจะทำได้

อีกประการคือวัตถุดิบที่จะนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อมาทำการผลิตสินค้าในประเทศก็ถูกลงเช่นกัน ดังนั้นโอกาสที่บริษัทต่างๆ จะหันมานำเข้ามากขึ้นเพื่อลดต้นทุนในช่วงนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง เพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เพราะหากสามารถปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ นอกจากจะลดต้นทุนการผลิตได้แล้ว ยังสามารถเพิ่มมูลค่า เพิ่มการส่งออกสินค้าไทยได้อีกด้วย

ช่วงนี้จึงถือเป็นช่วงที่ธุรกิจต่างๆ ต้องพยายามปรับตัวเองให้ได้มากที่สุด และต้องสร้างโอกาสให้กับธุรกิจของตนเอง

แม้ว่าหลายธุรกิจจะประสบปัญหาเดียวกันคือต้นทุนที่แพง ดังนั้นธุรกิจที่จะอยู่รอดและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง คงต้องมีการปรับตัวให้เร็ว และพลิกวิกฤติเป็นโอกาส

เช่นคำกล่าวที่ว่า "สงครามสร้างวีรบุรุษ" ดังนั้นสิ่งใดที่แย่ๆ แล้วเราสามารถที่จะฝ่าฟันไปได้แล้วละก็ ย่อมหมายถึงผลสำเร็จและอนาคตที่สดใส กำลังรอเราอยู่ ...ครับผม