|
||||||||||||||
|
วาระการปฏิรูปการเมือง
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3785 (2985) ขณะนี้มีการพูดถึงการปฏิรูปการเมืองกันมาก โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังไม่เห็นมีการเสนอประเด็น การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญในเชิงโครงสร้างและกรอบคิดใหม่ กรอบคิดของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ร่างขึ้นภายใต้กรอบของปรัชญา "ปัจเจกเสรีนิยมใหม่" ดังนั้น กลไกต่างๆ ที่มารองรับ รวมทั้งกฎหมายลูก จึงส่งเสริมให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน การคอร์รัปชั่นทางนโยบาย การใช้อำนาจ และดำเนินนโยบายโดยไม่ให้ประชาชนมีอำนาจการตรวจสอบ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลทุกชุดที่เกิดภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเกิดความเหิมเกริม และดำเนินนโยบายที่มีการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน การคอร์รัปชั่นทาง นโยบาย การใช้อำนาจ และดำเนินนโยบายโดยประชาชนไร้อำนาจการตรวจสอบ ตัวอย่าง เช่น ภายหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มีการตั้งองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ได้ทำให้เงินของชาติสูญไปให้ต่างชาติที่เข้ามาซื้อทรัพย์สินราคาถูกไป ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท หรือครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน แต่เรื่องนี้ก็ถูกลืมไปแล้ว เพราะสังคมไทยเป็นสังคมขี้ลืม ดังนั้นหากจะมีการปฏิรูปการเมืองกันอย่างจริงๆ จังๆ ภาคประชาชนจึงต้องเสนอกรอบคิดของรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขใหม่ ให้เป็นรัฐธรรมนูญของปรัชญา "สังคมเสรีนิยมใหม่" เหมือนกับของประเทศเวเนซุเอลา เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลทุกชุดดำเนินนโยบายเหมือนๆ กันอย่างเป็นระบอบ หลักการสังคมเสรีนิยมใหม่ (NeoSocial liberalism) คือ เสรีนิยมเพื่อสังคม มิใช่เสรีนิยมเพื่อปัจเจกชน ค้าเสรีได้ ลงทุนเสรีได้ แต่ต้องเอื้อและเพื่อสังคมด้วย หลักการข้างต้นนี้สามารถกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนได้โดยไม่ต้องมีข้อแม้ว่า "ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" อย่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ "ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา" องค์กรอิสระถึงได้ไม่อิสระจริง กระบวนการประชาพิจารณ์ การขอเสนอแก้กฎหมาย หรือเสนอกฎหมาย หรือการถอดถอนนายกรัฐมนตรีที่เขียนไว้ จึงเป็นการเล่นปาหี่ รัฐธรรมนูญที่น่าศึกษาและนำมาเป็นโมเดล คือ รัฐธรรมนูญของประเทศเวเนซุเอลา การต่อสู้ทางการเมืองภาคประชาชนในประเทศเวเนซุเอลา เป็นบทเรียนที่การเมืองภาคประชาชนในประเทศไทยน่าเก็บมาศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดีชาเวซได้ร่างขึ้น และเสนอให้ประชาชนทั้งประเทศลงมติรับหรือไม่รับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยอย่างท่วมท้น เพราะมีเนื้อหาปกป้องผลประโยชน์ของชาติไว้อย่างชัดเจน มีเนื้อหาปกป้องการรุกล้ำของลัทธิเสรีนิยมใหม่ (การล่าอาณานิคมยุคใหม่ ที่มีกติกาขององค์การการค้าโลก มีองค์การไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก สถาบันไอเอฟไอ ธนาคารเอดีบี และไจก้า เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและสร้างกติกาเพื่อปล้นสะดมได้อย่างถาวร) อย่างชัดเจน มีเนื้อหาปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน มีเนื้อหาระบุถึงความรับผิดชอบต่อสิทธิในการดำรงชีพ และมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างชัดเจน เนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ของประเทศเวเนซุเอลาที่มีมาตรามากถึง 350 มาตรา มากกว่ารัฐธรรมนูญไทย 14 มาตรา โดยของเรามีอยู่ 336 มาตรา ซึ่งเคยเป็นรัฐธรรมนูญที่มีมาตรามากที่สุดในโลก แต่บัดนี้ถูกแซงหน้าไปแล้ว ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างบางมาตราของรัฐธรรมนูญเวเนซุเอลาที่ภาคประชาชนควรจะศึกษา และนำมาบรรจุในรัฐธรรมนูญไทยที่กำลังจะมีการแก้ไขกัน มาตรา 12 รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า แร่ธาตุ น้ำมัน และทรัพยากรธรรมชาติทั้งปวงในอาณาเขตของชาติ ทั้งที่อยู่ใต้ดิน ใต้ทะเล พื้นที่ชายฝั่งทะเล และในอากาศ เป็นทรัพย์สินของสาธารณชน ดังนั้นจึงห้ามโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของเอกชนหรือชาวต่างชาติ มาตรา 73 ระบุว่า การทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ข้อตกลง หรือการให้สัตยาบันกติการะหว่างประเทศ ที่อาจจะมีผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติ หรือการโอนอำนาจให้กับองค์กรเหนือรัฐ (รัฐวิสาหกิจ และการแปรรูป) จะต้องผ่านการลงประชามติโดยประชาชนทั้งประเทศ รัฐธรรมนูญของเวเนซุเอลาเป็นรัฐธรรมนูญที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสวนทางกับกระแสของระบอบครอบโลก (globalization) การค้าเสรีที่ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีทุนมากกว่า มีเทคโนโลยีสูงกว่า มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการมากกว่า และได้ผูกขาดกลไกการตลาด สื่อมวลชน และการโทรคมนาคม ไว้ทุกด้าน จึงได้เปรียบและผลักดันให้ทุกประเทศเปิดเสรี (ยอมให้ขูดรีดอย่างเสรี) มาตราต่อไปนี้เขียนไว้อย่างชัดเจนและรัดกุมในการปกป้องไม่ให้บริษัทข้ามชาติ เข้ามาปล้นสะดมทรัพยากรของชาติ ด้วยข้ออ้างของลัทธิตลาดเสรีมาเอาเปรียบชาวเวเนซุเอลา มาตรา 301 รัฐสงวนสิทธิในการใช้นโยบายการค้าเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของสาธารณะและธุรกิจของชาวเวเนซุเอลา การลงทุน ธุรกิจ บริษัทและเอกชนชาวต่างชาติจะไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับสิทธิใดๆ มากกว่าที่ประชาชนชาวเวเนซุเอลาได้รับ มาตรานี้บัญญัติไว้เพื่อไม่ให้กติกาขององค์การการค้าโลกสามารถบังคับใช้ในประเทศเวเนซุเอลาในหัวข้อเรื่อง National Treatment หรือการประติบัติเหมือนคนชาติ ที่บังคับให้ทุกประเทศต้องให้สิทธิต่อคนต่างชาติและธุรกิจข้ามชาติ ไม่น้อยกว่าคนในชาติ ซึ่งตีความได้ว่า ธุรกิจข้ามชาติและนักธุรกิจต่างชาติมีสิทธิที่จะได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าบุคคลในชาติ มิใช่เพียงแค่มีสิทธิเท่ากันเท่านั้น มาตรา 302 รัฐสงวนสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดด้วยเหตุผลของผลประโยชน์ของชาติ อุตสาหกรรมน้ำมัน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งด้านการผลิต ด้านตัวสินค้าและด้านการบริการเป็นสมบัติของชาติ และเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ความมั่นคงโดยธรรมชาติ รัฐมีหน้าที่สนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิต จากอุตสาหกรรมข้างต้น ให้คนในชาติได้มีงานทำ ได้สร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโต พัฒนาชาติให้มั่งคั่งเพื่อความอยู่ดีกินดีของคนส่วนใหญ่ มาตรา 303 เพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ การเมือง และ ยุทธศาสตร์ รัฐจะเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของกิจการน้ำมันของรัฐที่มีชื่อว่า PDVSA (Petroleos de Venezuela, S.A.) หรือบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารงานกิจการข้างต้น ยกเว้นบริษัทร่วมทุนทางธุรกิจ มาตรา 304 ทรัพยากรน้ำทั้งหมดเป็นสมบัติสาธารณะเพราะมีความสำคัญต่อชีวิตและการพัฒนา และต้องกำหนดในกฎหมายให้คุ้มครองการใช้ประโยชน์ และปกป้องไม่ให้มีการทำลายวงจรธรรมชาติของน้ำ มาตราทั้ง 3 นี้บัญญัติไว้เพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองหัวใสจัดการแปรรูปกิจการเหล่านี้ เพื่อให้พรรคพวกของตัวเอง เข้าไปถือหุ้นยึดเอาทรัพยากรธรรม ชาติที่เป็นสมบัติของสาธารณะมาเป็นสมบัติส่วนตน เหมือนบางประเทศ เช่น ประเทศไทย เป็นต้น มาตรา 305 รัฐต้องสนับสนุนการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน โดยยึดถือเป็นยุทธศาสตร์พื้นฐานในการพัฒนาชนบท เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนมีอาหารกินอย่างเพียงพอ รัฐมีหน้าที่จัดหาเงินทุน ตลาด เทคโนโลยี ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การฝึกอบรมอาชีพ และมาตรการที่จำเป็นอื่นๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์นี้ อาชีพชาวประมงตามชายฝั่งทะเลต้องได้รับการคุ้มครองรวมไปถึงเขตประมงนอกชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนด้วย มาตรา 307 การถือครองที่ดินขนาดใหญ่เป็นการขัดผลประโยชน์ของสังคม มาตรการทางภาษี ต้องนำมาใช้เพื่อขัดขวางการถือครองประเภทนี้ รวมทั้งมาตรการอื่นๆ เพื่อนำที่ดินเหล่านี้มาทำประโยชน์ เกษตรกรมีสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดินทำกิน มาตรานี้บัญญัติขึ้นเพื่อป้องกันการกักตุนที่ดินกันคนละเป็นพันเป็นหมื่นไร่โดยไม่ได้ทำประโยชน์ให้คุ้มค่า และทำให้เกษตรกรไร้ที่ดินทำกิน มาตรา 308 รัฐจะปกป้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลาง สหกรณ์ ธุรกิจของครอบครัว และธุรกิจของชุมชนเพื่อเป็นการสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมีหน้าที่จัดหาเงินทุนให้ มาตรา 311 รัฐมีหน้าที่นำรายได้ทั้งหมดที่ได้มาจากทรัพยากรธรรมชาตินำมาใช้ในการลงทุนที่มีประโยชน์ สนับสนุนการศึกษาและสาธารณสุขของประชาชน มาตรา 333 รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ในกรณีที่มีการยุติการใช้ด้วยอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ต้องต่อสู้เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ มาตรานี้เป็นการมอบหมายหน้าที่การปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้ประชาชนเป็นผู้ปกป้อง มาตรา 334 ผู้พิพากษาทุกคนมีพันธกรณีในการเคารพและทำให้รัฐ ธรรมนูญฉบับนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ กฎหมายใดๆ ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือว่าเป็นโมฆะ ตัวอย่างของมาตราบางมาตราที่ยกมาอ้างข้างต้น ในรัฐธรรมนูญที่ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เป็นผู้ผลักดันให้ร่างและส่งให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติรับรองนี้ เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นต่อนโยบายชาติประชานิยม ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ และความอยู่ดีกินดีของประชาชนและประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ในการดำเนินนโยบายโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นฐานรองรับ หากรัฐธรรมนูญที่กำลังจะแก้ไขกันเขียนให้ชัดเจนอย่างรัฐธรรมนูญของเวเนซุเอลา กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับก็แจ้งเกิดไม่ได้ หรือเป็นโมฆะ พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษก็แจ้งเกิดไม่ได้ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็ทำไม่ได้ เพราะขัดกับรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปะทุขึ้นมาเป็นการชุมนุมประท้วงในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาก็จะไม่เกิด นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญแล้ว นโยบายที่ภาคประชาชนได้ควรจะกดดันให้ดำเนินการต่อ คือ การนำเอาสัมปทานผลประโยชน์จากทรัพยากรแผ่นดิน และทุนสาธารณะทั้งปวง คืนกลับมาเพื่อนำรายได้ มาแก้ปัญหาให้คนยากจน และผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะในด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อสร้างสังคมสมานฉันท์ที่ยั่งยืน เช่นเดียวกับที่รัฐบาลของประธานาธิบดีชาเวซกำลังดำเนินอยู่ เมื่อปีที่แล้ว 2005 รัฐบาลเวเนซุเอลาออกกฎหมายใหม่ระบุว่า การให้สัมปทานการขุดน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในอดีตทั้งหมด ผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ดังนั้นผู้ได้รับสัมปทานทั้งหมดจะต้องมาเจรจากับรัฐเพื่อทำสัญญาใหม่ โดยในสัญญาการให้สัมปทานเดิมของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา บริษัทเอกชน และบริษัทต่างชาติ ได้รับสัมปทานการขุดน้ำมันไปทั้งหมด โดยเพียงแต่จ่ายค่าภาคหลวงร้อยละ 16.6 และจ่ายภาษีรายได้อีกร้อยละ 34 แต่ตามกฎหมายใหม่ รัฐบาลจะเข้าถือหุ้นและนั่งในกรรมการบริหารไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของทุกสัมปทาน ค่าภาคหลวงเรียกเก็บเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 33.3 ภาษีรายได้เรียกเก็บเพิ่มจากร้อยละ 34 เป็นร้อยละ 50 ตามกฎหมายใหม่ที่ออกมาเมื่อปี 2001 หลังจากกฎหมายภาษีออกมาแล้ว บริษัทต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ยอมจ่ายจนกระทั่งถูกขู่ยึดสัมปทาน ในปี 2006 นี้ บริษัทเชฟรอน ยอมจ่ายพร้อมค่าปรับเป็นเงิน 75 ล้านเหรียญ บริษัทโททัล ยอมจ่ายอีก 108 ล้านเหรียญ รวมทั้งบริษัทอื่นๆ อีก 32 บริษัท ก็ล้วนยอมจำนนต่อรัฐบาลตามเงื่อนไขข้างต้น รัฐบาลก่อนหน้านายฮูโก ชาเวซ คือ นายคาร์ลอส อังเดร เปเรซ และนายคาลเดอรา โรดิเกซ ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการเลือกตั้งมา แต่ก็บริหารงานโดยการฉ้อราษฎร์บังหลวงและละเลยคนจน ทำให้มีคนว่างงาน คนไร้ที่อยู่อาศัย และขาดโอกาส การศึกษา อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มากมายเต็มประเทศ ราคาสินค้า ค่ารถโดยสาร และอาหาร แพงหูฉี่ ช่องว่างรายได้ของคนรวยกับคนจนห่างกันอย่างฟ้ากับดิน ทั้งๆ ที่เป็นประเทศร่ำรวยด้วยน้ำมันเป็นอันดับ 5 ของโลก นายซี พี แพนได และจัสติน พอเดอร์ นักหนังสือพิมพ์ผู้เกาะติดข่าวในละตินอเมริกา ประเมินว่า การคอร์รัปชั่นในยุคของรัฐบาลเปเรซ มียอดไม่ต่ำกว่า 1 หมื่น 1 พันล้านเหรียญอเมริกา หรือ 4 แสน 4 หมื่นล้านบาท (ดูใน Venezuelaanalysis.com, 22 January 2004) ไม่เพียงแค่นั้น นายเปเรซได้เดินตามนโยบายเสรีนิยมใหม่โดยการเปิดเสรีให้โอกาสบริษัทข้ามชาติเข้ามาตักตวง ยึดครอง และผูกขาดอุตสาหกรรมน้ำมันของชาติในลักษณะของการคอร์รัปชั่นทางนโยบายด้วยการ ตั้งบริษัทไปร่วมทุนกับบริษัทน้ำมันอเมริกัน ซื้อโรงกลั่นในอเมริกา บริษัทจัดจำหน่ายน้ำมันชื่อซิตโก (CITGO) รับซื้อน้ำมันในราคาถูกจากเวเนซุเอลา ไปขายปลีกในอเมริกา บริษัทนี้มีนักการเมืองและนักบริหารระดับสูงของ PDVSA (Petroleos de Venezuela, S.A.) พีดีวีเอสเอ (ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ) เข้าถือหุ้นด้วยเป็นจำนวนมาก ผลกำไรของบริษัทที่ตั้งขึ้นนี้ไม่เคยส่งกลับมาเข้าประเทศเลย กรณีของไทย ก๊าซและน้ำมันในอ่าวไทยซึ่งเคยเป็นความหวังในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ว่า ไทยจะโชติช่วงชัชวาล บัดนี้ บริษัทน้ำมันต่างชาติ และ ปตท. ที่แปรรูปไปเป็นของเอกชนถึงร้อยละ 47 แล้ว ต่างฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมันต้อนรับสงกรานต์ ซึ่งคนไทยเดินทางกันทั้งประเทศ นับเป็นเรื่องที่สมควรประณามอย่างยิ่ง จึงน่าจะมีกฎหมายออกมาตรวจสอบการเสียภาษี การค้ากำไรเกินควร การตกแต่งบัญชี และการเจรจาสัมปทานใหม่แบบรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยครอบคลุมถึงสัมปทานอื่นๆ เช่น รถไฟฟ้า รถใต้ดิน การประปา และทางด่วน ด้วย นี่คือข้อเสนอวาระการปฏิรูปการเมืองภาคประชาชน ครับ หน้า 2
|