|
||||||||||||||
|
ตักกสิลา
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3784 (2984) สัปดาห์ก่อนท่ามกลางความร้อนระอุที่กรุงเทพฯ ก็เลยถือโอกาสเดินทางไปปากีสถาน ซึ่งอยากจะไปนานแล้ว แต่ไม่ได้ไปสักที ทั้งๆ ที่มีเพื่อนฝูงอยู่ที่นั่นหลายคน เพราะสมัยเรียนหนังสืออยู่อเมริกา เพื่อนฝูงที่สนิทสนมกันส่วนใหญ่ก็เป็นแขกจากอินเดียบ้าง จากปากีสถาน และก็จากบังกลาเทศ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นปากีสถานตะวันออกอยู่ อินเดียไปหลายครั้งแล้ว ไปเจอเพื่อนฝูงที่สอนหนังสือที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งเดลี (Delhi School of Economics) หรือที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดลี (University of Delhi) เมื่อพบกันก็ดีใจ ยินดีปรีดา คุยถามไถ่ไปถึงเพื่อนที่อยู่ปากีสถานบ้าง บังกลาเทศบ้าง แล้วแต่โอกาส พอดีได้โอกาสมีพรรคพวกคนไทย จะไปลงทุนที่ปากีสถาน เขาจึงชวนให้ร่วมคณะไปด้วย ก็เลยได้ร่วมคณะไปร่วมในการลงนาม ทำสัญญาระหว่างบริษัทไทยกับรัฐวิสาหกิจของปากีสถานด้วย ขึ้นเครื่องบินของปากีสถาน จากกรุงเทพฯไปลงที่สนามบินเมืองอิสลามาบัด เมืองอิสลามาบัดเป็นเมืองสร้างใหม่ เพื่อเป็นเมืองหลวงโดยเฉพาะ อยู่ตอน กลางของประเทศ ถนนหนทางตัดใหม่ทั้งเมือง มีการวางผังเมืองอย่างดี แต่ทุกอย่างก็เป็นของใหม่หมด แม้แต่มัสยิดแห่งชาติ เมื่อไปถึงผมก็ซื้อเสื้อผ้าแบบของชาวปากีสถาน ที่มีกางเกงขายาวข้างบนเป็นหูรูด เสื้อเชิ้ตแขนกระบอก เสื้อนอกแบบเสื้อกั๊ก รองเท้าแตะแล้วก็หมวกหนีบคล้ายๆ กับที่ชาวอินโดนีเซียใส่เพื่อ ให้เข้ากับบรรยากาศ เมื่อเข้าไปชมมัสยิดแห่งชาติซึ่งได้ชมอยู่ข้างนอกเป็นมัสยิดที่สร้างอย่างวิจิตร สวยงาม มีประชาชนเข้าคิวรอชมเป็นจำนวนมาก แม้ว่าเราจะไม่ได้เข้าไปข้างใน ก็ได้พบกับผู้สอนศาสนา ท่านก็กรุณาสวดมนต์ขอพรจากพระเจ้าให้มีความสงบสุขให้ ซึ่งทำให้รู้สึกซาบซึ้งในไมตรีจิตของท่านเป็นอย่างยิ่ง วันรุ่งขึ้นได้นั่งรถไปชมเมืองตักกสิลา เมืองที่อยากจะเห็นมานานแล้ว ที่อยากจะเห็นเป็นที่สุดก็เพราะได้ดูหนังอินเดีย ซึ่งเป็นภาพยนตร์ออกโทรทัศน์ทั่วอินเดีย คนอินเดียติดภาพยนตร์ทีวีเรื่องนี้มาก ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายเป็นตอนๆ อยู่เกือบปีถึงจะจบ เพื่อนชาวอินเดียส่งมาให้ดู ชื่อของหนังเรื่องนี้ชื่อ "จันนากียะ" หรือ "Chanakya" เป็นหนังยาว เป็นประวัติของพราหมณ์คนหนึ่งชื่อเดิมคือ "วิษณุคุปต์" เป็นผู้ปั้นเด็กชายคนหนึ่งชื่อ "จันทรคุปต์" ผู้ที่สามารถสถาปนาราชวงศ์เมาริยะ หรือโมริยะ ขึ้นได้ที่เมืองปาตลีบุตร เมืองหลวงของแคว้นมคธ เมื่อราวๆ พ.ศ.230 พระเจ้าจันทรคุปต์ผู้นี้เป็นพระอัยกาของพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้รวบรวมอินเดียเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นองค์อัครอุปถัมภก ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพุทธศาสนา เมืองปาตลีบุตร เมืองหลวงของแคว้นมคธในขณะนั้น ขณะนี้เรียกว่าเมือง "ปัฏนา" อยู่ในแคว้นพิหารของอินเดีย ไม่ได้อยู่ในปากีสถาน พวกเราชาวพุทธรู้จักแคว้นมคธเป็นอย่างดีถ้าเราอ่านพุทธประวัติและประวัติพุทธศาสนา เพราะเป็นบริเวณที่พระพุทธองค์ พระบรมครูของเรา ได้เสด็จประทับเผยแพร่พระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ในสมัยนั้นภาษาบาลี ที่พระบรมศาสดาของเราทรงใช้สั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งปวงก็เป็นภาษาที่ใช้ พูดจากันในแคว้นมคธ บางทีภาษาบาลีที่พวกเราใช้รับศีล สวดมนต์ เราก็เรียกว่า ภาษา "มคธ" จันนากียะ หรือวิษณุคุปต์ หรือฝรั่งรู้จักกันในนามของเกาติลิยา (Gautilya) เป็นบุตรพราหมณ์ที่เมืองปาตลีบุตร แคว้นมคธ แล้วถูกกษัตริย์แห่งแคว้นนั้นกลั่นแกล้งฆ่าตาย เพราะต่อต้านระบบภาษี วิษณุคุปต์หนีไปกับกองเกวียนของพ่อค้าไปสมัครเป็นศิษย์ของสำนักเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่เมืองตักกสิลา เป็นเมืองที่ขึ้นกับแคว้นมคธ วิษณุคุปต์เล่าเรียนเก่งมาก เมื่อจบหลักสูตรสอบไล่ได้ที่หนึ่ง จึงได้รับเลือกให้เป็น "อาจารย์" แห่งตักกสิลาในสมัยเมื่อ 200 กว่าปีหลังพุทธกาล ถือว่าเป็นเกียรติยศอย่างสูง และได้เปิดสำนักของตนเอง วิษณุคุปต์ หรือเกาติลิยาผู้นี้ ได้นำเด็กผู้หนึ่งชื่อจันทรคุปต์จากเมืองปาตลีบุตรมาเลี้ยงกล่อมเกลาเป็นลูกศิษย์ ต่อมาพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย ได้เสด็จกรีธาทัพผ่านเข้ามาทางอัฟกานิสถาน ผ่านช่องแคบ ไคเบอร์ เข้ามายึดเมืองตักกสิลาในปี พ.ศ.217 กษัตริย์ผู้ครองกรุงตักกสิลา ขณะนั้นไม่คิดสู้ เข้าสวามิภักดิ์ต่อกองทัพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ฯแต่โดยดี แต่วิษณุคุปต์กับจันทรคุปต์ได้รวบรวมผู้คนลุกขึ้นต่อต้านกองทัพกรีก พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ฯ ประทับอยู่ในเมืองตักกสิลาได้ไม่กี่สัปดาห์ ก็ยกทัพกลับไปจากแม่น้ำสินธุ กรีกเรียกแม่น้ำสินธุ (ภาษาสันสกฤตอ่านสินธุว่า "สินดุ") ว่า แม่น้ำ "อินดุส" เพราะกรีกออกเสียง "ส" ข้างหน้าคำไม่ได้ คำว่า "อินดุส" หรือ "Indus" ต่อมาก็กร่อนเป็น "อินเดีย" หรือ "India" ที่ฝรั่งเรียกชมพูทวีปมาจนปัจจุบันนี้ เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ยกทัพกลับก็ทิ้งนายทหารของกรีกปกครองเมืองต่างๆ ไว้ วิษณุคุปต์กับจันทรคุปต์ก็วางแผนต่อต้านผู้ปกครองที่เป็นกรีกได้สำเร็จ สามารถยึดเมืองปาตลีบุตรจาก "พระเจ้านันท์" ได้สำเร็จ และใช้เมืองปาตลีบุตรของแคว้นมคธเป็นศูนย์กลางขยายอาณาจักรออกไปจนถึงหลาน คือพระเจ้าอโศกมหาราช วิษณุคุปต์หรือเกาติลิยา (ภาษาสันสกฤต) หรือโกติลิยา (ภาษาบาลี) ผู้เป็น "อาจารย์" ของพระเจ้าจันทรคุปต์แห่งราชวงศ์เมาริยะ (ภาษาสันกฤต) หรือโมริยะ (ภาษาบาลี) เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทางรัฐศาสตร์ ที่กล่าวถึงการได้มาและการรักษาไว้ซึ่งอำนาจ มีชื่อเสียงโด่งดัง เช่นเดียวกับซุน วู ของจีน หรือมาคีอาเวลลี่ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "ผู้ปกครอง" หรือ "The Prince" ของตะวันตก แต่เราคนไทยไม่ค่อยรู้จัก เรารู้จักปรัชญาการเมืองทางตะวันตกกับของจีนมากกว่าของอินเดีย ต่อมาปี พ.ศ.237 เสลูคัส (Seleukos) ได้นำกองทัพกรีกยกทัพเข้ามาตีเมืองตักกสิลาอีก แต่คราวนี้ถูกต่อต้าน จากพระเจ้าจันทรคุปต์ จนต้องเปิดการเจรจาแลกเปลี่ยนดินแดนกัน รวมทั้งต้องถวายช้าง 500 เชือกกับธิดาสาวสวยให้แก่พระเจ้าจันทรคุปต์ด้วย เมืองตักกสิลานั้นพระเจ้าจันทรคุปต์ยกขึ้นเป็นเมืองลูกหลวง ทรงตั้งเจ้าชายพินทุสาร ราชโอรสมาครอง เมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้าจันทรคุปต์แล้ว พระเจ้าพินทุสารก็ขึ้นครองราชย์ที่เมืองปาตลีบุตร และให้เจ้าชายอโศกมาครองเมืองตักกสิลาต่อมา เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา จึงได้สร้างพระสถูปองค์หนึ่งไว้เบื้องบูรพาทิศ ของเมืองตักกสิลา พระราชทานนามว่า พระสถูปธรรมราชิกา และโปรดให้ตั้งศิลาจารึกหลักใหญ่ไว้ข้างพระสถูปนั้น ต่อมาก็เกิดสถูปใหญ่น้อยขึ้นทั่วไปในเมืองตักกสิลา ต่อมากษัตริย์เชื้อสายกรีกอีกองค์หนึ่งซึ่งครองเมืองบักตีรยะหรือบักเตรีย ปัจจุบันอยู่ทางเหนือของอัฟกานิสถาน ทรงพระนามว่าพระเจ้ามิลินท์ ได้เสด็จกรีธาทัพมาตีเมืองตักกสิลา พระเจ้ามิลินท์นี้เองเป็นผู้ที่สนทนา ถาม-ตอบกับพระนาคเสน ราวๆ พ.ศ.500 กรีกเรียกพระเจ้าเมนันเดอร์ (Menander) ภาษาสันสกฤตคือ มิลินทะ หนังสือ "มิลินทปัญหา" อันลือชื่อของไทยเราก็เป็นหนังสือบันทึกคำถามคำตอบระหว่างพระเจ้ามิลินท์กับพระนาคเสนนั่นเอง เมื่อเข้าไปดูเมืองตักกสิลาก็จะเห็นแต่ฐานรากของถนนซึ่งตัดเป็นตาหมากรุก ขนาดไม่กว้างเท่าใดนัก ตามถนนหนทางก็จะเห็นฐานรากของตึกรามบ้านช่อง ซึ่งสร้างเป็นกล่อง 4 เหลี่ยม เหมือนๆ กับบ้านของชาวบ้านในแถบนั้น ซึ่งเป็นบริเวณที่อากาศแห้งแล้ง บ้านจึงเหมือนกล่องไม้ขีด หลังคาก็เป็นพื้นราบ ฝนคงจะน้อย น้ำฝนคงไม่รั่วเหมือนกับบ้านเราหลังคาจึงมีความเอียงและแข็งแรงมั่นคงแน่นหนา บ้านช่องและสำนักการศึกษาสำนักต่างๆ คงเหลือแต่ฐานรากที่กรมโบราณคดีของรัฐบาลปากีสถานขุดค้น โดยเริ่มจากนักโบราณคดีชาวอังกฤษ ชื่อ เซอร์ จอห์น มาร์แชล ซึ่งเริ่มค้นคว้ามากว่า 90 ปีมาแล้ว ระหว่างที่กษัตริย์เชื้อสายกรีกครองเมืองตักกสิลาก็ได้ย้ายเมืองจาก "เนินภีระ" มาอยู่ที่สิรกัปหรือ Sirkap ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่สิรกัป ซึ่งเป็นเมืองใหม่ที่ย้ายมาจาก "เนินพีระ" หรือ "Bhir Mount" นั้น มีพระพุทธรูปรุ่นแรก หรือพุทธรูปศิลปะคันธารราษฎร์ รูปร่างหน้าตาของพระพุทธรูปมีลักษณะเป็นฝรั่งคล้ายๆ กรีก อย่างที่หนังสือประวัติพระพุทธศาสนาว่าไว้ทุกประการ พระเกศาไม่เป็นก้นหอยแต่เกล้าเป็นมุ่นไว้บนพระเศียร ชนชาติกรีกที่เข้ามาปกครองแคว้นตักกสิลาอยู่ประมาณ 100 กว่าปีได้นำเอาของใหม่ๆ เข้ามาเผยแพร่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ เช่น การปั้นรูป การเททองสัมฤทธิ์ การใช้เงินตรา การพิมพ์พระฉายาลักษณ์และพระนามของกษัตริย์ลงในเหรียญกษาปณ์ ทำให้สามารถลำดับวงศ์กษัตริย์ ศักราชได้สะดวก ที่น่าสังเกตก็คือ มีการใช้อักษรกรีกและอักษรพื้นเมืองในการจารึก นักโบราณคดีจึงเชื่อว่ากรีก ไม่ได้ปกครองคนพื้นเมืองแบบทาส กับนาย ภาษาราช การก็มิได้ใช้ภาษากรีกเท่านั้น แต่ก็ใช้ภาษากรีก ควบคู่ไปกับภาษาท้องถิ่น หรือภาษาพื้นเมืองควบคู่กันไป เพราะเท่าที่ค้นพบไม่เคยมีการพบเหรียญกษาปณ์และหลักศิลาจารึกอันใดที่ใช้แต่ภาษากรีกภาษาเดียวเลย มีการใช้ภาษากรีกควบคู่ไปกับภาษาสันสกฤตหรือภาษาท้องถิ่นของตักกสิลาควบคู่กันไปเสมอ ตักกสิลาได้รับการยกย่องเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก กุลบุตรตั้งแต่โอรสกษัตริย์เรื่อยลงไปถึงบุตรข้าราชบริพาร ข้าราชการ พ่อค้าคหบดี จึงได้รับการส่งเสริมให้ไปศึกษาที่ตักกสิลา ชนเผ่าต่างๆ จากตะวันตกเฉียงเหนือ คือ พวกศะกะ หรือ Saka ซึ่งถิ่นเดิมอยู่ที่คาซัคสถาน หรือ Kazakhstan เข้ามาตีเมืองตักกสิลาได้ และคำว่าศักราชที่บอกปีครองราชย์ของพระราชาชาวศะกะ ก็ใช้เป็นการบอกปีทั่วไปในชมพูทวีปอย่างแพร่หลายต่อมาและมาใช้เรียกปีว่าศักราชในประเทศของเราด้วย จากนั้นธนชาติกุศาน ซึ่งเดิมอยู่ภาคตะวันตก บุกเข้ามาทางอัฟกานิสถาน และแผ่อำนาจเข้ามาถึงแม่น้ำสินธุ ราวๆ พ.ศ.600 กษัตริย์กุศานที่สำคัญทรงพระนามว่าพระเจ้ากนิษกะ ก็ขยายอาณาเขตไปทั่วบริเวณนั้น รวมทั้งแคว้นตักกสิลาด้วย พระเจ้ากนิษกะทรงเป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภกองค์สำคัญ จัดให้มีการสังคายนาครั้งที่สี่ขึ้นที่แคว้นแคชเมียร์ หรือกัษมิระ และเริ่มมีพุทธศาสนานิกายมหายานขึ้น แต่พระพุทธรูปยุคนี้ก็ยังเป็นพระพุทธรูปศิลปะคันธารราษฎร์อยู่ ต่อมาราชวงศ์กุศานก็เสื่อมลง จนมาถึง พ.ศ.933 จึงฟื้นขึ้นมาใหม่โดยพระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1 สถาปนาราชวงศ์คุปตะขึ้น ที่เมืองปาตลีบุตรของแคว้นมคธ ทรงอภิเษกกับพระนางกุมาราเทวี พระราชธิดาของกษัตริย์ลิจฉวีแห่งกรุงเวสาลี ซึ่งเราเคยรู้กันว่าเป็นแคว้นที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยในสมัยโบราณ พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1 เป็นพระอัยกาของพระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 2 หรือพระเจ้าศรีวิกรมาฑิตย์ พระราชาแห่งกรุงอุชเชนีที่พวกเราคนไทยรู้จักกันดี สิ่งของต่างๆ เช่น เหรียญกษาปณ์ เครื่องประดับ เครื่องใช้ไม้สอยที่เป็นโลหะ และพระพุทธรูปที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์ และแกะด้วยหินแกรนิต และหินทราย ทั้งที่เป็นศิลปะคันธารราษฎร์ และศิลปะคุปตะ มากมาย ได้เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ที่สำคัญคือ เทือกเขาที่อยู่เบื้องหน้าห่างออกไปจากเมืองตักกสิลานัยว่าห่างออกไปไม่ไกลเท่าไร มัคคุเทศก์เล่าว่า พระพุทธองค์เคยเสด็จมาประทับแรม ซึ่งเป็นประเพณีของตักกสิลาในขณะนั้นว่า หากมีพระราชอาคันตุกะสำคัญเสด็จมาเยี่ยมก็จะประทับอยู่บนเนินภูเขาอันเป็นที่ตั้งของพระราชวัง เสียดายที่หน้ากระดาษมีน้อย มีเรื่องเล่าอีกมาก หน้า 2
|