หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มุมมองนักนิติศาสตร์ การชุมนุมสาธารณะ เป็นความผิดอาญาจริงหรือ?

มติชนรายวัน วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10263

*หมายเหตุ* - เป็นบทความซึ่งเขียนโดย ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทรรศนะเกี่ยวกับการชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ว่าการชุมนุมลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายทำผิดอาญาหรือไม่

"การชุมนุมสาธารณะ" ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นับเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึก เพราะเป็นแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ในกรุงเทพฯ ของทั้งฝ่ายที่เรียกร้องให้ "ท้าก...ษิณ...ออกไป" และฝ่ายที่ขอให้ "ทักษิณ...สู้สู้"

ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของฝ่ายใด หน่วยงานที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักหน่วงและหนักใจ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งต้องมีภารกิจในการควบคุมดูแลการชุมนุมทั้งในที่ตั้งหลายแห่งและทั้งที่ใช้ยุทธการดาวกระจาย ได้มีการขอร้องและตรวจตราเข้มงวดไม่ให้มีการดื่มสุราหรือพกพาอาวุธอันจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงได้ง่าย รวมถึงการช่วยอำนวยความสะดวก เช่น การปิดการจราจรระหว่างการชุมนุม การเปิดทางให้นำรถอีแต๋นเข้ากรุงเทพฯ การดูแลการย้ายที่ชุมนุม หรือการนำขบวนระหว่างการเคลื่อนย้ายไปชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ นอกสถานที่ตั้งปกติของผู้ชุมนุม

ในภาพรวม การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ ผบ.ตร. พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ นั้นนับว่าน่าชื่นใจที่สามารถดูแลการชุมนุมให้ผ่านไปได้อย่างเรียบร้อย ซึ่งแสดงถึงความเป็น "อารยะ" และ "การพัฒนาของประชาธิปไตย" ในประเทศของเราไปอีกขั้นหนึ่งที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก

อย่างไรก็ตาม หลายคนเข้าใจว่าการชุมนุมสาธารณะนั้นเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา โดยให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย แต่บทความนี้ขอนำเสนอความเห็นทางกฎหมายว่าจริงๆ แล้ว "การชุมนุมสาธารณะ" หรือ "public assembly" นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดอาญาหรือไม่ อย่างไร

(โปรดสังเกตว่าผู้เขียนจะไม่เรียกการชุมนุมที่เกิดขึ้นว่าเป็นม็อบ (mob) เพราะคำว่า mob นั้น หมายถึง การชุมนุมที่วุ่นวายไม่เรียบร้อย หรือจลาจล ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของการชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา จึงใช้คำว่า assembly ซึ่งหมายถึง การรวมตัวหรือชุมนุมของกลุ่มคนเพื่อการใดการหนึ่ง)

**เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 44 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ" ซึ่งครอบคลุมถึงการรวมตัวของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ไม่ว่าในที่ส่วนตัว หรือในที่สาธารณะ

การชุมนุมที่จะได้รับการรับรองนั้น ต้องเป็นการชุมนุม "โดยสงบ" และ "ปราศจากอาวุธ" นั่นคือ จะต้องไม่มีการใช้กำลัง หรือใช้ความรุนแรง แม้จะมีกล่าวถ้อยคำที่รุนแรง หยาบคาย โห่ร้อง หรือวิพากษ์อย่างมีอารมณ์ ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ ตราบเท่าที่ไม่มีการใช้กำลัง (แต่ผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ว่าอาจถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทเป็นการเฉพาะตัว)

เหตุผลสำคัญที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มี "เวที" ที่จะแสดงความคิดเห็นของตนนั้น ก็เพราะโดยพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ประชาชนจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจและกำหนดทิศทางในการบริหารประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจจึงเป็นปัจจัยสำคัญ และการตัดสินใจที่ดีนั้นต้องมาจากการพิจารณาข้อมูลที่รอบด้าน (informed decision) จึงต้องมี "พื้นที่" ให้ประชาชนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและรับข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มที่จากทุกฝ่าย เพื่อจะใช้ประกอบการตัดสินใจ และยังเป็นการรองรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล ที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 39

สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ (right to peaceably assemble) และสิทธิในแสดงความเห็น (right of expression/freedom of speech) นี้ ได้รับการรับรองทั้งในระดับระหว่างประเทศ เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและในหลายประเทศทั่วโลก เช่นเดียวกับที่มาตรา 39 และ 44 ของรัฐธรรมนูญรับรอง

สำหรับการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ในสถานการณ์ปกติจะทำได้แต่โดย "อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ" เท่านั้น ทั้งยังได้กำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยว่าจะต้องเป็นไป "เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ" เท่านั้น และจะจำกัดเสรีภาพได้ "เท่าที่จำเป็น" โดยไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งเสรีภาพ (มาตรา 29) ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ายังไม่มีกฎหมายที่บัญญัติไว้ เพื่อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะแต่อย่างใด

ดังนั้น การชุมนุมสาธารณะเพื่ออภิปรายแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นไปอย่างสงบไม่มีความรุนแรง ย่อมจะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

 

**การชุมนุมสาธารณะจะเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาฐานใดหรือไม่

1.ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 116 ต้องมีองค์ประกอบ คือ เป็นการทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ และ "...มิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต" หรืออีกนัยหนึ่งว่า หากเป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเป็นการกระทำเพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้

ในการพิจารณาจะต้องนำหลักการ เจตนารมณ์ และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มาเป็นหลักในการพิจารณา จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ หรือแนวคำพิพากษาฎีกาในอดีตซึ่งอ้างอิงความมุ่งหมายรัฐธรรมนูญ ที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น มาเป็นบรรทัดฐานมิได้ เพราะ "ความมุ่งหมาย" ของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับย่อมแตกต่างกันไป ตามแต่บริบทและเงื่อนไขทางสังคมที่เป็นอยู่ในระยะเวลานั้นๆ

กฎหมายได้กำหนดต่อไปว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดนั้น ผู้กระทำจะต้องมี "เจตนาพิเศษ" หรือมูลเหตุจูงใจ (1) เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือรัฐบาลโดยใช้กำลัง หรือ (2) เพื่อทำให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่อง ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้น หรือ (3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

การพิจารณาถึง "มูลเหตุจูงใจ" ที่แท้จริง จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงอย่างเป็นองค์รวมว่า การกระทำทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น สะท้อนถึงเจตนาพิเศษอันใดของผู้กระทำ มิใช่จะหยิบยกเอาการกระทำในจุดใดจุดหนึ่ง หรือคำพูดใดคำพูดหนึ่ง มาตีความอธิบายมูลเหตุจูงใจเพียงเพื่อให้เข้าองค์ประกอบความผิด

สำหรับการชุมนุมสาธารณะที่ผ่านมา ฝ่ายคาราวานคนจนชุมนุมเพื่อสนับสนุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ส่วนฝ่ายพันธมิตรก็ชุมนุมเพื่อขับไล่ให้ท่านออกจากตำแหน่ง โดยอ้างเหตุว่าการบริหารราชการแผ่นดินไม่ชอบธรรม และขาดจริยธรรม ซึ่งชัดแจ้งว่าเป็นการแสดงออกด้านความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน อันสืบเนื่องมาจากความไม่ชอบธรรม ในนโยบาย และการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล มิใช่เป็นการชุมนุมเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว สำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แม้ผู้ปราศรัยอาจมีวาระซ่อนเร้น แต่หาก "สาระ" ของการชุมนุมยังคงเป็นไปเพื่ออภิปรายวิพากษ์นโยบายของรัฐ ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวาย

ดังนั้น หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า "เนื้อหาสาระ" ของการชุมนุมมิได้เป็นการเรียกร้องหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว การชุมนุมสาธารณะในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ย่อมไม่เข้าข่ายเป็นผิดตามมาตรา 116

2.ความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 215 กำหนดโทษสำหรับผู้ที่ "มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง"

แต่เดิมความผิดนี้เรียกว่าความผิดฐานก่อจลาจล ซึ่งคำว่า "มั่วสุม" สื่อให้เห็นถึงความหมายในทางลบอยู่แล้ว คือแปลว่า "เป็นการชุมนุมการในทางไม่ดี เช่น มั่วสุมเล่นการพนัน" เจตนารมณ์ของมาตรานี้จึงต้องการจะเอาผิดกับการชุมนุมที่ผู้ชุมนุมมี "เจตนา" ก่อให้เกิดความวุ่นวาย หรือการจลาจลโดยใช้กำลัง หรือปั่นป่วนจนถึงขนาดที่จะทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น

แต่การชุมนุมสาธารณะที่ผ่านมา ไม่มีลักษณะของการก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือไม่สงบ ตรงกันข้าม แม้จะมีคนเข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นไปอย่างสงบ มีการปฏิบัติตามคำแนะนำ และคำร้องขอของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่มีการใช้อาวุธ ไม่มีการดื่มสุรา

แม้การชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากจะส่งผลกระทบทำให้ไม่สะดวกในการสัญจร ในการใช้พื้นที่สาธารณะ หรือเกิดความยุ่งยากในการจัดการจราจรไปบ้าง แต่ความไม่สะดวกหรือความยุ่งยากเหล่านั้นก็ไม่ใช่ "เจตนา" ของการชุมนุม เพราะเจตนาที่แท้จริงก็คือการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และเสรีภาพในการชุมนุม ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้นั่นเอง

ดังนั้น หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ชุมนุมมี "เจตนาที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย" แทนที่จะมี "เจตนาในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง" แล้ว การชุมนุมย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้

3.ความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 310 และมาตรา 311 ความแตกต่างระหว่างสองมาตรานี้อยู่ที่ ผู้กระทำผิดตามมาตรา 310 จะต้องมี "เจตนา" ในการหน่วงเหนี่ยว (ทำให้บุคคลไม่สามารถออกจากสถานที่นั้นๆ ได้ตามชอบใจ) หรือกักขัง (นำตัวเข้าไปไว้ในสถานที่ใด และไม่ยอมให้ออกมา) หรือทำให้บุคคลปราศจากเสรีภาพในร่างกาย (ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกาย ได้ตามชอบ) ส่วนมาตรา 311 ไม่จำเป็นว่าผู้กระทำจะต้องมีเจตนา เพียงแค่มีการกระทำอย่างใด ซึ่งส่งผลให้เกิดการหน่วงเหนี่ยวหรือทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายก็เป็นความผิดแล้ว แต่ที่สำคัญคือต้องเป็นการกระทำโดยผู้กระทำไม่มีอำนาจ

ดังนั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าการชุมนุมสาธารณะใดก็ตามที่มีลักษณะเป็นการปิดล้อมทำให้บุคคลถูกหน่วงเหนี่ยว หรือปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ก็อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามสองมาตรานี้ได้

4.ความผิดลหุโทษตาม ป.อาญา มาตรา 385 ฐานกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัย หรือความสะดวกในการจราจร โดยไม่ได้รับอนุญาตอันชอบด้วยกฎหมายและไม่จำเป็น พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 108 ฐานเดินแถว เดินเป็นขบวนแห่ หรือเดินเป็นขบวนใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรโดยไม่ได้รับอนุญาต และมาตรา 109 ฐานกีดขวางทางเดินเท้า ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

ความผิดตามสามมาตรานี้ เป็นความผิดที่เรียกว่า mala prohibita หรือการกระทำผิดที่ไม่ใช่ความผิดในตัวเอง (mala in se) เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น แต่เป็นความผิดที่เกิดจากการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งโดยหลักแล้วสามารถเอาผิดโดยไม่ต้องพิจารณาเลยว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือไม่ ทั้งนี้ เพราะมีเจตนารมณ์เพียงเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการสัญจรและการจราจร

หากจะดูกันตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างเถรตรง คงตอบได้ทันทีว่า การชุมนุมสาธารณะรวมถึงการเคลื่อนขบวนนั้น ฝ่าฝืนบทบัญญัติและเป็นความผิดอย่างแน่นอน

แต่ถ้าพิจารณากันให้ลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่า เป็นการไม่ถูกต้องอย่างยิ่งที่จะนำบทบัญญัติที่เป็นเพียงความผิดเล็กน้อย มาทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และในการชุมนุมโดยสงบที่กฎหมายสูงสุดของประเทศรับรองต้องถูกลิดรอน

โดยสรุปจะเห็นว่า การชุมนุมสาธารณะโดยสงบเพื่อแสดงความคิดเห็นนั้นได้รับการรับรองภายใต้รัฐธรรมนูญ และแม้การชุมนุมอาจส่งผลให้เกิดความไม่สะดวก ยุ่งยาก หรือกระทบต่อความพึงใจของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับอย่างเป็นธรรมว่า "เนื้อหาสาระ" ของการชุมนุม มีขึ้นเพื่อเรียกร้อง ผลักดัน และสนับสนุนให้เกิดนโยบายหรือการบริหารราชการไปในทิศทางที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ อุดมคติของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตยที่หวังจะให้ความแตกต่างทางความคิด นำพาไปสู่ข้อสรุปที่ดีที่สุด ในการบริหารราชการบ้านเมือง

**ต้องดำเนินคดีอาญากับผู้ชุมนุมหรือไม่?

หากการชุมนุมสาธารณะนั้นกระทำจนเกินขอบเขตและเข้าข่ายการกระทำความผิดอาญา เช่น การกระทำที่มีผลให้เกิดการหน่วงเหนี่ยว หรือทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นต้น ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาดำเนินคดีเป็นรายๆ ไป แต่ไม่อาจสรุปว่าการชุมนุมทั้งหมดเป็นความผิดอาญา

สำหรับการชุมนุมที่ผ่านมา สตช.วางบทบาทของตนเองได้อย่างเหมาะสม ไม่ได้นำข้อหาเล็กๆ น้อยๆ มาดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ไม่ใช้กำลังในการสลายการชุมนุมที่เป็นไปโดยสงบ และได้ให้การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยให้กับการชุมนุม ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งนับว่าเป็นการช่วย "รักษาประชาธิปไตย" อีกทางหนึ่ง

หลายคนกังวลว่า หากปล่อยให้มีการชุมนุมโดยไม่มีการดำเนินคดี ต่อไปใครไม่พอใจอะไรก็จะออกมาประท้วง มาปิดถนนกันได้ตามชอบใจ แล้วบ้านเมืองจะไม่วุ่นวายหรือ คำตอบก็คือ คงต้องยอมรับกันว่านี่คือวิถีทางแห่งประชาธิปไตย ที่รัฐธรรมนูญรับรอง เพราะสิ่งที่ผลักดันให้เกิดการชุมนุมก็เนื่องจากไม่มี "พื้นที่" ที่เปิดโอกาสให้เขาเหล่านี้ ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น การชุมนุมประท้วงในลักษณะเช่นนี้ จึงมีให้เห็นได้เป็นธรรมดาในต่างประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมก็ต่อเมื่อเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า "จลาจล"

หากเกรงว่าการปล่อยให้มีการชุมนุมได้โดยเสรีอย่างไม่มีข้อจำกัด ซึ่งทำให้รบกวนความสะดวกของประชาชน ในการใช้ที่สาธารณะแล้ว ก็อาจพิจารณาออกกฎหมาย ที่จะกำหนดเงื่อนไขสำคัญการชุมนุมสาธารณะ เช่น ในเรื่องของสถานที่ เวลา หรือเงื่อนไขอื่นๆ อาทิ ให้มีการแจ้ง (inform) หรือขอใบอนุญาต (permit) ก่อนการชุมนุมหรือการเคลื่อนขบวน แต่เงื่อนไขหรือข้อกำหนดเหล่านั้นต้องไม่ยุ่งยากจนถึงขนาดที่ส่งผลให้การชุมนุมนั้นเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ยากจนเกินไป

ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะเป็นการเฉพาะ การที่จะนำความผิดเล็กน้อย มาใช้ในการจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยสุจริต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ก็ไม่น่าจะถูกต้องตามหลักการของรัฐธรรมนูญภายใต้บริบทของสังคมในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี เวลานี้ สตช.ได้รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญา ในกรณีสืบเนื่องจากการชุมนุมสาธารณะ เป็นหลายสิบคดี จึงต้องเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่จะต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จตามขั้นตอนของกฎหมาย

แต่พนักงานสอบสวนก็ต้องตระหนักในการที่จะต้องเปลี่ยนจากแนวความคิด (mentality) แบบเดิมๆ ของพนักงานสอบสวนที่จะรวบรวมหลักฐานเฉพาะเพื่อพิสูจน์ความผิดหรือเพื่อสั่งฟ้องผู้ต้องหาแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อดำเนินการสอบสวนภายใต้หลักการใหม่ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แก้ไขเมื่อปี 2547 มาตรา 131 ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาด้วย กล่าวคือ ต้องรวบรวมหลักฐานทั้งสองฝ่าย คือ เพื่อพิสูจน์ความผิดและเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา

ในกรณีนี้ หากพนักงานสอบสวนพิจารณาด้วยความเป็นธรรมแล้วจะเห็นว่า การชุมนุมสาธารณะที่ผ่านมา เป็นการชุมนุมตามความมุ่งหมายแห่ง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันทำให้การกระทำของผู้ชุมนุมไม่เป็นความผิดอาญา ก็อยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะทำความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องเสนอต่อพนักงานอัยการได้ แต่ถ้าพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง ก็คงต้องดูกันต่อไปว่าศาลจะมีความเห็นและพิพากษาในกรณีนี้อย่างไร

 

**"เช็คบิล"ย้อนหลังดีหรือไม่?

หากจะมีการ "เช็คบิลย้อนหลัง" ด้วยข้อหาว่าการชุมนุมสาธารณะเป็นความผิดอาญานั้น มีประเด็นที่ สตช.พึงระวังและพิจารณาอยู่สามประการ

ประการแรก ถ้า สตช.จะดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมสาธารณะ ที่ส่งผลให้เกิดการปิดการจราจร ปิดถนน สตช.จะต้องย้อนหลังไป "เช็คบิล" กับการชุมนุม "ทุกครั้ง" ที่ทำให้การจราจรหรือการสัญจรติดขัด มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า สตช. "เลือกปฏิบัติ" ในการบังคับใช้กฎหมาย

ประการที่สอง หาก สตช.ยืนยันว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ หน้าทำเนียบ หน้าสยามพารากอน หน้าเนชั่น หน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ หรือ ฯลฯ เป็นการกระทำผิดอาญา แต่ทั้งๆ ที่ สตช.รู้อยู่แล้วว่าจะมีการกระทำความผิด แต่กลับปล่อยให้มีการกระทำ ทั้งยังไม่ได้ดำเนินการอย่างใดในทันทีที่มีความผิดซึ่งหน้าจะเกิดขึ้น แต่กลับจะมา "เช็คบิล" นั้น ไม่น่าจะเหมาะสม เพราะมีลักษณะของการลวงให้ประชาชนทำผิดเพื่อเก็บหลักฐานไว้ดำเนินคดีภายหลัง และยังอาจเข้าข่าย "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" ได้

และประการสำคัญ พึงระวังว่าการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจของ สตช.ไปช่วยปิดถนน ตั้งแผงกั้น มีรถนำขบวนของการชุมนุมนั้น มีลักษณะเป็น "การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำ" ซึ่ง สตช.อาจโดนข้อหาเป็น "ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด" เพิ่มอีกกระทงหนึ่ง

หน้า 2