หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การคลังสีเทา

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย นวพร เรืองสกุล มติชนรายวัน วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10259

การวัดขนาดของภาครัฐทำได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำตัวเลขไปใช้ เช่น

วัดจากตัวเลขงบประมาณรายได้และรายจ่ายประจำปี เพื่อดูอำนาจการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลโดยตรง

วัดรวมกิจกรรมของรัฐวิสาหกิจและกิจการต่างๆ ที่รัฐเป็นเจ้าของ เพื่อดูบทบาทของรัฐในภาคเศรษฐกิจ

วัดรวมกับกิจกรรมขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ ด้วย เพื่อดูภาครัฐในความหมายที่กว้าง (คือภาคไม่ใช่เอกชน)

วัดตัวเลขการขาดดุลของรัฐบาล เพื่อดูผลกระทบของการแย่งเงินทุนในท้องตลาดให้ไหลมาหารัฐบาล ฯลฯ

ในระยะไม่กี่ปีมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการคลังบางประการที่ควรใส่ใจดูให้มากขึ้น แต่มีการพูดถึงกันค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างเฉพาะทางด้านการเงินที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน เช่น

1. รัฐบาลได้นำนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ มาใช้เพิ่มมากขึ้น

ในภาคเอกชน เมื่อวานิชธนากรคิด "ผลิตภัณฑ์" ทางการเงินแบบใหม่ๆ ขึ้นมา นักบัญชีจะคอยติดตามและกำหนดวิธีลงบัญชี ให้ทันกับพัฒนาการ ฉันใด นักวิชาการทางการคลังก็ต้องคอยติดตามการลงบัญชีการเงินภาครัฐให้ทัน ฉันนั้น

2. รัฐบาลเพิ่มบทบาทแต่ซ่อนตัวเลขการเงินเอาไว้ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น

- เพิ่มตัวเลขภาระผูกพันในภายหน้าขึ้นมาแทน

- ให้คำรับรองอย่างไม่เป็นทางการ

- ใช้นโยบายสั่งการให้กิจการในเครือ (ที่ตัวเลขไม่ปรากฏในการคำนวณตัวเลข) เป็นผู้ดำเนินการแทน

- สัญญาไว้หลายอย่าง ที่ผูกพันงบประมาณรายจ่าย

- ติดหนี้

- ฯลฯ

ตัวเลขทางการเงินหมวดภาระผูกพันในภายหน้า (Contingent Liabilities) เป็นรายการตัวเลขที่นักบัญชี ผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้มักจะเป็นห่วงเพราะจะสร้างปัญหาให้กับสุขภาพทางการเงินของบริษัทในอนาคต แต่นักบริหารมักจะไม่อยากพูดถึง เพราะเห็นเป็นช่องโหว่ให้ทำงานได้มากกว่าที่ปรากฏในงบการเงิน

ในบริษัทจำกัด บริษัทแม่มักจะกู้เงินจากตลาดการเงินแทนบริษัทลูก เพราะว่าบริษัทแม่ชื่อเสียงดีกว่า กู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า ทำให้บริษัทลูกได้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงกว่าที่จะไปกู้เอง ในภาครัฐ รัฐบาลก็เคยทำเช่นนั้นเหมือนกัน คือกู้เงินแทนรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ชื่อเสียงและผลประกอบการไม่แข็งพอที่จะกู้เงินได้ด้วยตนเอง แต่เมื่อทำเช่นนั้น ตัวเลขเงินกู้จะโผล่ขึ้นมาในงบการเงินของบริษัทแม่ ซึ่งอาจจะทำให้เรโชทางการเงินต่างๆ ดูไม่สวยเท่าที่ควร

บางทีบริษัทจำกัดก็เลยใช้วิธีให้บริษัทลูกกู้เงินเอง แต่บริษัทแม่ค้ำประกันให้ แบบนี้ตัวเลขไม่โผล่ในงบดุลโดยตรง เพราะไม่ใช่หนี้ของบริษัทแม่ แต่บริษัทแม่มีภาระผูกพัน คือถ้าบริษัทลูกไม่สามารถจ่ายเงินได้ บริษัทแม่ก็ต้องจ่ายแทนให้ ส่วนจะไปเรียกร้องระหว่างกันเองอย่างไรในภายหลังเป็นเรื่องระหว่างแม่กับลูก

ธนาคารพาณิชย์บางธนาคารใช้วิธีนี้เวลาที่ให้กู้เงินกับลูกค้าบางรายเต็มวงเงินแล้ว หรือตัวเองไม่มีวงเงินเหลือที่จะให้กู้ เพราะติดสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ หรือด้วยเหตุผลอื่นใด ก็หาทางออกด้วยการรับจ้างให้ชื่อไปใช้ ด้วยการรับอาวัล หรือออกหนังสือค้ำประกัน ฯลฯ ให้กับลูกหนี้ ซึ่งถ้าลูกหนี้ไม่มีเงินชำระ ธนาคารก็ต้องชำระแทนแล้วไปไล่เบี้ยเอากับลูกหนี้อีกทอดหนึ่ง

เมื่อทำมากๆ เข้าธนาคารกลางก็เข้าไปกำหนดสัดส่วน เท่ากับบอกว่าอย่าทำให้มากนัก เพราะนี้ก็ความเสี่ยงเหมือนกัน เพียงแต่ว่ายังไม่ตรงตัวอย่างจะแจ้งเท่านั้นเอง

การให้ชื่อไปใช้แบบนี้รัฐบาลก็ทำเหมือนกัน คือบางครั้งให้รัฐวิสาหกิจออกไปกู้เงินในตลาดเอง แต่รัฐบาลค้ำประกันให้ นี่เป็นอีกตัวเลขหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้พูดถึงกัน เมื่อพูดถึงหนี้ภาครัฐ และถ้ารัฐสภาไม่กำหนด ก็จะไม่มีใครเป็นผู้กำหนด เพื่อจำกัดภาระของรัฐให้อยู่ในขอบเขตที่ควร

เว้นแต่นักวิเคราะห์ที่ถี่ถ้วน ก็จะหาตัวเลขมาประกอบการวิเคราะห์ฐานะการคลังให้ใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นจริงยิ่งขึ้น

บริษัทที่มีชื่อเสียงดีๆ และรัฐบาลทำบางอย่างได้มากกว่านี้อีก เช่นธนาคารพาณิชย์เคยออก Letter of Comfort ให้กับเจ้าหนี้ ซึ่งจดหมายแบบนี้อาจจะสร้างความสบายใจให้กับผู้ให้กู้เงิน แต่ไม่ได้มีผลทางกฎหมายแต่ประการใด บางครั้งบริษัทในเครือก็ได้เงินกู้เพราะผู้ให้กู้เชื่อว่า ในที่สุดบริษัทแม่ต้องดูแลเพื่อรักษาชื่อเสียง

รัฐบาลหรือกิจการในภาครัฐบางแห่งก็นำชื่อเสียงของรัฐไปเป็นเครดิตเพื่อหาเงินกู้เหมือนกัน คือ บางครั้งรัฐบาลแค่บอกว่ารับรองว่าจะดูแล หรือบางครั้งผู้ลงทุนก็คิดเอาเองว่ารัฐบาลคงจะดูแล เพราะก็เป็นกิจการในภาครัฐ เป็นต้น

ยกตัวอย่างในภาครัฐสัก 2 - 3 ตัวอย่าง ที่กิจการขาดทุนเพราะนโยบาย และต้องกู้เงินมาใช้โดยที่เงินนั้น ไม่ได้ผ่านกระบวนการทางงบประมาณ

องค์การขนส่งมวลชนฯกู้เพื่อให้มีเงินหมุนเวียน ในขณะที่การดำเนินงานขาดทุนมาโดยตลอด (ด้วยเหตุผลที่จะไม่กล่าวถึงในครั้งนี้) องค์การอื่นๆ ในภาครัฐซึ่งมีผลการดำเนินงานขาดทุนก็ทำเช่นเดียวกัน

คนให้กู้ไม่ได้ดูกระแสเงินสดขององค์การที่ขอกู้ เพราะถ้าดูก็ให้กู้ไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะไม่มีทางชำระคืนเงินกู้ได้ด้วยเงินจากการดำเนินงาน แต่ที่ให้กู้ก็เพราะคาดว่า หรือเชื่อว่า ในที่สุดรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วยการให้เงินมาชดเชย เพราะเป็นกิจการที่รัฐเป็นเจ้าของ

เงินกู้นอกงบประมาณอีกก้อนหนึ่ง ทำให้รัฐบาลสามารถตั้งราคาขายน้ำมันดีเซลในราคาถูกกว่าต้นทุนได้ ผู้ใช้น้ำมันอาจจะชื่นชมว่ารัฐบาลใจดี ที่ทำให้ได้ใช้น้ำมันในราคาถูกกว่าที่เป็นจริง แต่การขายน้ำมันถูกกว่าต้นทุนเกิดขึ้นได้ก็เพราะรัฐบาล (ผ่านองค์กรอีกแห่งหนึ่ง) กู้เงินมาโปะส่วนต่างนั้น ตอนแรกก็อาจจะใช้วงเงินที่ธนาคารพาณิชย์ แต่เมื่ออุดหนุนราคาน้ำมันนานเข้า ก็ต้องหาแหล่งเงินกู้ระยะยาว เพื่ออุดรูโหว่ที่รายได้ค่าน้ำมันดีเซล ต่ำกว่ารายจ่ายค่าน้ำมันดิบ

วันหนึ่งข้างหน้าต้องมีเงินมาใช้คืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย เงินนั้นอาจจะมาจากการเก็บภาษีน้ำมันในอนาคต หรือจากแหล่งอื่น แม้ว่าการกู้แบบนี้ในตอนแรกจะไม่ใช่เงินกู้ของรัฐโดยตรง แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงที่สุดแล้ว ก็คือเงินที่เกิดจากการใช้อำนาจรัฐในการจัดเก็บภาษีอากร หรือนโยบายอื่นๆ ของภาครัฐเพื่อให้มีรายได้มาใช้คืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยของเงินกู้

เงินกู้โดยกิจการที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษเพื่อกู้เงินแล้วนำเงินนั้นไปสร้างอาคารสำนักงานให้ส่วนราชการเช่า โดยส่วนราชการตั้งงบประมาณรายจ่ายแต่ละปีเพื่อเป็นค่าเช่า วิธีการนี้ทำให้การกู้เงินไม่อยู่ในงบประมาณประจำปี และรัฐบาลไม่ต้องตั้งงบลงทุนสร้างอาคารในงบประมาณรายจ่ายในระยะที่เริ่มก่อสร้าง แต่ยกยอดไปตั้งเอาในปีที่มีสัญญาว่าจะรับซื้อคืนอาคารต่างๆ เหล่านี้กลับมาเป็นของรัฐ

เท่ากับเตะงบลงทุนจากปีที่เริ่มสร้าง ไปยังอนาคตในปีที่จะซื้อคืน

ภาครัฐในเวลานี้ยังทำมากกว่านั้นอีก ซึ่งในความเห็นของผู้เขียนน่าจะนับเป็น Contingent Liabilities ภาครัฐด้วย (แต่จะให้น้ำหนักเท่าใดเวลานำไปคิด % หาขนาดเงินกู้และความเสี่ยงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) และเป็นการเพิ่มขนาดของภาครัฐอย่างแน่นอน เช่น

การมอบนโยบายให้ธนาคารของรัฐให้กู้ตามนโยบาย ซึ่งมีคำถามว่าถ้าเกิดความเสียหายจนต้องเพิ่มทุนหรือหาเงินชดเชย รัฐจะทำเช่นไร

ที่ผ่านมารัฐบาลเคยใช้วิธีโอนหนี้ออกไป (ตัวอย่างกรณีธนาคารกรุงไทย ซึ่งมีการโอนหนี้ออกไปนอกธนาคารอีกรอบหนึ่ง ซึ่งพ้นระยะวิกฤตปี 2540 มาหลายปีแล้ว) ซึ่งจะไปเป็นกำไรหรือขาดทุนในอีกองค์กรหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นเช่นกัน (ในภาษาของเอกชนก็ต้องบอกว่า เป็นการโอนธุรกรรมจากกิจการในเครือแห่งหนึ่ง) ไปไว้ที่กิจการในเครืออีกแห่งหนึ่ง เพื่อตกแต่งตัวเลขในกิจการแรก)

กรณีให้ธนาคารออมสินให้กู้ตามนโยบาย (ไม่ว่าจะเป็นให้ผู้กับประชาชนรายย่อยหรือให้กู้กับโครงการยักษ์ใหญ่) จากเดิมที่ธนาคารนี้ทำหน้าที่เป็นแขนเป็นขาในการระดมเงินฝากมาให้รัฐบาลกู้โดยตรง ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาล ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับธนาคารออมสิน เป็นส่วนหนึ่งของภาระของภาครัฐโดยตรง เพราะธนาคารนี้มีกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลเป็นประกันอย่างไม่มีเงื่อนไข และในขณะเดียวกันธนาคารออมสินก็อยู่นอกกรอบการควบคุมในเรื่องสัดส่วนต่างๆ ที่บังคับใช้กับธนาคารพาณิชย์

เมื่อธนาคารเริ่มทำกิจการที่มีความเสี่ยง ก็น่าที่นักวิเคราะห์ด้านการคลังจะต้องนำความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น มารวมคำนวณภาระผูกพันของรัฐบาลด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งด้วย

ในขณะเดียวกันภาระของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นมาก จากโครงการที่ริเริ่มขึ้นใหม่ในเวลาที่เงินล้นคลัง ซึ่งมีนัยแห่งการผูกพันว่า จะคงโครงการไปในอนาคต เช่น โครงการ 30 บาท โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการกองทุนเงินยืมเรียน และการจัดเงินให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็น % ของงบประมาณ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีเงินที่พึงจ่าย แต่ยังไม่ได้จ่ายอีกจำนวนหนึ่ง เช่น สมัยก่อนติดหนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นต้น ตัวอย่างในสมัยนี้เช่น โครงการ 30 บาท ติดหนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศทำให้โรงพยาบาลต่างๆ ต้องดึงเงินบริจาคหรือเงินที่สะสมไว้เพื่อใช้ในเรื่องอื่นๆ มาจ่ายไปก่อน

การที่โรงพยาบาลขาดทุนเพราะรัฐติดหนี้ หรือไม่จ่าย หรือจ่ายต่ำกว่าราคาต้นทุน เป็นส่วนหนึ่งของการเบียดบังบังคับเอาเงินของผู้อื่น มาอุดหนุนนโยบายของรัฐ ในขณะที่เงินงบประมาณไม่พอจะทำตามที่พูดไว้กับประชาชน

นี่เป็นเพียงบางส่วนของการใช้วิธีพลิกแพลงทางการคลังเพื่อให้ตัวเลขงบประมาณดูดีในสายตานักวิเคราะห์ ซึ่งยังมีวิธีอื่นอีกมากมาย เป็นเรื่องที่ผู้เฝ้าติดตามสถานการณ์ควรติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ก็คงจะพอชี้ให้เห็นแล้วว่า ตัวเลขที่เคยวัดว่าอะไรเป็นหนี้ภาครัฐ หรือภาระภาครัฐ ตามคำจำกัดความเดิม ต้องมีการคิดใหม่ที่ทำใหม่เสียแล้ว ซึ่งจะมีผลต่อการวัดขนาดของภาครัฐบาลด้วย เช่นที่เคยวัดว่า รายจ่ายเป็นกี่ % ของ จีดีพี หรือยอดหนี้ไม่ควรเกินกี่ % ของ จีดีพี ด้วย

นักวิชาการที่สนใจด้านการคลังต้องค่อยๆ คิดว่ารายการใดควรนำมารวมคำนวณขนาดของภาครัฐบ้าง และส่วนไหนควรนำมานับรวมเป็นภาระหนี้ภาครัฐ

แต่ถึงแม้จะให้ตัวเลขเป็นบาทเป็นสตางค์ หรือเป็น % ที่ชัดๆ ไม่ได้ว่า ขนาดของภาครัฐตอนนี้ใหญ่แค่ไหน ก็เชื่อว่าเวลานี้ภาครัฐใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก

นอกจากใหญ่ขึ้นแล้ว ยังกำลังอยู่ในภาวะใช้เงินเกินตัวกับคำสัญญาต่างๆ ถ้าธุรกิจชลอตัวลง เงินภาษีจะไม่ได้ตามคาด และถ้าดอกเบี้ยสูงขึ้นมาก ภาระดอกเบี้ยจะสูงขึ้นตาม ถ้าเงินขาดมือชั่วคราวก็ต้องขอผัดชำระหนี้ ซึ่งก็ทำไปแล้ว (ถ้าเป็นเอกชนทำ ธนาคารชาติจะจัดเป็นหนี้มีปัญหา) และในที่สุดก็คือการกู้เงินเพื่อมาใช้คืนเงินกู้บวกดอกเบี้ย

ขอรัฐมนตรีคลังปีนี้และปีต่อๆ ไป โปรดรับความเห็นใจไปล่วงหน้าเลย

หน้า 6


รัฐชอร์ตเงินรับเหมา-ขรก.เคว้ง ค่าเช่าบ้านแค่ 3 พันไม่มีจ่าย

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3782 (2982)

รัฐบาลถังแตกขยายวง ข้าราชการ-ธุรกิจครวญเบิกเงินไม่ได้ อธิบดีกรมบัญชีกลางยอมรับคลังหมุนเงินไม่ทัน ยอดวางฎีกาตรึม เผยล่าสุดนอกจากกลุ่มครู ทหารบางส่วนแล้ว พนักงานราชการของกรมอุทยาน กระทรวงทรัพยากรฯ กว่า 4 พันเคว้งยังไม่ได้รับเงินเดือนงวดมีนาคม ส่วนครูที่โคราชแห้วเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้าน เบี้ยเลี้ยงไม่ได้ ด้านผู้รับเหมายันเบิกเงินเริ่มช้าจาก 3 วัน เป็น 20 วัน ส่วนทหารทางใต้แจงมีปัญหาเรื่องเบิกค่าน้ำมันทั้งช้าและได้งบฯน้อยลง

จากที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลถังแตก เพราะเงินสดหมุนเวียนขาดมือทำให้การเบิกจ่ายเงินงบประมาณของหน่วยงานราชการต่างๆ ล่าช้าออกไป เช่นเดียวกับภาคเอกชนที่ประมูลและทำงานกับภาครัฐก็มีปัญหาว่าวางฎีกาแล้วยังเบิกเงินไม่ได้ รวมถึงโครงการใหม่ๆ ที่รอเซ็นสัญญากับหน่วยงานของรัฐบางแห่งก็ต้องเลื่อนออกไป แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลโดยนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะออกมายืนยันว่าไม่มีปัญหา รัฐบาลยังมีเงินใช้จ่ายอย่างเพียงพอ เพียงแต่รัฐบาลอยู่ระหว่างการบริหารสภาพคล่องและบริหารจัดการงบประมาณการใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ

ต่อเรื่องดังกล่าว นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา อธิบดีกรมบัญชีกลางเปิดเผยว่า หลังจากที่มีการปรับปรุงระบบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณมาเป็นระบบจีเอฟเอ็มไอเอฟ ทำให้ประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายทำได้อย่างรวดเร็ว แต่ในช่วงนี้เนื่องจากรายได้ของรัฐบาลไม่เข้ามาอย่างเต็มที่ ทำให้กรมบัญชีกลางต้องบริหารเงินสด โดยการบริหารการเบิกจ่ายงบฯให้สอดคล้องกับรายได้ที่เข้ามา ทั้งนี้ยอมรับว่ามีส่วนราชการวางฎีกาขอเบิกเงินเข้ามามาก ทางกรมพยายามจัดสรรเงินโดยใช้หลักใครมาก่อนได้ก่อน หากล่าช้าไม่เกิน 3-7 วัน

รัฐกู้ตรงเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานะหนี้สาธารณะว่า จากรายงานข่าวของกระทรวงการคลังเมื่อ 31 มีนาคม 2549 ถึงสถานะหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2549 มีจำนวน 3,243,403 ล้านบาท หรือ 41.70% ของจีดีพี เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้ตรง 1,883,445 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 1,007,419 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 352,539 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่น่าสังเกตคือ มกราคม 2549 หนี้สาธารณะโดยรวมลดลง 52,635 ล้านบาท เป็นการลดลงในส่วนของหนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 29,542 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯลดลง 49,216 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงกลับเพิ่มขึ้น 26,123 ล้านบาท ทำให้ตัวเลขหนี้ที่รัฐบาลกู้ตรงเพิ่มขึ้นจาก 1,857,322.44 ล้านบาท ในเดือนธันวาคม 2548 เป็น 1,883,445.26 ล้านบาท ในเดือนมกราคม 2549 ทั้งนี้หากลงรายละเอียดเฉพาะหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 1,883,445.26 ล้านบาท จะพบว่าไส้ในเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 31,000 ล้านบาท และเป็นการกู้เพื่อชดเชยความเสียหายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 10,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ในส่วนของประมาณการการชำระหนี้ใน 3 ปีงบประมาณ (2550-2552) พบว่าภาระการชำระหนี้ กับวงเงินงบประมาณรายปีตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไว้ว่า งบฯชำระหนี้เงินต้น และดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 15% ของวงเงินงบประมาณ ปรากฏว่าในปีงบประมาณ 2550 งบฯชำระหนี้จะคิดเป็น 15.62% ของวงเงินงบประมาณ

อย่างไรก็ตามด้วยงบประมาณที่มีอย่างจำกัด ขณะที่รัฐบาลมีนโยบายต่างๆมากมาย จึงมีความต้องการใช้เงินมีมากโดยเฉพาะนโยบายประชานิยม ทำให้รัฐบาลใช้ธนาคารออมสินเป็นแหล่งเงินทุนมาโดยตลอด ล่าสุดได้มีป้ายของสหภาพ แรงงานธนาคารออมสินระบุว่า "กำไรของออมสิน ออมสินใช้ไป 1 ส่วน รัฐเอาไป 3 ส่วน ออมสินไม่ใช่ถังเงินของรัฐบาล"

รับเหมาแจ็กพอตรัฐจ่ายค่าก่อสร้างช้า

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของ "ประชาชาติธุรกิจ" พบว่ามีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายเงินของส่วนราชการต่างๆ โดยแหล่งข่าวจากผู้รับเหมากล่าวว่า การเบิกจ่ายเงินจากหน่วยงานราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจได้ล่าช้าเกิดขึ้นจริง และขณะนี้บริษัทรับเหมารับก่อสร้างที่รับงานจากภาครัฐกำลังประสบปัญหา ที่น่าสังเกตคือ เกิดขึ้นเกือบทุกหน่วยงาน โดยเริ่มมีสัญญาณให้เห็นตั้งแต่เดือน มกราคม 2549 ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ และผู้รับเหมาที่ประสบปัญหามีตั้งแต่ผู้รับเหมารายเล็กจนถึงรายใหญ่ เรียกได้ว่าโดนกันถ้วนหน้า

"แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นยังถือว่าไม่หนัก เพราะยังอยู่ในกรอบเวลาที่เรายังพอรับได้ โดยล่าช้าจากกำหนดเวลาที่ต้องจ่ายประมาณ 10-20 วัน จากเดิมจะสามารถเบิกจ่ายเงินได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลารอเหมือนตอนนี้ แต่มาระยะหลังเริ่มเบิกได้ช้า เริ่มจาก 3 วัน เป็น 5 วัน 10 วัน จนเวลานี้นานขึ้นเป็น 20 วัน ซึ่งไม่รู้ว่าจากนี้ไปจะนานขึ้นอีกหรือเปล่า"

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุน่าจะมาจากการที่รัฐไม่มีเงินคงเหลือในระบบเพื่อนำมาใช้จ่ายในส่วนนี้ จากเดิมกระทรวงการคลังจะต้องมีการกันเงินไว้ก้อนหนึ่งเพื่อนำมาใช้จ่าย แต่ที่ผ่านมาได้มีการออกนำมาใช้หมดแล้ว รวมทั้งภาครัฐบาลเองก็มีนโยบายให้เปลี่ยนระบบการใช้จ่ายเงินเป็นระบบใหม่ คือระบบจีเอสเอ็มไอเอฟ ทำให้การเบิกจ่ายเงินต้องขึ้นอยู่กับกรมบัญชีกลางเพียงหน่วยงานเดียว ดังนั้นเมื่อเงินที่เคยกันไว้ถูกนำไปใช้จ่ายหมดแล้ว ก็ทำให้ขาดสภาพคล่อง เงินไม่เหลือที่จะมาใช้จ่าย สุดท้ายเงินไม่เหลือที่จะมาจ่ายให้กับผู้รับเหมาด้วย

ข้าราชการโอดได้เงินช้า

ขณะที่แหล่งข่าวจากแวดวงข้าราชการกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เพื่อนฝูงที่เป็นครูอยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทรา ก็มีปัญหาว่าเงินเดือนเข้าแต่ตัวเลข แต่วันที่เงินเดือนออกปรากฏว่าเงินไม่เข้าบัญชี เบิกไม่ได้ ทำให้กระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่ระบุว่ารัฐบาลไม่มีเงินเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากข้าราชการในจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า เมื่อสิ้นเดือนมีนาคม 2549 ต่างได้รับความเดือดร้อนและวิพากษ์วิจารณ์กันถึงระบบการเบิกจ่ายเงินมีความผิดปกติ ทุกหน่วยงานสามารถเบิกได้เฉพาะเงินเดือนข้าราชการ แต่ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินพิเศษอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าบ้าน เบี้ยเลี้ยง และเงินโครงการต่างๆ ที่ได้สำรองจ่ายไปก่อน จากการสอบถามไปยังคลังจังหวัด ทราบว่าเงินหมด

"ส่วนตัวนั้นต้องมีภาระจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละ 3,000 บาท จนป่านนี้ล่วงเลยเข้ามา 1 อาทิตย์แล้วก็ยังเบิกจ่ายไม่ได้ เช็กกับเพื่อนที่สังกัดหน่วยงานอื่นๆ ก็ยังไม่ได้เหมือนกัน รวมถึงเบี้ยเลี้ยงและเงินที่สำรองจ่ายอื่นๆ รับราชการมาถึงปัจจุบันเกือบยี่สิบปีไม่เคยเจอปัญหาเช่นนี้มาก่อน"

เช่นเดียวกับที่จังหวัดราชบุรี มีรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมทหารช่างได้มีการจ่ายเงินเดือนให้กับข้าราชการทหาร ล่าช้ากว่าปกติ ที่เคยจ่ายทุกวันที่ 25 ของเดือน แต่ในงวดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางการได้เลื่อนการจ่ายเงินไปวันที่ 31 มีนาคม 2549

ด้านข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลว่า จนถึงวันนี้ (7 เม.ย.2549) พนักงานราชการของกรมอุทยานฯทั่วประเทศ 3,000-4,000 คน ยังไม่ได้รับเงินเดือนประจำเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และไม่มีการแจ้งเหตุผลถึงความล่าช้า ที่ผ่านมาก็เคยเจอปัญหาล่าช้ากว่ากำหนดบ้างแค่ 1-2 วันเท่านั้น ทั้งนี้ในส่วนของข้าราชการในกรมอุทยานฯยังรับเงินเดือนปกติอยู่

ทหาร 3 จตว.ใต้เบิกค่าน้ำมันได้ช้า

ด้านแหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า นอกจากเรื่องงบประมาณปี 2549 ที่นำใช้แก้ปัญหาในพื้นที่เป็นไปด้วยความล่าช้าแล้ว ขณะนี้หน่วยงานทหารที่ทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายน้ำมันจากกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ทั้งในเชิงของงบประมาณที่ลดลงและความล่าช้าในการเบิกจ่าย ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นผลมาจากรัฐบาลมีปัญหาเรื่องเงินสดขาดมือหรือไม่ อย่างไรก็ตามในส่วนของเงินเดือนยังคงได้รับตามปกติ คือได้ก่อนวันสิ้นเดือน 3 วัน และเท่าที่สอบถามทหารส่วนใหญ่ยังได้รับเงินเดือนตามปกติ แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นทำให้เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันค่อนข้างมาก เพราะไม่แน่ใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะเกิดกับหน่วยงานที่ตนเองทำงานอยู่หรือไม่

ธ.โลกชี้ปัญหาระยะสั้น

ดร.กิริฎา เภาวิจิตร นักเศรษฐศาสตร์ ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก ให้ความเห็นต่อฐานะเงินคงคลัง ซึ่งอยู่ในภาวะที่อ่อนแอในช่วงนี้ว่า ยังไม่พบสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เพราะภาวะเงินคงคลังในขณะนี้ถือเป็นปัญหาแค่ในระยะสั้น เกิดจากปัญหาการบริหารมากกว่า โดยปีนี้อาจจะมีการบริหารได้ไม่ดีเท่ากับปีที่แล้ว

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า ทำไมเงินคงคลังเหลือน้อย ดร.กิริฎากล่าวว่า อาจเป็นเพราะมีการใช้เงินในช่วงต้นปีค่อนข้างเยอะ ต้องรอถึงครึ่งหลังของงบประมาณถึงจะเก็บเงินมาได้ เหมือนกับยืมมาใช้ก่อน พอเก็บได้ก็จะนำไปใช้ ไม่น่าห่วงอะไร

หน้า 1