|
||||||||||||||
|
เราเรียนรู้อะไรบ้างจากการเลือกตั้ง
2 เมษายน
โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1338 ไม่มีความเบื่อหน่ายเลยสำหรับผมในการติดตามการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 2 เมษายนที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นยิ่งกว่าการเลือกตั้งทั่วไปธรรมดา แต่นี่เป็นประวัติศาสตร์การเมืองของโลกด้วยซ้ำไป ไม่ใช่เฉพาะประวัติศาสตร์การเมืองของไทย คำกล่าวเช่นนี้ไม่ใช่แสดงรู้สึกความชาตินิยมไทยไร้เหตุผล แต่เป็นความภาคภูมิใจที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกหลายสิ่งหลายอย่าง เพื่อเป็นบทเรียน ณ ที่นี้ ผมมีเพียง 2 ประเด็นหลักดังจะกล่าวต่อไปนี้
ประชาธิปไตยคืออะไรกันแน่? ก่อนการเลือกตั้งนานหลายเดือน ผมต้องอารมณ์เสียอยู่บ่อยๆทุกครั้งไปเมื่อพูดคุยกับเพื่อนหลายคน เรื่องการชุมนุมของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรของ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จะไม่ให้อารมณ์เสียได้อย่างไรครับ เพื่อนที่ผมคุยด้วยคือ ฝรั่งที่มาจากประเทศประชาธิปไตยตะวันตกที่เป็นประชาธิปไตยแม่แบบทั้งสิ้น เพื่อนฝรั่งชาวเยอรมันคนหนึ่งสนทนากับผมมานานว่า สิ่งที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล พูดในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร เช่น การใช้เครื่องบิน ซี 130 ของเครือญาตินายกรัฐมนตรีเป็นความจริงหรือ เรื่องการติดต่อทางการค้ากับรัฐบาลจีน โดยมีตัวแทนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นคนสัญชาติไทย หรือสัญชาติจีนกันแน่เป็นความจริงด้วยหรือ การนำเอารัฐวิสาหกิจการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว มีนักการเมือง และเครือญาติได้หุ้นของ ปตท. เป็นจำนวนมากเป็นความจริงหรือ เพื่อนเยอรมันของผมซึ่งอยู่เมืองไทยมานานกว่า 5 ปี และเป็นอาจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ ถามผมว่า สิ่งที่ออกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเป็นความจริงหรือเปล่า หรือเป็นความขัดแย้งผลประโยชน์ส่วนตัว ระหว่างท่านนายกรัฐมนตรีกับ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผมเริ่มหมดความอดทนกับคำถามเหล่านี้แต่ใช้สันติวิธีอธิบายต่อนักรัฐศาสตร์ชาวเยอรมัน เช่น ผมไม่ทราบว่าเรื่องทั้งหมดจริงหรือเปล่า แต่เวลาผ่านไปหลายเดือนทำไมนายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถามง่ายๆ เหล่านั้น หรือไม่ก็ฟ้องร้องดำเนินคดีผู้จัดรายการทั้งหมด หรือถ้าสิ่งเหล่านั้นเป็นความเท็จ ทำไมความสนใจของคนจึงขยายวงกว้างออกไป ทั้งเข้าร่วมฟังรายการที่สวนลุมพินีและต้องเงี่ยหูฟังจากสถานีวิทยุที่ถูกคลื่นรบกวนอย่างมาก พอครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ทั้งหมดให้บริษัทรัฐบาลสิงคโปร์ เทมาเส็ก โฮลดิ้ง แล้วรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร เปลี่ยนสภาพไปเป็นการรวมตัวของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเริ่มต้นชุมนุมประท้วงรัฐบาลทั้งท้องสนามหลวง ลานพระบรมรูปทรงม้าและหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อนอาจารย์รัฐศาสตร์ชาวเยอรมันยิ่งคุยกับผมแรงขึ้นว่า ถ้าเป็นเยอรมนีประเทศของเขา การชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเช่นนี้ทำไม่ได้ รัฐบาลถือว่าผิดกฎหมายและมีอำนาจในการใช้กำลังเข้าปราบปราม ผมตอบเขาไประหว่างทานกลางวันด้วยคำพูดที่แรง ตรงไปตรงมาแต่จริงใจว่า นักรัฐศาสตร์ชาวเยอรมันอย่างคุณคิดถึงแต่ว่า ประชาธิปไตยหมายถึงการเลือกตั้งเท่านั้นหรือ คุณเคยคิดถึงประชาธิปไตยที่หมายถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง การประท้วงอย่างสงบ การต่อต้านรัฐบาลโดยสงบและปราศจากอาวุธบ้างหรือเปล่า ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า นี่คือประชาธิปไตยครับ ผมขยายความว่า ผมไม่โทษเขาหรอก ผมอดทนอ่านรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างประเทศ เกี่ยวกับการประท้วงของประชาชนคนไทยมายาวนานหลายเดือน สื่อต่างประเทศต่างคิดเหมือนคุณนั่นแหละคือ ประชาธิปไตยหมายถึงเพียงเฉพาะแค่การหย่อนบัตรในคูหาเลือกตั้ง นักข่าวจากอังกฤษ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งเยอรมนีที่เขียนบทวิเคราะห์ในสื่อมวลชนระดับโลกต่างอธิบายว่า นายกฯ ทักษิณมาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ประชาชนในชนบทต่างนิยมชมชอบในตัวเขา นโยบายประชานิยมของเขา เอาเข้าจริงๆ ประชาชนในชนบท คนขับรถแท็กซี่และจักรยานยนต์รับจ้างในกรุงเทพต่างคลั่งไคล้นายกฯ ทักษิณเหมือนคนที่อยู่ในชนบท ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่นักรัฐศาสตร์เยอรมัน ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงของประชาชน ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ต้องการให้ผู้ประท้วงไปใช้สิทธิของเขาในคูหาเลือกตั้งซึ่งนั่นคือ ประชาธิปไตย ผมเห็นด้วย แต่ก็ขยายความว่า ประชาธิปไตยในประเทศไทยขณะนี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะตัวเลขคะแนนเสียงในรัฐสภา และการออกไปเลือกตั้ง แต่รวมถึงการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญต่อต้านและไม่เห็นด้วยกับนโยบายและการทำงานของรัฐบาลด้วย ถ้าทำโดยสงบและอยู่ในกรอบของกฎหมาย ผมถามย้อนกลับไปว่า แล้วอาจารย์รัฐศาสตร์จะอธิบายการประท้วงของคนฝรั่งเศส โดยเฉพาะนักศึกษาจำนวนกว่าล้านคนทั่วประเทศ ต่อการออกกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ของรัฐบาลว่าอะไร นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือ ครั้นเมื่อการเลือกตั้ง 2 เมษายนผ่านไป ผมโทรศัพท์ไปถามเพื่อนอาจารย์ชาวเยอรมันท่านเดิมว่า คุณจะบอกว่า การลงคะแนนไม่เลือกใคร (ผมพูดภาษาอังกฤษกับเขาเผื่อกันเหนียวว่า Vote for No Vote) เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ช่วยตอบผมที
รัฐบาลแห่งชาติหน้า ผมกำลังจะมองเห็นรัฐบาลแห่งชาติหน้า อาจจะเป็นชาติหน้าตอนสายๆ ก็ได้ ผมยังไม่ทราบว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร เพราะบทความนี้เขียนเมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 3 เมษายน หรือก่อนที่มีข่าวว่านายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในคืนวันนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ได้ยินคำกล่าวถึง รัฐบาลแห่งชาติ จากปากนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก่อนการเลือกตั้ง 2 เมษายน อีกทั้งได้ยินดังขึ้นจากการร่วมคุยในรายการถ่ายทอดสดของเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในรายการโทรทัศน์ไอทีวีเวลา 23.30 น. ของคืนวันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน หลังเริ่มรู้ว่าคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชนไม่เป็นคุณแก่พรรคไทยรักไทยอย่างที่คาดการณ์ไว้ แผนการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติบ้าง รัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติบ้างจากปากของท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาในค่ำคืนนั้น และกล่าวซ้ำอีกในรายการวิทยุตอนสายๆ ของวันที่ 3 เมษายน เหมือนเดิมครับ พอรู้ว่าไม่ได้คะแนนอย่างถล่มทลาย เลขาธิการนายกฯ ซึ่งน่าจะเป็นคนที่รู้ใจ และไว้วางใจที่สุดของนายกรัฐมนตรีบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรมาตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อความปรองดองในชาติ รัฐบาลแห่งชาติจะประกอบด้วยรัฐมนตรีจากพรรคไทยรักไทยน้อยลง แล้วเชิญให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และกลุ่มตัวแทนเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ามาร่วมเป็นรัฐบาล ภารกิจหลักของรัฐบาลแห่งชาติคือ ปฏิรูปการเมือง จัดการเลือกตั้งใหม่ ที่สำคัญขจัดความแตกแยกของคนในชาติ รัฐบาลแห่งชาติของท่านยืนอยู่บนหลักกู อีกแล้ว ท่านบอกว่าท่านยึดกติกา การเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นการรักษาระบอบประชาธิปไตย แต่พอได้คะแนนเสียงน้อยลงอย่างน่าอับอาย ท่านหวังจะเชิญคนที่ไม่ได้ลงเลือกตั้งมาร่วมรัฐบาล แน่นอน คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณบรรหาร ศิลปอาชา และ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส. จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีด้วย พวกเขาจะมาทำไมครับ ลงเลือกตั้งยังไม่ทำเลย ชาติหน้าตอนสายๆ เขาคงจะมา เอาละ ถ้านักการเมืองฝ่ายค้านไม่มา ท่านนายกฯ ทักษิณ และท่านเลขาฯ ของท่านบอกว่าจะเชิญตัวแทนของเครือข่ายพันธมิตรฯ เข้ามาร่วมรัฐบาลด้วย ผมขออนุญาตตั้งรัฐบาลแห่งชาติกับเขาด้วยคน ขอเสนอเฉพาะแกนนำพันธมิตรฯ 5 คนโดยเสนอชื่อ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลตรีจำลอง ศรีเมือง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย พี่พิภพ ธงชัย มีความสนใจด้านเด็ก-สตรีและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมานาน ขอให้พี่พิภพเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม อาจารย์สมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ แน่นอนให้ท่านดำรงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เพราะท่านต่อสู้เรื่องการศึกษามานาน พี่สมศักด์ โกศัยสุข เป็นผู้นำแรงงานผู้รักความเป็นธรรมมานาน แต่ด้วยพื้นฐานของพี่ เป็นผู้นำสหภาพแรงงานการรถไฟแห่งประเทศไทย ควรให้พี่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมไปเลย แถมด้วยคนสุดท้าย คุณสุริยะใส กตะศิลา ต่อสู้เรื่องสื่อมวลชนมาตลอดควรได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ม.ท. คนที่ยึด หลักกู คงรับแกนนำและตำแหน่งรัฐมนตรีของพวกเขาไม่ได้ ผมจึงขอให้สังคมไทยเรียนรู้และจดจำ รัฐบาลแห่งชาติหน้า ของพรรคไทยรักไทย หน้า 16
|