หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กติกาทักษิณ ความหวาดระแวงและเศรษฐกิจชะงักงัน

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน วันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10253

เกิดมาก็ไม่เคยพบเคยเห็นการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่ผู้ลงคะแนนจำนวนมากพากันพกปากกาติดตัวไปด้วยเพื่อกากบาทบัตรเลือกตั้ง (มีข้อสังเกตว่าใครพกปากกาไปก็คือพวกตั้งใจจะกาในช่องไม่ลงคะแนน) เหตุใดต้องพกปากกา และเหตุใดคนพกปากกาไปคือพวกไม่เลือก "ไทยรักไทย"? ขอมอบสองคำถามนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปขบคิดดูครับ

อีกคำถามหนึ่งสำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้งก็คือเหตุใดการเปลี่ยนตำแหน่งคูหาเลือกตั้ง ให้คนที่ยืนใกล้สถานที่เลือกตั้งสามารถมองเห็นเข้าไปถึงท่วงท่าของการกากบาท หรือเห็นแม้แต่การกาบัตรของผู้ลงคะแนนได้ จึงเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น

คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจเห็นว่าเป็นการประหยัดพื้นที่ เลียนแบบต่างประเทศ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เท่ากับเป็นการช่วยเหลือพวกซื้อเสียง ให้สามารถควบคุมเสียงได้ถนัดมือขึ้น เพราะขู่เข็ญได้ว่าเมื่อรับเงินไปแล้ว จะรู้ชัดว่าลงคะแนนให้ใครเพราะพวกเรามองอยู่ การจะเห็นจริงหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับการเป็นไปได้ที่คนอื่นจะรู้ว่ากาให้ใคร แค่นี้ก็น่ากลัวพอสำหรับผู้รับเงินไป กาบัตรแล้ว

ความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจคณะกรรมการการเลือกตั้งคือสิ่งที่อยู่ในใจประชาชน คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกขอบคุณการชุมนุมล้อมที่ทำงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันนั้นว่า เป็นการปรามการเอนเอียงที่ได้ผลในระดับหนึ่ง ถ้าไม่มีเหตุการณ์ในวันนั้นใครจะไปรู้ ป่านนี้คะแนนอาจกลับมาเหมือนเมื่อเลือกตั้งปีก่อนก็เป็นได้ ถึงจะมี No Vote ถล่มทลายออกมาแล้วแต่ประชาชนก็ยังระแวงการนับคะแนนของคณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่ดี และคงจับตามองพฤติกรรมต่อไปอย่างใกล้ชิด

มีผู้กล่าวหาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการฟอกตัวของคุณทักษิณ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เรียกได้ว่าถึงอาบน้ำแล้ว ก็ยังมีคราบสกปรกและสบู่อยู่บนตัวท่าน เพราะการลงคะแนนเสียงไม่ใช่การตัดสินของคณะกรรมการสอบสวน หรือศาลที่จะเคลียร์ความข้องใจในความไม่ชอบมาพากลของระบอบทักษิณได้ คำถามก็คือจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ ผมขอทำตัวเป็นหมอดูสักครั้ง

ขอแบ่งเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะแรก คือ การพยายามสร้างความรู้สึกในหมู่ประชาชนว่า คุณทักษิณได้อาบน้ำหมดจดแล้ว เพราะได้ ส.ส. มากกว่าคนอื่น แถมได้คะแนนเสียงรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งอีกด้วย และพร้อมที่จะสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติ ยินดีร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้บ้านเมืองสงบ ประเทศจะได้ก้าวหน้าต่อไป โดยมีนัยยะว่าคุณทักษิณจะคงเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

พร้อมกันนั้นก็จะมีความพยายามในการตีความว่าสามารถเปิดประชุมผู้แทนราษฎร ได้ถึงแม้จะมี ส.ส.ไม่ครบ 500 คนก็ตาม หรือไม่จำเป็นต้องเปิดสภาภายใน 30 วันหลังการเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญระบุ ลูกครึ่งศรีธนญชัยกับพวก "สำนองก้นกระดก" จะทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ได้ (ในเขตที่ไม่ถึงร้อยละ 20 ของผู้มาลงคะแนน ก็จะยอมให้มีผู้สมัครใหม่ลงสมัคร ซึ่งจะทำให้มีผู้สมัครเกินหนึ่งคน คราวนี้ได้ 100 คะแนนก็ได้เป็น ส.ส.) สรุปง่ายๆ ว่าจะต้องช่วยกันลากให้เปิดสภาผู้แทนราษฎรให้จงได้เพื่อที่จะมีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล

ระยะที่สอง คือการสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติชุดใหม่ จะมีการเชิญชวน "คนหน้าตาดี" ของสังคมเข้ามาเป็นรัฐมนตรี โดยอธิบายว่าเป็นการสร้างความสามัคคีในชาติ "คนหน้าตาดี" จริงและมีสติที่ไม่ต้องการเป็น "คนหน้าแหก" จนผู้คนจำชื่อไปได้ถึงชั่วลูกชั่วหลานก็จะปฏิเสธโดยอ้างว่าที่บ้านไม่มีสบู่ แต่นักการเมืองต่างพรรคบางคนและคนนอกบางคนที่คิดว่าตนเอง "หน้าตาดี" ก็จะยินดียืนเข้าแถวพร้อมถือสบู่

ระยะที่สาม ถ้ามาถึงระยะนี้ได้ ก็จะพยายามทำให้ได้รับการยอมรับจากประชาชนด้วยการพยายามปฏิรูปการเมือง อาจตั้งคณะกรรมการที่มีคนกลางเป็นผู้พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขจะต้องเป็นไปตามที่คุณทักษิณเป็นผู้กำหนด

ทั้งสามระยะข้างต้นนี้จะไม่หลุดพ้นจากสายตาคนไทยกว่า 10 ล้านคน ที่ไม่พอใจนายกรัฐมนตรี (อนุมานจากบัตรที่ไม่ลงคะแนน และบัตรเสีย) และคนเหล่านี้จำนวนมากจะไม่นั่งทับมือตนเองอยู่เฉยๆ แต่จะออกแรงมาชุมนุมประท้วง หรือไม่ก็กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งแสดงออกถึงความไม่พอใจ ดังนั้น เรื่องจึงจะไม่จบลงง่ายๆ เป็นอันขาด ตราบที่คุณทักษิณจะยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นกุนซือใหญ่อยู่ข้างหลัง และไม่ยอมมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นอิสระอย่างแท้จริง พูดง่ายๆ ก็คือตราบที่กลุ่มคนไม่พอใจถูกบังคับให้เล่นตามกฎกติกาที่คุณทักษิณเป็นผู้กำหนด ความไม่สงบก็จะไม่มีวันจบ เพราะความหวาดระแวงมีอยู่เป็นอันมากตราบที่คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่มีตัวแทนที่ไม่เป็นที่ยอมรับเป็นนายกรัฐมนตรี

เศรษฐกิจไทยจะเผชิญปัญหาของความหยุดนิ่งต่อเนื่องไป เฉกเช่นเดียวกับที่เป็นมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมา และอาจเลวร้ายกว่าเดิมถ้าเกิดเหตุการณ์ 3 ระยะดังกล่าวข้างต้น เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ ความอึมครึมทางการเมือง และการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจของประชาชนอย่างกว้างขวางจะมีผลต่อความเชื่อมั่นในอนาคต จนทำให้การบริโภคของประชาชนในประเทศชะลอตัวลง เช่นเดียวกับการลงทุนในประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศจะสะดุดชะงักเพราะความไม่แน่นอนของผลขั้นสุดท้าย และความไม่แน่นอนของกำหนดเวลาในการเกิดความสงบและมีความเป็นปกติ

ภายใต้ 3 สถานการณ์ข้างต้น ไม่มีใครบอกได้ว่าทุกอย่างจะจบสิ้นลงเป็นปกติเมื่อใด เพราะการเลือกเส้นทางนี้ของรัฐบาล จะเผชิญกับอุปสรรค อันเกิดจากการประท้วงทางกฎหมาย และการชุมนุมประท้วงของประชาชน ความไม่พอใจต่อตัวนายกรัฐมนตรีที่แสดงออกโดยคะแนน No Vote พอเป็นตัวชี้ได้ว่าจะมีคนออกมาชุมนุมประท้วงอีกมากเท่าใด

การปรากฏตัวของคะแนน No Vote ที่มากเช่นนี้ในกรุงเทพฯ และในเขตตัวเมืองของแทบทุกจังหวัด จะมีผลทางจิตวิทยา ในการชุบจิตใจของผู้ชุมนุมประท้วงว่า มีเพื่อนเงียบเชียร์อยู่เป็นอันมาก ในขณะเดียวกันก็จะเป็นพลังผลักดันคนที่ไม่เคยมาร่วมชุมนุมให้ออกมา เพราะขณะนี้รู้ชัดแล้วว่ามีผู้ที่เห็นตรงกันที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุมอยู่แล้วอีกเป็นจำนวนมากในสังคมไทย

ผมขอภาวนาให้ 3 ระยะเวลาข้างต้นที่ได้พยากรณ์ไว้นี้อันจะนำไปสู่ความยุ่งยากยาวนาน และอาจก่อให้เกิดความรุนแรงผิดพลาด เพราะคุณทักษิณได้ตัดสินใจใหม่เลือกใช้เส้นทางอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ชาติแก่ประชาชน

หน้า 6