|
||||||||||||||
|
หายนะจากประชาธิปไตยสีเทา
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10252 ท่ามกลางสภาวะที่เศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2548 แรงกระตุ้นจากภาครัฐกลับเริ่มอ่อนกำลังลง เพราะหลงใช้จ่ายเกินความเป็นจริงทางเศรษฐกิจติดต่อกันหลายปี ในขณะที่ความอ่อนแอของภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานก็ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ปัจจัยเหล่านี้ย่อมเปิดโอกาสให้เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจรอบใหม่ได้ง่ายอยู่แล้ว ดังนั้น ปัญหาใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นควบคู่กันซึ่งก็คือ ความตึงเครียดทางการเมืองที่กำลังสะสมตัวสู่ความรุนแรงนั้น ก็ควรจะได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด ให้ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้ ให้น้อยเท่าที่จะกระทำได้ ซึ่งหมายความว่าทุกๆ ภาคส่วนจะต้องช่วยกันดับวิกฤตการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ให้ได้อย่างตรงจุด วิกฤตการณ์ทักษิณเป็นวิกฤตศรัทธา จึงมีความแตกต่างจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในอดีตมาก เราอาจจะเห็นว่าเป็นการสะท้อนพัฒนาการทางการเมือง ที่ก้าวหน้าไปสู่คุณภาพใหม่เพราะเน้นบรรทัดฐานทางจริยธรรมก็ได้ หรือจะว่าเป็นการแสดงถึงความล้าหลังทางสังคมที่ยังจมอยู่กับปัญหาอำนาจนิยม และความไม่โปร่งใสที่หนักข้อมากขึ้นก็ได้อีกเช่นเดียวกัน เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 อันเป็นจุดกำเนิดของการปฏิรูปทางการเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่จริงแล้วเป็นการต่อสู้ในประเด็นวิถีทางประชาธิปไตย กล่าวคือให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวเรียกร้องในขณะนั้นมีเป้าหมายหลักอยู่ที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงจาก "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" มาเป็น "ประชาธิปไตยเต็มใบ" ซึ่งเป็นเรื่องของวิธีการมากกว่าเรื่องของผลลัพธ์ เป็นประเด็นเกี่ยวกับ "ประชาธิปไตยโดยประชาชน" มากกว่า "ประชาธิปไตยเพื่อประชาชน" ถ้ามองในแง่ผลสัมฤทธิ์ ประชาธิปไตยที่เติบโตมาจวบจนทุกวันนี้ยังมีหนทางที่จะต้องมีการปรับปรุงอีกยาวไกล แน่นอนที่สุดการเลือกตั้ง ย่อมเปิดกว้างให้ประชาชนมีสิทธิโดยเสมอภาคในการตัดสินใจเกี่ยวกับการปกครองประเทศ แต่มิใช่หลักประกันว่าประชาชนจะได้รับผลประโยชน์และการปฏิบัติที่เป็นธรรมจริงๆ จากผู้มีอำนาจรัฐ เมื่อสังคมได้ใช้สิทธินั้นไปแล้ว การเลือกตั้งในวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตยจึงต้องบริสุทธิ์ ยุติธรรม เปิดกว้างและนำไปสู่ความสมบูรณ์พูนสุข ของสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ มากกว่าที่จะเป็นผลิตผลปกติของกระบวนการเลือกตั้ง ในขณะที่การใช้รัฐธรรมนูญเองก็ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแยกธุรกิจที่อาจเกี่ยวข้องกับกลไกรัฐ ออกจากการมีอำนาจการเมืองหรือการบริหารราชการแผ่นดิน การเมืองภายหลังการเลือกตั้งปี 2544 ถูกมองว่าเป็นการก่อร่างสร้างอาณาจักรแห่งอำนาจนิยม ซึ่งเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับความเป็นสังคมประชาธิปไตย การบริหารของรัฐบาลก็มักมีสัญญาณว่าความถูกต้องนั้นอยู่ที่ใครเป็นผู้ตอบ และเหตุผลของผู้มีอำนาจย่อมดังเสมอ รัฐบาลประสบความสำเร็จอย่างสูงในการประชาสัมพันธ์นโยบายให้เป็นที่รับรู้ชื่นชม แต่อำนาจอันเบ็ดเสร็จนั้นกลับนำไปสู่ความล้มเหลวในการปฏิรูปเศรษฐกิจ การปราบปรามการประพฤติมิชอบทั้งในวงราชการและการฉ้อฉลในภาคเอกชนอย่างไม่น่าเชื่อ และในท้ายที่สุดก็นำไปสู่วิกฤตศรัทธาครั้งยิ่งใหญ่เมื่อผู้นำประเทศไม่สามารถให้ความกระจ่างในข้อกล่าวหาของสังคม เกี่ยวกับการใช้อำนาจที่ไม่สมควรกระทำ การพัวพันอย่างลึกซึ้งในผลประโยชน์ที่ทับซ้อนถึงทรัพย์สินของตน และครอบครัวเป็นปัญหาจริยธรรมทางการเมือง ที่ในสังคมอารยะใดๆ ก็ยากที่จะยอมรับโดยดุษฎีได้ ผู้นำประเทศไม่สามารถตอบคำถามให้เป็นที่น่าเชื่อถือในความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่อันมีเกียรติ กลับต้องพึ่งพาอาศัยนักกฎหมายมืออาชีพอธิบายปัญหาการขายชินคอร์ป โดยที่ตนเองน่าจะอธิบายได้ดีที่สุดว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่อย่างไร ผู้นำประเทศมิได้แสดงความจริงใจให้เห็นว่า การขายชินคอร์ปและการไม่เสียภาษีนั้นไม่เกี่ยวกับอำนาจที่ตนมีเหนือรัฐ ซึ่งรวมถึงเหนือรัฐมนตรีว่าการการทรวงการคลังและกรมสรรพากร การตีความของกรมสรรพากรนั้น ยังเป็นที่กังขาของสาธารณชน และนักวิชาการทางกฎหมายโดยกรมสรรพากรเอง ก็อาจเผชิญข้อครหาได้ เพราะอยู่ใต้การบังคับบัญชา ยังสามารถได้รับคุณหรือโทษจากนักการเมืองที่อยู่เหนือขึ้นไป ซึ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้กรมสรรพากรไม่ควรเป็นหน่วยงานปฏิบัติที่ต้องตีความข้อกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว ผู้นำประเทศล้มเหลวที่จะตอบข้อกังขาเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เร่งรัด จนกระทั่งเป็นที่กังวลว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐเอง หรือมิได้มีการป้องกันปราบปรามการถือหุ้นรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปแล้วในลักษณะแอบแฝงหรือในรูปนอมินี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักการเมืองที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับการเร่งแปรรูปเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบจึงยังเป็นระบบที่มีปัญหาอย่างมาก เพราะมีความด่างพร้อยอันเนื่องมาจากความขุ่นมัวทางจริยธรรม ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่มิได้ทำให้ปัญหาข้อขัดแย้งจบลงไปพร้อมกับสภาผู้แทนราษฎรชุดเดิม หากยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นในขณะที่โอกาสในการสร้างความกระจ่างก็หดหายตามไปด้วย ปัญหาประชาธิปไตยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความบกพร่องทางจริยธรรมย่อมไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเลือกตั้ง เพราะเป็นปัญหาความไม่ไว้วางใจที่ประชาชนจำนวนมากนอกรัฐสภากล่าวหาต่อผู้บริหารประเทศ ซึ่งมีอำนาจเหนือกลไกของรัฐเป็นการเฉพาะ แม้ว่าการเลือกตั้งอันรวบรัดและปิดแคบจะช่วยสร้างความชอบธรรมในหลายๆ แง่ แต่ก็จะนำไปสู่ตึงเครียดเพราะประชาชนผู้เรียกร้องก็ยังมีความชอบธรรม ที่จะคัดค้านผู้นำที่มิได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบความเหมาะสมให้สะอาดเสียก่อน ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาจหาหนทางในการเปิดสภาผู้แทนราษฎรโดยที่มีจำนวน ส.ส. เขตไม่ครบถ้วนตามจำนวน อีกทั้งอาจรวบรัดจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น ปัญหาความไม่ตรงไปตรงมาเชิงจริยธรรมก็จะยิ่งทับถมทวียิ่งขึ้น ความรุนแรงที่จะตามมาก็จะทำให้ความขัดแย้งบานปลาย และส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวอยู่แล้ว ให้ต้องทรุดลงและเต็มไปด้วยสุญญากาศ ในด้านหนึ่ง ความเชื่อมั่นทางธุรกิจจะตกต่ำลงตามปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อและมีแนวโน้มรุนแรง นักลงทุนชาวต่างประเทศ จะเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ กับปัญหาคอร์รัปชั่น และความไม่โปร่งใสไร้มาตรฐาน ที่เคยซ่อนตัวอยู่ในภาคเอกชน ความยอมรับย่อมลดลงและอาจเข้าสู่ขั้นวิกฤตได้ ถ้าเต็มไปด้วยปัจจัยลบรุมเร้าหรือพบว่าการประกอบธุรกรรมต่างๆ ของภาคเอกชนนั้นยังขาดความน่าเชื่อถือ มีการโยงใยที่ฉ้อฉลอย่างเป็นระบบทั้งทางด้านการบริหาร การบัญชี งานกฎหมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้สินบนข้าราชการระดับสูงในรูปแบบต่างๆ ซึ่งภาพทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นจุดดำมืด ที่สามารถนำพาเศรษฐกิจไทยไปสู่ภาวะวิกฤตได้ ในอีกด้านหนึ่ง ความแตกแยกและการยอมรับประชาธิปไตยสีเทาในระดับที่แตกต่างกันจะเต็มไปด้วยความรุนแรง เมื่อการณ์กลับปรากฏว่าการเลือกตั้งนั้นกลายเป็นเพียงกระบวนการที่ให้กำเนิดรัฐสภาแบบเผด็จการ เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยตัวแทนของประชาชนเพียงส่วนเดียว ความวิปริตของประชาธิปไตยสีเทาก็จะนำไปสู่ความหายนะที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมยากต่อการเยียวยาแก้ไข นักกฎหมายบางคนอาจบอกว่ามาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญยังไม่ถึงเงื่อนไขที่จะใช้ แต่การรอให้ความหายนะเกิดขึ้นเสียก่อน จึงจักเข้าข่ายก็สะท้อนถึงการมองโลกในแง่ดีทั้งในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ทางออกของประเทศไทยกำลังถูกปล่อยให้ตีบตันยิ่งขึ้นทุกขณะ ทั้งๆ ที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองก็น่าจะทราบดีว่าการให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่สามารถให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และสามารถประคับประคองเศรษฐกิจและสังคมให้ราบรื่นนั้นเป็นหนทางเช่นไร หน้า 6
|