หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ศาลปกครองเพิกถอน พ.ร.ฎ. แปรรูป กฟผ.

คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3780 (2980)

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549 ศาลรัฐธรรมนูญสูงสุดได้ตัดสินว่าการดำเนินการแปรรูป กฟผ.โดยการออกพระราชกฤษฎีกา ตามความใน พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ทั้ง 2 ฉบับ คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2548 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลา ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2548 การดำเนินการเพื่อออกพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับมิได้ปฏิบัติที่เป็นสาระสำคัญ ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 โดยให้เหตุผลสำคัญๆ ไว้ 4 ประการ คือ

- มีการแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติต้องห้ามอันเป็นการขัดต่อความเป็น กลาง และมีผลประโยชน์ขัดแย้งมาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรม การเตรียมการจัดตั้งบริษัทนั้น

- ศาลปกครองสูงสุด ถือว่าผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นเมื่อมาเป็นประธานรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงเป็นการขัดต่อกฎ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ย่อมขาดความเป็นกลาง

- การประกาศรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้ทำในฉบับเดียวกันและติดต่อกัน 3 วัน แต่แยกเป็น 3 ฉบับ ฉบับละวัน อันเป็นการขัดต่อกฎหมาย

- ในเรื่องทรัพย์สิน อำนาจ สิทธิ และประโยชน์ อันเกิดขึ้นโดย พ.ร.บ.จัดตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ซึ่งโอนไปให้บริษัท กฟผ. จำกัด ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะสิทธิและอำนาจทั้งหลาย เช่น การเวนคืน อำนาจในการเดินสายไฟที่ก่อตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติจัดตั้ง กฟผ.นั้นอาจกระทบกระเทือนต่อสิทธิในทรัพย์สิน นอกจากนั้นทรัพย์สินหลายอย่างของ กฟผ. เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้าพลังก๊าซ ระบบส่งไฟฟ้า และสายส่งไฟฟ้า ถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่อาจจะโอนไปให้บริษัทเอกชนได้

เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาตัดสินมาเช่นนี้ ทุกฝ่ายก็ควรจะต้องยอมรับ เพราะศาลปกครองสูงสุดเป็นสถาบันสูงสุดตามรัฐธรรมนูญในการ พิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนั้นเหตุผลที่ศาลปกครองสูงสุดให้ก็เป็นเหตุผลที่น่าฟังและคงจะต้องถือเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติต่อไป ตราบใดที่ศาลปกครองสูงสุดยังมิได้กลับคำพิพากษาสำหรับคดีอื่นในอนาคต

เมื่อตอนที่มีการตราพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 นั้น ทางวุฒิสภาในสมัยนั้นได้ตั้งข‰อสังเกตไว้แล้วว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ควรใช้กฎหมายรวมเป็นการทั่วไปแบบ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ เพราะพระราชบัญญัติที่จัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ย่อมมอบ "อำนาจรัฐ" บางประการให้รัฐวิสาหกิจนั้นๆ ดำเนินการแทน "รัฐ" ได้ เช่นกรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาฯ และอื่นๆ นอกจากการมอบอำนาจ "รัฐ" ให้สามารถดำเนินการ ยังมีการมอบ "สิทธิ" ต่างๆ ให้อีก ที่สำคัญคือสิทธิในการผูกขาดในทรัพย์สินที่ได้มาจากการเวนคืน สิทธิในการใช้พื้นที่ในการปักเสาพาดสาย และอื่นๆ

รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งย่อมมีสภาพ ลักษณะ อำนาจ และสิทธิแตกต่างกันไป ดังนั้นหากจะมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มี พ.ร.บ.จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะก็ควรจะตรา พ.ร.บ.แปรรูปเป็นฉบับๆ ไป ไม่ควรทำโดยพระราชกฤษฎีกา ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติอันมีลักษณะเป็นกฎหมายทั่วไป เช่น พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาควรจะดูความเหมาะสมและรายละเอียดเป็นกรณีๆ ไป ไม่ใช่แปรสภาพโดยการตราพระราชกฤษฎีกาซึ่งใช้เพียงมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้นเอง

พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจควรจะใช้สำหรับรัฐวิสาหกิจที่มิได้จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ เช่น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา หรือตามประมวลกฎหมายแพ่ง หรือ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนเท่านั้น เพราะรัฐวิสาหกิจเหล่านี้สภานิติบัญญัติมิได้มอบอำนาจ "รัฐ" และสิทธิของ "รัฐ" ให้เป็นพิเศษ ถ้าเข้าใจไม่ผิด ประเด็นนี้เป็นความเห็นทางกฎหมาย

นอกจากเรื่องทางกฎหมายแล้ว ในเรื่องเศรษฐกิจก็ยังมีเรื่องที่จะต้องพิจารณาอยู่อีก

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยิ่ง เช่น การไฟฟ้าฯทั้ง 3 ก็ดี การประปานครหลวงก็ดี การประปาส่วนภูมิภาคก็ดี จุดประสงค์ต้องชัดเจนว่าจะแปรรูปไปทำไม เพื่ออะไร เพื่อใคร และควรทำอย่างไร

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่าง กฟผ.ควรจะมีวัตถุประสงค์อันเดียว วัตถุ ประสงค์นั้นคือ "ประสิทธิภาพ" เพื่อต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง เพื่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าและบริการ หรือครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในฐานะผู้บริโภคจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง เพราะระบบการผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ส่วนการระดมทุนน่าจะเป็นเรื่องรอง

ทำอย่างไรจึงจะทำให้การผลิตไฟฟ้าทั้งระบบมีประสิทธิภาพสูงขึ้น คำตอบก็คือ ทำให้ระบบการผลิตไฟฟ้ามีการแข่งขัน เพราะระบบการผลิตที่มีการแข่งขันทั้งในแง่ทฤษฎีและการปฏิบัติ ได้พิสูจน์ว่าทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น ต้นทุนจะลดต่ำกว่าระบบที่มีการผูกขาด

การที่จะทำให้ระบบมีการแข่งขัน ไม่ใช่เป็นระบบผูกขาด ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ กฟผ.จะเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทมหาชนจำกัด

ถ้ามีการจัดตั้งองค์กรของ "รัฐ" ขึ้นมาและทำหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมไฟฟ้านี้โดยมีการตราพระราชบัญญัติโอนอำนาจ สิทธิต่างๆ รวมทั้งทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจรัฐมาอยู่ที่องค์กรของรัฐแห่งนี้ และที่สำคัญคือเป็นเครื่องมือในการผูกขาดก็คือ ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

องค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาโดยพระราชบัญญัติ ควรมีความเป็นอิสระในการดูแลและคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ใช้ไฟฟ้า ระบบสายส่งต้องโอนมาเป็นขององค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลผู้ใช้ไฟ ดังนี้แล้วเมื่อจะมีการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต ก็เปิดให้มีการประมูลเป็นการทั่วไปอย่างโปร่งใสด้วย ก็จะทำให้เกิดการแข่งขัน ผู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดก็น่าจะชนะการประมูล กฟผ.ก็ควรจะมีสิทธิเข้าประมูลผลิตไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งซึ่งเป็นของรัฐด้วย นานๆ ไประบบก็จะมีการแข่งขัน เมื่อเป็นดังนี้ กฟผ.จะเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ต่อไปก็ได้

ขณะนี้แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าจะกระทำโดยเอกชนกว่า 50 เปอร์เซ็นต์แต่ก็ยังผลิตส่งให้ กฟผ.อยู่ดี ระบบจึงยังเป็นระบบผูกขาดอยู่ดีไม่ใช่ระบบที่มีการแข่งขัน

ข้อดีของการแยกผู้ผลิตไฟฟ้ากับผู้ดูแลกำกับออกจากกัน นอกจากจะทำให้องค์กรดูแลกำกับมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่ผู้ผลิตแล้ว ระบบก็จะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพขึ้น ต้นทุนการผลิตก็ควรจะต่ำลง

กิจการสายส่งนั้น เนื่องจากประเทศเราเป็นประเทศเล็ก ควรจะมีเพียงระบบเดียว เมื่อมีเพียงระบบเดียวก็เป็น "ระบบผูกขาด" เมื่อต้องผูกขาดก็ควรโอนออกไปเสียจาก "ผู้ผลิต" ทั้งปวง รวมทั้ง กฟผ.ด้วย ส่วนระบบสายส่งควรจะเป็นของ "รัฐ" โดยมีองค์กรของ "รัฐ" เป็นเจ้าของ เป็นผู้ลงทุน เป็นผู้บำรุงรักษา เป็นผู้เก็บค่าบริการเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจผลิต หรือเอกชนผลิต เข้ามาส่งในระบบที่เป็นของรัฐ

สำหรับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ก่อสร้างขึ้นมาจากอำนาจการเวนคืนของรัฐ น้ำเป็นทรัพยากรของรัฐที่มีการใช้ร่วมกันทั้ง กฟผ.ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า และเกษตรกรที่เพาะปลูกทำการเกษตร รวมทั้งเอกชนที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ ก็ควรจะคงไว้เป็นสาธารณสมบัติของรัฐต่อไป ถ้า กฟผ.จะใช้พลังน้ำผลิตไฟฟ้าก็คงต้องจ่ายค่าพลังน้ำ และควรมีการบริหารน้ำร่วมกันกับองค์กรของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลประชาชนในส่วนอื่นๆ แยกออกไปเป็นอีกระบบหนึ่งซึ่งมีรายละเอียดต้องพิจารณาอีกหลายประการ

ทรัพย์สินอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินที่ได้มาจากการใช้อำนาจ "รัฐ" เวนคืนซึ่งสิทธิในทรัพย์สินของประชาชน ที่ถูกเวนคืน หรือถูกใช้ "สิทธิ" ในฐานะหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาไว้ก็น่าจะถูกต้องแล้วว่าไม่อาจจะโอนไปเป็นของบริษัทมหาชนได้ แม้ว่าในระยะแรกจะยังคงฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะ "รัฐ" ยังถือหุ้นอยู่เกินร้อยละ 50 ก็ตาม เพราะในอนาคตอาจจะพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจก็ได้

การแปรรูป กฟผ.ด้วยเหตุผลอย่างอื่น เช่น ไม่ต้องการให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น หรือเป็นเครื่องมือให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไว้เพิ่มมูลค่าหุ้น ในตลาดมากขึ้น หรือด้วยวัตถุประสงค์อื่นๆ นอกเหนือจากวัตถุประสงค์เพื่อให้ไฟฟ้าเป็นอุตสาห กรรมที่มีการแข่งขันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง

การดำเนินนโยบายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้ามีวัตถุประสงค์หลายวัตถุประสงค์ หรือมีวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน หรือมีจำนวนวัตถุประสงค์มากกว่าเครื่องมือทางนโยบายแล้ว โอกาสที่จะล้มเหลวมีมาก โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีน้อย เช่นกรณีนี้จะแปรรูปให้ระบบมีประสิทธิภาพด้วย จะเพิ่มมูลค่าหุ้นในตลาดด้วย จะลดยอดหนี้สาธารณะด้วย ถ้าวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน การดำเนินการก็จะไม่รอบคอบ ไม่เป็นขั้นเป็นตอน ในที่สุดอาจจะได้แต่ทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดเพิ่มขึ้น ไม่เป็นภาระต่อยอดหนี้สาธารณะ แต่ประสิทธิภาพอยู่เหมือนเดิม ไม่คุ้มกับความพยายามที่จะทำเพราะมีแรงต่อต้านอยู่มาก แล้วก็อธิบายได้ยาก

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปอุตสาหกรรมไฟฟ้าในวันนี้ก็คงเป็นไปได้ยากแล้ว

หน้า 2