หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
วิกฤตทางการเมือง กับ งบประมาณปี 2550

คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3779 (2979)

ในภาวะที่บ้านเมืองมีวิกฤตทางการเมืองดังเช่นในปัจจุบัน มีหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเป็นอย่างไร จะได้รับความกระทบกระเทือนมากน้อยขนาดไหน ปีนี้จะขยายตัวประมาณร้อยละเท่าไร บางสำนักก็บอกว่าจะลงมาเหลือร้อยละ 3 กว่าๆ บางสำนักก็ยังขอสงวนท่าทีไม่ปรับประมาณการ โดยยังคงไว้เหนือร้อยละ 4.5 หรือร้อยละ 5.0 ซึ่งผมอ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ แล้ว ก็คิดว่าก่อนจะไปสงสัยว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเป็นอย่างไร ควรจะตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าปัญหาบ้านเมืองตอนนี้ที่รุมเร้าอยู่จะมีทางออกกันยังไง แน่นอนครับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เฉพาะเศรษฐกิจ แต่การแบ่งพรรคแบ่งพวก ความสามัคคีกันในชาติ และปัญหาทางสังคมต่างๆ ที่รอรับการแก้ไข ฯลฯ ต่างหากครับ ที่เป็นความบอบช้ำให้กับประเทศมากกว่าเศรษฐกิจ

แต่อย่างไรก็เถอะครับ วันนี้ผมขอไม่พูดเรื่องเชิงสังคมหรือจริยธรรมแล้วกันนะครับ ลองมาดูด้านเศรษฐกิจกันดีกว่า ในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่วิเคราะห์ตัวเลขทางเศรษฐกิจอยู่ ก็เข้าใจเพื่อนร่วมอาชีพครับที่ต้องเดาว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเป็นอย่างไรกันอย่างผิดๆ ถูกๆ ก็จะไม่ให้ผิดๆ ถูกๆ ได้อย่างไรล่ะครับ พรุ่งนี้จะเกิดความรุนแรงกับกลุ่มม็อบหรือไม่ มีการชุมนุมที่ถนนราชดำเนินแล้ว เพิ่มเป็นชุมนุมที่สยามพารากอนแล้ว จะบานปลายไปแหล่งธุรกิจอื่นอีกหรือไม่ ต่างชาติ (หัวดำรึเปล่าไม่ทราบ) วันหนึ่งซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกวันหนึ่งขาย ไม่ทราบว่ามั่นใจหรือไม่มั่นใจในการลงทุนในประเทศไทย และที่สำคัญเมื่อไรจะมีสภา เมื่อไรจะมีรัฐบาล และเมื่อมีแล้วจะสงบสุขบริหารประเทศได้ตามปกติหรือไม่ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยที่ไม่มีใครคาดเดาได้ ผมก็เลยบอกไงครับว่าพอไม่มีใครเดาปัจจัยเหล่านี้ได้ การคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจก็เลยต้องผิดๆ ถูกๆ ตามไปด้วย

เท่าที่ผมได้คุยๆ กับหลายสำนักทั้งในและต่างประเทศ ที่แน่ๆ การประมาณการเศรษฐกิจของสำนักเหล่านั้นได้ปลงไปเรียบร้อยแล้วว่า เมกะโปรเจ็กต์ที่เราวาดฝันค้างกันไว้ ปีนี้คงไม่ได้แจ้งเกิด (ยกเว้นบางโครงการที่ได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว) ตรงนี้หมอดูเศรษฐกิจพอเดากันออก ก็ปรับลดประมาณการกันไปตามระเบียบครับ แต่ที่เหล่าหมอดูเศรษฐกิจเดากันไม่ออกคือผลด้าน crowding-in กล่าวคือ การไม่ลงทุนของรัฐบาลจะนำมาซึ่งการไม่ลงทุนของเอกชนตามมา การที่ไม่แน่ว่าจะมีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมาโผล่หรือไม่ ผมอาจไม่เริ่มลงมือสร้างหมู่บ้าน เพื่อนผมอาจไม่เริ่มสร้างโรงภาพยนตร์ การที่ระบบบริหารจัดการน้ำไม่มีการลงทุน เกษตรกรอาจไม่กล้าลงเมล็ดพันธุ์พืช ฯลฯ การที่เอกชนหยุดชะงักจากการชะงักของนโยบายรัฐบาลนี่แหละครับ เป็นอะไรที่คำนวณไม่ได้เลย และผมว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง (ทางอ้อมๆ จากดัชนีชี้วัดต่างๆ) ต่อไปครับ

crowding-in ก็เป็นประเด็นหนึ่งครับที่ทำให้การประมาณการเศรษฐกิจ ที่แต่ละสำนักออกมาในช่วงนี้ อาจละเลยเพราะการประเมินทำได้ยาก แต่ที่น่าเป็นห่วงพอๆ กันก็ตามหัวข้อคอลัมน์วันนี้แหละครับ คือ เรื่องการจัดทำงบประมาณปี 2550 นั่นแหละครับ

พอไปดูปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2550 (ดูตารางประกอบ) ก็เป็นห่วงครับว่าอาจมิใช่เฉพาะเมกะโปรเจ็กต์ซะแล้ว ที่อาจไม่ได้มีเม็ดเงินลงระบบในปีนี้ แต่การเบิกจ่ายงบประมาณปกติของรัฐบาลก็อาจส่อแววล่าช้าอีกด้วย 18 เม.ย.2549 นี้ (ลำดับที่ 12) คณะรัฐมนตรีก็ต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณแล้ว ถ้าเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.2549 ไม่มี ส.ส.ครบ 500 คน (ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้ว) เปิดสภาไม่ได้ แล้วคณะรัฐมนตรีคณะไหนที่จะมาพิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณครับ

ถึงแม้จะหาคณะรัฐมนตรีเฉพาะกิจมาพิจารณารายละเอียดงบประมาณได้ในช่วงวันที่ 18 เม.ย.2549 และมีการเลือกตั้งรอบ 2 (2549/2) เร็วสุดช่วงกลาง-ปลายเดือน เม.ย.2549 สมมติให้เป็นประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากเลือกตั้งครั้งแรก คือประมาณวันที่ 19 เม.ย.2549 หลังจากพิจารณารายละเอียดงบประมาณในวันที่ 18 เม.ย.2549 แล้วก็ตาม ปัญหายังมีมาถามต่อว่าเลือกตั้ง 2549/2 แล้วสถานการณ์ทางการเมืองจะสงบหรือไม่ อันนี้ใจดีครับ ผมสมมติให้สถานการณ์ทางการเมืองสงบ ถ้าเป็นดังนั้น ก็ต้อง 1.เรียกประชุมเปิดสภา เลือกนายกฯ 2.พระเจ้าอยู่หัวแต่งตั้งนายกฯ 3.นายกฯจัดตั้ง ครม. 4.ครม.แถลงนโยบายในสภา ขั้นตอน 1-4 นี้ต่อให้ทำได้เร็วทำลายสถิติโลก 2 สัปดาห์กว่าจะถึงตอนนั้นก็ปาเข้าไปประมาณวันที่ 4 พ.ค.2549 แล้วครับ แล้วลำดับที่ 13 "รองนายกฯ/รัฐมนตรี มอบนโยบายให้ส่วนราชการพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปี" รองนายกฯหรือรัฐมนตรีคนไหนครับ จะมามอบนโยบาย ? ก็อีกนะครับ ผมสมมติว่ามีรองนายกฯเฉพาะกิจ หรือรัฐมนตรีเฉพาะกิจมามอบนโยบายอีกแล้วกันครับตรงนี้

กว่าจะผ่านมาถึงวันที่ 4 พ.ค.2549 ได้ตามเหตุการณ์สมมติอันเหลือเชื่อนี้ก็ยังไม่วายเส้นยาแดงผ่าแปดจริงๆ ครับ ลำดับที่ 15 ของปฏิทินงบประมาณคือ วันที่ 9 พ.ค.2549 "คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการปรับปรุงงบประมาณรายจ่ายประจำปี" ซึ่งตรงนี้อาจเรื่องใหญ่ เพราะถึงแม้เรามีคณะรัฐมนตรีเฉพาะกิจในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ 1 และ 2 มาขายผ้าเอางบประมาณรอดไปได้ในทุกลำดับก่อนถึงขั้นตอนลำดับที่ 15 ในวันที่ 9 พ.ค.2549 ก็ตาม แต่จะมั่นใจได้อย่างไรครับว่ารัฐบาลที่ได้หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่ 2 จะเป็นรัฐบาลชุดเดียวกับรัฐบาลเฉพาะกิจที่เห็นชอบไว้ในช่วงแรก จะมั่นใจได้อย่างไรครับว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีแนวนโยบายเดียวกันกับรัฐบาลชุดเฉพาะกิจนั้น และที่สำคัญ จะมั่นใจได้อย่างไรครับว่าตอนนั้นเราจะมีรัฐบาลแล้ว

หลายท่านอาจมีข้อเสนอว่าถ้าช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2549 มันวุ่นวายนักทำไมไม่เลื่อนปฏิทินงบประมาณออกไปก่อน รออะไรๆ ให้มันชัดเจนก่อนค่อยมาจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 ไม่ดีหรือ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 180 กล่าวไว้ว่า

"...ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าวันนับตั้งแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎร..."

"...วุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา..."

รวมสองสภา ก็ 125 วันครับ ถ้ามองย้อนกลับ สมมติให้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2550 คลอดออกใช้ 1 สัปดาห์ก่อนจะขึ้นปีงบประมาณ เมื่อบวก 125 วันแล้วหมายความว่าสภาผู้แทนราษฎรจะต้องได้รับรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประมาณวันที่ 19 พ.ค.2549 เพราะฉะนั้นหมายความว่า ต่อให้ปฏิทินงบประมาณราบเรียบอย่างไม่น่าเชื่อ บ้านเมืองสงบ การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ คณะรัฐมนตรีเฉพาะกิจเป็นคณะเดียวกับ/หรือมีนโยบายเหมือนกับคณะรัฐมนตรีตัวจริง ฯลฯ รายละเอียดงบประมาณรายจ่ายก็จะเสร็จช่วงวันที่ 9 พ.ค.2549 แต่ถ้ามีอะไรสะดุดแม้แต่น้อย ก็ห้ามเกินวันที่ 19 พ.ค.2549 มิฉะนั้นแล้วรัฐบาลจะไม่มีตังค์ใช้ในวันที่ 1 ต.ค.2549

คงวุ่นวายกันพิลึกครับ การทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2550 แต่ผมมั่นใจว่า ไม่ว่าจะมีการสะดุดตรงไหน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคงได้มีงบประมาณใช้จนได้ครับ เพียงแต่ไส้ในจะสมบูรณ์อย่างไร ขนาดไหนเท่านั้นเอง ถ้าสมบูรณ์ดี การเบิกจ่ายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ (ไตรมาสสุดท้ายของปีปฏิทิน) ก็ไม่มีปัญหา ถ้าไม่สมบูรณ์มากนัก การเบิกจ่ายคงมีปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีกกว่าที่มีปัญหาอยู่แล้วในปัจจุบัน ตรงนี้แหละครับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจไม่เป็นไปอย่างที่หมอดูเศรษฐกิจคิดกันก็ได้

แต่ก็ยังหวังว่างบฯค้างท่ออีกหลายๆ แสนล้านจะหลุดออกมาช่วยเยียวยาเศรษฐกิจไปพลางๆ ก่อนได้นะครับ กระทรวงการคลังก็อย่าลืมกู้เงินเตรียมรองรับการเบิกจ่ายไว้ล่ะครับ เดี๋ยวจะมีปัญหาเงินคงคลังไม่พอจนพลอยต้องให้เขาเอาไปเป็นประเด็นเรื่อง "ถังแตก" กันอีก

หวังว่าประเทศชาติจะกลับมาสงบสุข คนไทยกลับมารักสามัคคีกันเหมือนเดิม และประเทศไทยได้ผู้นำที่เป็นที่ยอมรับกับคนทั้งประเทศในเร็ววันนะครับ

หน้า 2